วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
3 มี.ค. 2557 05:00 น.
ตึกถล่ม-ถังน้ำพัง 3ตัวแปรเฝ้าระวัง

ตึกถล่ม-ถังน้ำพัง 3ตัวแปรเฝ้าระวัง

โดย
3 มี.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

ถังน้ำขนาดใหญ่ยักษ์...บริษัท อีสต์วอเตอร์ฯถล่มที่ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เท่าที่รับรู้จากข่าวที่ออกมา...ยังงงๆว่าเกิดเพราะอะไรกันแน่ ทำไม? ถึงพัง

ดร.มานะ มหาสุวีระชัย อดีตประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า กรณีนี้เป็นการก่อสร้างถังน้ำสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ผนังคอนกรีตสำเร็จรูปขนาดกว้าง 30 เมตร...ยาว 30 เมตร ความสูง 18 เมตร เอาไว้สำหรับบรรจุน้ำ 14,000 ลูกบาศก์เมตร

หมายความว่า ถ้าบรรจุน้ำเข้าไปในปริมาณเท่านี้ จะมีน้ำในถังสูง 15.6 เมตร

ข่าวที่ออกมาบอกว่า เป็นการทดสอบใส่น้ำเพื่อดูสมรรถนะของถังที่ก่อสร้างครั้งแรก แล้วก็ใช้น้ำบรรจุเข้าไปแค่ 6,000 ลูกบาศก์เมตร ยังไม่ถึงครึ่ง เติมน้ำไปแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ของคุณสมบัติถังที่ก่อสร้าง...

ปริมาณน้ำ 6,000 ลูกบาศก์เมตร จะทำให้น้ำในถังสูงระดับ 6.60 เมตร ปรากฏว่าทำให้ถังพังทลาย...ประเด็นปัญหา ต้องมองว่า ตอนนี้ถังก่อสร้างเสร็จแล้ว...วิเคราะห์ได้ 2 ประเด็น หนึ่ง...ออกแบบก่อสร้างถูกต้องไหม กับ สอง...ก่อสร้างถูกต้องตามกระบวนการหรือเปล่า

“การออกแบบถูกต้องหรือไม่ ส่วนตัวยังไม่เห็นแบบแต่ก็คิดว่าไม่น่าจะผิด โครงสร้างแบบนี้ไม่ได้ซับซ้อน น่าจะมีการก่อสร้างกันมาอยู่แล้ว”

ประเด็นที่พูดถึง...ปกติถังน้ำจะออกแบบมาเป็น “แบบทรงกลม” แต่ที่เป็นปัญหาเป็น “แบบทรงสี่เหลี่ยม” มุมมองวิศวกรโครงสร้างเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ดร.มานะ บอกว่า รูปทรงมีผลแตกต่างกันแน่ การสร้างเป็นทรงกลมจะเป็นโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง ภาษาวิศวกรรมเรียกว่า เป็น “เชลล์”... หรือ...“เปลือกหอย” ซึ่งจะทำให้แข็งแรงเพราะโครงสร้างจะเป็นเนื้อเดียวกัน รอยต่อจะไม่มี วิธีนี้...แม้ว่าจะใช้วัสดุถูกกว่า แต่จะแพงที่วิธีการสร้าง กระบวนการทำแบบจะยุ่งยากซับซ้อนกว่ามาก

“ประเด็นความเสียหาย ประเมินให้น้ำหนัก 99.99 เปอร์เซ็นต์...น่าจะอยู่ที่ขั้นตอนการก่อสร้าง...มีปัญหา ไม่เรียบร้อย”

การก่อสร้างโครงสร้างแบบกล่อง ถ้าไม่เรียบร้อย จะมีรอยต่อเกิดขึ้น จากการเทคอนกรีตต่อเชื่อมกันหลายชิ้น รอยต่อที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ถ้าไม่ทำให้ดี น้ำซึมได้...ปริมาณน้ำทดลองสูง 6.60 เมตร แรงกระแทกจะอยู่ที่ 6 ตันต่อตารางเมตรเชียวนะ...ถ้าเติมน้ำเต็มพิกัด 15.6 เมตร แรงกระแทกจะสูงถึง 15 ตันต่อตารางเมตร

“ถ้าก่อสร้างถังแล้วมีรอย แรงดันน้ำดันเข้าไป โครงสร้างก็จะผิดเพี้ยน พังถล่มได้”

ถึงตรงนี้คงต้องกล่าวถึงทุกกรณีในภาพรวมที่เกี่ยวโยงกับโครงสร้างอาคาร สิ่งก่อสร้าง จะได้เห็นภาพเข้าใจชัดเจน การพิจารณาว่าโครงสร้างจะมีปัญหาหรือไม่มี

ดร.มานะ บอกว่า ขั้นตอนหลักๆก็คือ “การออกแบบ” กับ “การก่อสร้าง” ในช่วงที่ก่อสร้างก็เป็นช่วงสำคัญ เพราะรูปแบบของโครงสร้างไม่ได้อยู่ในสภาพเหมือนกับสร้างเสร็จ

3 ปัจจัยหลักที่จะสำเร็จ ล้มเหลว...พังเสียหาย ปัจจัยแรก...ความแข็งแรงของโครงสร้างได้ไหม ปัจจัยที่สอง...ความแข็งเกร็งของโครงสร้างได้ไหม ปัจจัยที่สาม...ความมีเสถียรของโครงสร้างได้หรือไม่

3 ปัจจัยสำคัญ “ความแข็งแรง” ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติความแข็งแรง...กำลังของวัสดุ ยกตัวอย่างเช่น เหล็กก็แข็งแรงกว่าคอนกรีต...

คอนกรีตก็แข็งแรงกว่าไม้ กับการที่นำวัสดุไปประกอบเป็นโครงสร้างขึ้นกับรูปทรงของโครงสร้าง กลายเป็นความแข็งแรงของโครงสร้าง

ถัดมา...“ความแข็งเกร็ง” ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุเช่นกัน แต่เป็นคุณสมบัติอีกแบบของวัสดุ นั่นก็คือความยืดหยุ่น เป็นต้นว่าเหล็กจะมีความแข็งเกร็งของวัสดุมากกว่า

คอนกรีต...แล้วคอนกรีตก็จะมีความแข็งเกร็งของวัสดุมากกว่าไม้ ดังนั้น...ความแข็งเกร็งของโครงสร้างก็คือ วัสดุที่ไปประกอบเป็นโครงสร้างกับรูปทรงของโครงสร้างก็จะเป็นตัวกำหนดความแข็งเกร็งของโครงสร้าง และต้องเข้าใจด้วยว่า “ความแข็งแรงของโครงสร้าง”...กับ “ความแข็งเกร็งของโครงสร้าง” นั้นแตกต่างกัน

ดร.มานะกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้นานหลายปีแล้วตั้งแต่ช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้ประเทศไทย และข่าวรอยเลื่อนใกล้ตัว “รอยเลื่อนนครนายก” ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนกรุงเทพฯที่มีวิถีชีวิตอยู่กับตึกสูงระฟ้า พุ่งเป้าไปที่ประเด็นการออกแบบโครงสร้างอาคารที่ “แข็ง” กับ “ความแข็งแรง” เพิ่มเสริมเข้าไป

“ความแข็ง” ที่พูดถึงนี้ ดร.มานะบอกว่า เป็น “ความแข็งเกร็ง” หรือ Stiffness ของโครงสร้าง แตกต่างกับความ “แข็งแรง (Strength)” ของโครงสร้าง

ความแข็งเกร็ง คือ ความสามารถในการต้านทานการเปลี่ยนรูปของโครงสร้าง (แข็งเกร็งมากกว่าเปลี่ยนรูปได้น้อยกว่า)...ส่วนความ

แข็งแรง คือ ความสามารถในการรับแรงของโครงสร้าง

เข้าใจสั้นๆง่ายๆ “โครงสร้างที่แข็งเกร็งมากกว่า จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากกว่าโครงสร้างที่มีความแข็งเกร็งน้อยกว่า...เนื่องจากมีความสามารถในการต้านทานการเปลี่ยนรูปมากกว่า”

ดังนั้น ตึกเตี้ยจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากกว่าตึกสูง เนื่องจากตึกเตี้ยมีความแข็งเกร็งมากกว่าตึกสูง นอกจากนี้การสร้างตึกสูงต้องคิดเผื่อแรงลมขนาด 160 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ตามกฎหมาย ซึ่งถือว่ามากพอสมควร ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า...ตึกสูงมีความแข็งแรงสำรองมากกว่าตึกเตี้ย

ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วก็ทำความเข้าใจต่อไปอีกหน่อยว่า...ปัญหาของตึกสูงภายใต้แผ่นดินไหว ไม่ใช่ปัญหาของความแข็งแรง แต่เป็นปัญหาของความแข็งเกร็ง...

ถ้าตึกสูงที่มีความแข็งเกร็งน้อยเกินไป การเกิดแผ่นดินไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้องค์ประกอบทางด้านสถาปัตยกรรม เช่น กระจก หน้าต่าง ผนัง แตกร้าวเสียหายได้...ในกรณีกลับกัน...ถ้าตึกสูงมีความแข็งเกร็งมากเกินไป การเกิดแผ่นดินไหวเพียงเล็กน้อยจะไม่มีผลกระทบใดๆต่ออาคารเลย แต่ผู้อาศัยชั้นบนจะเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากอาคารจะมีการสั่นไหวไปมาด้วยความ “เร่ง” สูง...

“ซึ่งก็ต้องถือว่าการออกแบบก่อสร้างอาคารดังกล่าวล้มเหลวในแง่ของการใช้สอย”

แล้วก็มาถึงปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญ “ความเสถียรของโครงสร้าง” เป็นต้นว่าถ้าโครงสร้างไม่เสถียร สูงชะลูด...ปัจจัยนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เกี่ยวกับวัสดุมากนัก แต่เกี่ยวกับรูปทรงของโครงสร้างเป็นสำคัญ

ดร.มานะ ย้ำว่า กรณีอาคารโรงพยาบาลถล่มที่บางพลี ในภาพที่เห็นมีการก่อสร้างแผงคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นไปรับบันได สูงกว่าพื้นรองรับ 26 เมตร คิดว่าปัญหาเกิดจากโครงสร้างในช่วงที่จะก่อสร้างก่อนเสร็จเป็นตัวอาคารที่สมบูรณ์...สร้างส่วนนี้เร็วเกินไป โดยที่ไม่มีตัวค้ำยันที่แข็งแรง ทำให้มีปัญหาความเสถียรของโครงสร้าง

“พอเสถียรภาพโครงสร้างมีปัญหา ก็เกิดปัญหาตามมา...กระทบความแข็งเกร็งของโครงสร้าง ก็จะมีปัญหานำไปสู่ความแข็งแรงของโครงสร้างที่แบกรับไม่ได้ เนื่องจากเกิดสภาพที่โครงสร้างไม่ได้ถูกออกแบบให้รับโครงสร้างที่อยู่ในสภาพที่อยู่ในช่วงก่อสร้าง เกิดการพังทลายของโครงสร้าง”

ประเด็นการออกแบบ การใช้วัสดุเหมาะสม เชื่อว่าไม่น่าจะใช่ปัญหา...แต่ปัญหาอยู่ระหว่างขั้นตอนก่อสร้าง ไม่ได้เนรมิตสร้างเสร็จ

ตามแบบได้ทันทีทันใด จึงจำเป็นต้องคิดโครงสร้างเผื่อในช่วงที่กำลังก่อสร้างด้วย

โครงสร้างอาคาร มีปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเช่นนี้...ไม่ได้สร้างให้มีความแข็งแรงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างให้ปลอดภัย...รัดกุม.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้