วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเรียนการสอนบนความหลากหลายท่ามกลางความขัดแย้ง: ตอนที่ 5 เสรีภาพทางวิชาการในห้องเรียน

"ศาลเห็น ว่าผลประโยชน์ของสถาบันการศึกษาที่เป็นนายจ้างอยู่เหนือกว่าเสรีภาพในการแสดงออกของอาจารย์ที่มีอยู่ นั่นหมายถึงเสรีภาพในการแสดงออกของอาจารย์มหาวิทยาลัยในด้านเนื้อหาวิชาและพฤติกรรมการสอนต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถยอมให้เสรีภาพทางวิชาการนั้นเป็นใบอนุญาตให้มีอิสระในการที่จะสอนเนื้อหาสาระนอกไปจากหลักสูตร และทำให้กระบวนการทำงานและการทำหน้าที่ของสถาบันการศึกษาถูกกระทบกระทั่งได้"

การใช้เสรีภาพทางวิชาการ ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2550 มาตรา 50) ในประเทศไทยนั้นมีสูงมากไม่แพ้ในสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศไทยยังไม่มีกรณีที่ศาลฎีกามีแนวทางของคำพิพากษาไว้ จึงขอนำเสนอแนวทางการชี้ขาดตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวด้วยเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐอเมริกาพอสังเขป ดังนี้

สำหรับสหรัฐอเมริกามีกรณีของ Pickering v. Board of Education, 391 U.S. 563 (1968) ซึ่งเป็นการวางหลักของเสรีภาพทางวิชาการไว้เพื่อให้ความคุ้มครองอย่างกว้าง เมื่อครูได้เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์แผนการใช้งบประมาณทางการศึกษา คณะกรรมการสภาการศึกษาของโรงเรียนถือว่าบทความนั้นทำลายชื่อเสียงทางวิชาชีพของคณะกรรมการสภาการศึกษาของโรงเรียน และผลจากการนี้สภาฯ มีมติให้ครูผู้นั้นหยุดการทำงาน หรือให้ออกจากงาน

แต่ Pickering โต้แย้งว่าเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญข้อแรกว่าด้วยการแสดงออกด้วยการพูด (The First Amendment freedom of speech) ศาลสหรัฐอเมริกาจึงได้วางแนวทางสำหรับประเด็นพิจารณาเพื่อให้เกิดความสมดุลของเสรีภาพทางวิชาการของครู/อาจารย์ไว้ดังนี้

1. มีความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับผู้ถูกวิจารณ์หรือไม่ (ถ้าไม่มีความใกล้ชิดกันถือไม่ได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น)

2. ประเด็นที่วิจารณ์เป็นประเด็นที่สาธารณะควรรับรู้ได้หรือไม่ (ถ้าเป็นประเด็นสาธารณะก็ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิผู้ถูกวิจารณ์)

3. การวิจารณ์นั้นสร้างความเสียหายให้กับระบบการบริหารงานหรือไม่ (เน้นความเสียหายของระบบการบริหารไม่ใช่ตัวผู้บริหาร)

4. ผู้เขียนบทวิจารณ์นั้นได้รับผลกระทบหรือถูกขัดขวางในการทำงานหรือไม่ (ผู้เขียนได้รับผลร้ายจากการวิจารณ์หรือไม่)

5. ผู้เขียนได้แสดงออกตามสมรรถนะในวิชาชีพของตนตามตำแหน่งงานหรือในฐานะของพลเมืองคนหนึ่ง (เป็นการแสดงออกส่วนตัวหรือในนามตำแหน่งที่ครองอยู่)

เสรีภาพของครูในกรณีนี้ได้รับการคุ้มครองเพราะประเด็นที่นำเสนอนั้นเป็นประเด็นสาธารณะ ไม่เจาะจงใกล้ชิดกับผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการกล่าวถึงระบบมากกว่าตัวบุคคล และเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่อาจแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีในฐานะพลเมืองคนหนึ่งได้ด้วย ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของครูผู้นี้ในการแสดงออกถึงประเด็นสาธารณะที่มีความสำคัญไม่อาจใช้เป็นเหตุในการให้ครูผู้นี้ต้องถูกไล่ออกได้ (ครูผู้นี้มีฐานะเหมือนข้าราชการของประเทศไทย เพราะใช้คำว่า public employment) รัฐธรรมนูญจึงคุ้มครองการเขียนบทความของครูผู้นี้ และสภาฯ ต้องคืนสถานภาพการเป็นครูให้กับครูผู้นี้ จะให้หยุดงานหรือให้ออกจากงานด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เสรีภาพทางวิชาการที่เป็นการแสดงออกดังกล่าวเป็นเสรีภาพ ในส่วนของครูหรืออาจารย์ผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่รวมถึง Teaching Style และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งอาจเป็นการนำผู้เรียนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ การมอบหมายให้ไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การไปชมการแสดงนิทรรศการ และการนำเสนอผลงานทางวิชาการในสถานที่ต่างๆ การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนแบบนี้ ถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการที่ยังไม่มีข้อโต้แย้ง และยังไม่มีประเด็นโต้แย้งเห็นว่าเป็นการใช้เสรีภาพที่ไม่ชอบหรือสร้างภาระให้กับผู้เรียนมากเกินไป



เสรีภาพทางวิชาการในห้องเรียน (Academic freedom in the classroom)

จากกรณีของ Pickering นำไปสู่กรณีของ Clark v. Holmes, 474 F.2d 928 (7th Cir. 1972) ซึ่ง Clark เป็นอาจารย์ใหม่ยังไม่ผ่านการประเมินในมหาวิทยาลัย Northern Illinois University เขาได้รับการแจ้งว่าจะจ้างต่อหรือต่อสัญญาจ้างให้ถ้าแก้ไขสิ่งที่ Clark กระทำในการเรียนการสอน เช่น ให้คำปรึกษากับนักศึกษามากเกินจำนวนที่กำหนด ไม่ส่งนักศึกษาไปให้ฝ่ายแนะแนวที่เกี่ยวข้อง ศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องทางเพศมากเกินไป และดูถูกอาจารย์ผู้อื่นกับนักศึกษาที่ให้คำปรึกษาถึงแม้จะได้รับการต่อสัญญา แต่ต่อมาถูกให้ระงับการสอน

Clark จึงนำเรื่องสู่ศาลและศาลพิจารณาประเด็นนี้เป็นเสรีภาพในชั้นเรียนซึ่งไม่ใช่เสรีภาพสาธารณะที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองและไม่นำแนวทางคำพิพากษาของ Pickering มาใช้ โดยศาลไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างเสรีภาพทางวิชาการของ Clark โดยให้ความเห็นว่า

1. ข้อพิพาทของ Clark ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นสาธารณะ เป็นการขัดแย้งกับผู้ร่วมงานในประเด็นที่เป็นสาระของการทำงานโดยเฉพาะเนื้อหาวิชาที่สอนและศึกษาวิจัยไม่ใช่ประเด็นสาธารณะเหมือนกรณีของ Pickering จึงไม่อาจนำแนวทางการพิจารณามาใช้ได้

2. ข้อพิพาทของ Clark เกี่ยวข้องกับการเป็นอาจารย์หรือการกระทำในตำแหน่งงานไม่ใช่เป็นกรณีทำในฐานะพลเมืองคนหนึ่งเหมือนกรณีของ Pickering

ศาลเห็นว่าผลประโยชน์ของสถาบันการศึกษาที่เป็นนายจ้างอยู่เหนือกว่าเสรีภาพในการแสดงออก ของอาจารย์ที่มีอยู่นั่นหมายถึงเสรีภาพในการแสดงออกของอาจารย์มหาวิทยาลัยในด้านเนื้อหาวิชาและพฤติกรรมการสอนต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถยอมให้เสรีภาพทางวิชาการนั้นเป็นใบอนุญาตให้มีอิสระในการที่จะสอนเนื้อหาสาระนอกไปจากหลักสูตรและทำให้กระบวนการทำงานและการทำหน้าที่ของสถาบันการศึกษาถูกกระทบกระทั่งได้

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงอื่นๆ มีอีกมากที่ไม่ได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้ที่แสดงถึงพฤติกรรมการใช้เสรีภาพที่หมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น โดยเฉพาะการดูถูกหรือดูหมิ่นอาจารย์ผู้อื่นกับนักศึกษาหรือการใส่ร้ายป้ายสี อาจารย์ผู้อื่น การใช้เสรีภาพทางวิชาการในชั้นเรียนนั้น ศาลยังได้วางแนวทางพิจารณาชี้ขาดตัดสินข้อพิพาทและการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการในชั้นเรียนจากกรณีของ Pickering และของ Clark ไว้ดังนี้

1. ความจำเป็นที่ต้องรักษาวินัยการทำงานและความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงานไว้

2. ความจำเป็นในการรักษาความเป็นส่วนตัวหรือความลับไว้

3. ความจำเป็นที่ต้องหยุดการกระทำที่ไม่เหมาะสม และภาวะการทำงานปกติไว้

4. ความจำเป็นในการรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในการรักษาไว้ซึ่งความลับและความภักดี

แนวทางดังกล่าวศาลจะนำมาใช้ในการพิจาณาข้อพิพาทต่างๆ เกี่ยวกับการใช้เสรีภาพทางวิชาการในชั้นเรียนของครู/อาจารย์ในสถาบันการศึกษาทั่วไป สำหรับเสรีภาพทางวิชาการในชั้นเรียนของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาปัจจุบันยังไม่มีประเด็นข้อพิพาทมากนัก ผู้เรียนสามารถศึกษาได้อย่างอิสระและมีเสรีภาพในการเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ หรือศึกษาในสิ่งที่ตนเองสนใจมากขึ้นกว่าแต่เดิมซึ่งอาจถูกจำกัดด้วยนโยบายทางการเมือง เช่น ในสมัยหนึ่งของประเทศไทย นักศึกษามหาวิทยาลัยถูกห้ามมิให้ศึกษาหรือมีไว้ซึ่งเอกสารหรือหนังสือที่เกี่ยวกับลัทธิทางการเมืองที่ขัดแย้งกับระบอบการปกครองของประเทศ นอกจากนั้นในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้การเข้าถึงข้อมูล และความรู้ต่างๆ ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ข้อจำกัดเรื่องเสรีภาพทางวิชาการในชั้นเรียนจึงลดลง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน



สรุป

ถึงแม้ว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะมีเสรีภาพทางวิชาการมากกว่าการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากการศึกษาขั้นพื้นฐานถือเป็นนโยบายสำคัญของชาติที่จะกำหนดคุณลักษณะของพลเมืองและวางรากฐานที่เป็นสมรรถนะสำคัญให้กับพลเมืองของประเทศและการศึกษาขั้นพื้นฐานยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศอีกด้วย การให้เสรีภาพในระดับนี้มากเกินไปที่จะสอนอะไรก็ได้นอกเหนือจากหลักสูตรมาตรฐานกลางของชาติที่กำหนดไว้ หรืออนุญาตให้มีหลักสูตรและการสอนที่หลากหลายอาจจะทำให้นโยบายหรือเป้าหมายสำคัญของชาติเสียหายได้ ซึ่งหลักการนี้ยังคงยึดถืออยู่

ในกรณีของ Clark เป็นข้อพิพาทในประเด็นเสรีภาพทางวิชาการในระดับอุดมศึกษา ซึ่งดูเหมือนว่ามีข้อเท็จจริงบางประการที่จำกัดเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์ ผู้สอนในระดับอุดมศึกษา โดยเป็นประเด็นในเรื่องของการปฏิบัติงานประจำ มากกว่าการแสดงออกทางความคิด และเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าเป็นเรื่องสาธารณะ และอาจก้าวล่วงไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นในฐานะของตำแหน่งงานมากกว่าในฐานะของพลเมือง ศาลจึงมีคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้น

คำพิพากษาดังกล่าวอาจเป็นข้อเตือนใจให้กับอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา และอาจใช้เป็นแนวทางสำหรับการตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยได้อีกด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

 

2 มี.ค. 2557 10:17 ไทยรัฐ