วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เบรกสงครามกลางเมือง

เบรกสงครามกลางเมือง

  • Share:

สายพิราบชูกองทัพรับบท“ตัวกลาง”เจรจาหย่าศึก

เริ่มต้นการเจรจาวันนี้ยังไม่สาย”

เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแนวทางสันติ มี พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เป็นอีกคนที่ขายความคิดดังกล่าวออกสู่สังคม

โดย พล.อ.เอกชัย ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า สาเหตุที่สนับสนุนให้เปิดการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง เพราะขณะนี้สถานการณ์ภาพรวม โดย กปปส.ได้ยกระดับการเคลื่อนไหว มีเป้าหมายที่ตัวคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และตัดท่อน้ำเลี้ยงตระกูลชินวัตร

ขณะที่แกนนำ นปช.ปลุกมวลชนพร้อมรับมือ กปปส. และยังมีเป้าหมายกดดันองค์กรอิสระ บางทีไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ล่าสุดไปกดดัน ป.ป.ช.

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาทหารหน่วยซีลถูกตำรวจตรวจค้นพบอาวุธ แสดงว่ามีทหารแทรกเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ทำให้เห็นว่าทหารไม่เป็นกลางอย่างที่พยายามวางตัวเป็นกลาง

หากเกิดเหตุอย่างนี้ต่อไปจะเกิดความแตกแยกระหว่างทหารกับตำรวจ ซึ่งเป็นองค์กรที่ถืออาวุธ ระยะยาวเป็นอันตรายต่อประเทศ หากเป็นสมัยก่อนตำรวจจะจับทหาร ผบ.ทร.หรือ ผบ.ทหารสูงสุดจะออกโรงว่าทำเช่นนี้ไม่ได้ ทำให้กองทัพเสียหาย

สะท้อนว่าฝ่ายความมั่นคงไร้เอกภาพ แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ส่วนตำรวจถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาลสุดโต่ง คดีที่เกิดขึ้นในช่วงชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ไม่สามารถจับผู้ร้ายได้ ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุไร้หลักฐานหรือเกิดจากสาเหตุอื่น

วิธีแก้ไขขอให้ทหารรีบเสนอดึงตำรวจและการ์ด กปปส.จัดสายตรวจร่วม ทำงานเชิงรุกหาข่าว เพื่อป้องกันถกเถียงกันว่าเหตุแต่ละจุดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของใคร อาจไม่ใช่ทั้ง 3 ฝ่ายที่ก่อเหตุ แต่เกิดจากกลุ่มอื่นที่เข้ามาป่วน จะช่วยลดเหตุรุนแรงลง ที่สำคัญช่วยลดอาการขุ่นหมองข้องใจของแต่ละฝ่ายได้ดีทีเดียว

ยิ่งขณะนี้มีเหตุระเบิด ยิงปืนตามจุดต่างๆ เริ่มเป็นสงครามจรยุทธ์ ทำเป็นขบวนการ ไม่ทราบเป็นฝีมือของใคร มีความเคลื่อนไหวเป็นขั้นเป็นตอน เดิมมีเป้าหมายข่มขวัญประชาชนให้หวาดกลัว วันนี้ขยับเป้าหมายทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

หากรัฐบาลไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ ฝ่าย กปปส.ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชุมนุมไม่ได้ทั้งหมด สุดท้ายทั้ง 2 ฝ่ายจะเสียความชอบธรรม ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลและ กปปส. ยิ่งทำให้เหตุรุนแรงลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา จะขยายออกไปพื้นที่ที่สนับสนุน กปปส. จนปั่นป่วนไปหมด

หากองค์กรบังคับใช้กฎหมายและกฎหมายเข้มแข็ง สถานการณ์ของประเทศไทยจะไม่น่าเป็นห่วง เหมือนในต่างประเทศถ้าเกิดเหตุอย่างนี้ ตำรวจจับตัวคนร้ายไปดำเนินคดีได้ทันที

แต่วันนี้ประเด็นดังกล่าวเป็นจุดอันตราย ในเมื่อกฎหมายอ่อนแอ ซึ่งแต่ละมาตรา แต่ละกระบวนการถูกตีความหมด ไม่มีใครเชื่อมั่นต่อกฎหมาย และองค์กรบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็ง

เมื่อปล่อยให้รัฐตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทางองค์การสหประชาชาติกำหนดชัดเจนว่า รัฐไหนกฎหมายอ่อนแอ องค์กรบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ จะนำไปสู่รัฐล้มเหลว เกิดเหตุโกลาหลขึ้นในประเทศได้

ขอยกตัวอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มจากเกิดสงครามจรยุทธ์ ยิงที่นั่น ระเบิดที่นี่ เจ้าหน้าที่จับคนร้ายไม่ได้ กฎหมายไม่เข้มแข็ง องค์กรใช้กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้ คดีต่างๆถูกยกฟ้องถึง 80 เปอร์เซ็นต์ บ่งบอกว่ากฎหมายเอื้อมไปไม่ถึงคนทำผิด

เมื่อปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหตุรุนแรงจะเริ่มขยายพื้นที่ ขยายเป้าหมายจากการก่อเหตุธรรมดา พุ่งเป้าสู่ชีวิต มีคนล้มตายและบาดเจ็บมากขึ้น ขบวนการก่อเหตุเริ่มก่อรูปเป็นภาพชัดเจนว่า เป็นกองกำลังไหนดูแลพื้นที่นั้นๆ ใครเป็นหัวหน้าขบวนการ

ในพื้นที่กรุงเทพฯยังไม่ถึงขั้นนั้น เป็นเพียงขั้นเริ่มต้นสงครามจรยุทธ์ และขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีต่างประเทศเข้ามาแทรกแซง สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์และจับฝึกอาวุธให้เหมือนประเทศยูเครน หรือประเทศแถบตะวันออกกลาง จนล้มรัฐบาลได้

สุดท้ายประเทศไทยจะต้องเดินเข้าสู่วิกฤติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่สัญญาณภาพรวมยังไม่ถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเมื่อไหร่คนเสื้อแดงเรือนหมื่นเรือนแสนเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้ กทม.

และตำรวจเริ่มปราบปรามสลายม็อบ กปปส.รุนแรงขึ้น จะเกิดการต่อสู้ ต่อต้านมากยิ่งขึ้น และทหารเข้ามาสนับสนุนภาคประชาชนฝ่าย กปปส.ชัดเจน จะเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบทันที

ปัจจัยเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจะเดินเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง พล.อ.เอกชัยบอกว่า เชื่อมั่นว่าในเวลาอันใกล้สงครามกลางเมืองยังไม่เกิดขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ พอถึงจุดเหตุการณ์ที่ใกล้สูงสุด จะค่อยๆลดความรุนแรงลงเหมือนเดิม แล้วเริ่มกลับไปสู่ความขัดแย้งใหม่

และขณะนี้กลุ่มต่างๆที่ยืนอยู่ข้างรัฐบาลไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน โดยคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำงานไป รัฐบาลทำหน้าที่ไป และ นปช.ทำหน้าที่อีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งหมดขึ้นตรงต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

เมื่อแต่ละฝ่ายไม่เป็นเอกภาพ ยากมากที่จะปฏิบัติการในทิศทางเดียวกัน แต่มันจะเกิดการแยกกลุ่มไปปฏิบัติการเองและไม่แน่ใจว่าหากตัวแทนอีกขั้วหนึ่งเปิดเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้วจะจบ เพราะติดหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณตกอยู่ในสภาพจนตรอก จำเป็นต้องต่อสู้ตลอดเวลา

แม้คุณยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการ มีรัฐบาลกลาง เหตุการณ์ความขัดแย้งยิ่งบานปลาย คนเสื้อแดงจะลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวปฏิบัติการต่อสู้กับ กปปส. เพราะสภาพวันนี้ของตำแหน่งนายกฯยังล็อกคอคนเสื้อแดงไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

ทีมข่าวการเมือง ถามถึงส่งสัญญาณเตรียมตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และแบ่งแยกประเทศไทย กำลังจะเดินไปสู่จุดเป้าหมายนั้นอย่างไร พล.อ.เอกชัย บอกว่า การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่มีบางคนพูดขึ้นมา คงแค่ต้องการปราม กปปส.มากกว่า

ส่วนการแบ่งแยกประเทศที่มีบางคนถึงขั้นทำแผนที่ขึ้นมา ไม่ใช่เป็นแนวคิดโดยรวมที่ตกผลึก ทำให้ยากที่จะเดินไปถึงขั้นนั้นได้ สุดท้ายจะถึงขั้นแบ่งแยกประเทศหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ขอฝากเอาไว้ว่าตามสายเลือดคนอีสานเก่งเรื่องการสู้รบแบบจรยุทธ์ หากเมื่อไหร่ไม่มีหัวมาคุมมันจะอันตรายอยู่เหมือนกัน

วันนี้ทหารลงมือปฏิวัติจะเกิดอะไรตามมา พล.อ.เอกชัย บอกว่า ปิดประตูตายการปฏิวัติรูปแบบเดิมเหมือน 18 ครั้งที่ผ่านมา หากเกิดขึ้นอีกรับรองเกิดสงครามกลางเมืองแน่

ส่วนรูปแบบการปฏิวัติโดยประชาชนที่ไม่ใช่อาวุธ อีก 10 ปี กปปส.ไม่มีวันที่จะปฏิวัติประชาชนได้สำเร็จ สำหรับรูปแบบการปฏิวัติโดยรัฐบาล ซึ่งมีทหารเข้าร่วมด้วย เพื่อต้องการหยุดทุกอย่าง โดยทหารไม่ใช้อาวุธ แต่ขออำนาจมาอยู่ที่ทหาร ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจากัน รูปแบบนี้จะทำสำเร็จได้ รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจกับ นปช.เสียก่อน

แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นแนวทางเดินหน้าไปสู่การปฏิวัติทั้ง 3 รูปแบบ ยิ่งทำให้รัฐบาลจนตรอกไปเรื่อยๆ ตามกลไกของรัฐธรรมนูญที่ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดแกนนำ กปปส.จะถูกดำเนินคดีต่างๆ ทุกคนที่ทำผิดติดคุกหมด

ฉะนั้นวันนี้สมควรเปิดพื้นที่มากขึ้นให้สายพิราบของแต่ละฝ่าย เจรจายุติปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งอาจใช้รูปแบบตัวแทน 2 ฝ่าย หรือรูปแบบที่มีตัวกลางเชื่อมให้ 2 ฝ่ายได้เจรจาหรือองค์การสหประชาชาติเข้ามาช่วยเจรจา

ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด แม้เป็นรูปแบบที่ยาก ขอเสนอให้กองทัพ ซึ่งวันนี้มีอำนาจและบารมี โชว์ความเป็นเอกภาพ พร้อมให้มีองค์กรสนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือให้ทหาร

โดยมี 5 ผบ.เหล่าทัพจำเป็นต้องอดทนทำเรื่องนี้ ประกาศเดินเข้าไปหาแกนนำ 2 ขั้วการเมือง เปิดให้เจรจาลับหาจุดบรรจบให้ลงตัว โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปประเทศ
รัฐบาลอาจเสียบางส่วน ได้บางส่วน กปปส.อาจได้หรือเสียบางส่วน การได้บางส่วนย่อมดีกว่าไม่ได้อะไร

สุดท้ายไม่ว่าจะจบด้วยวิธีที่มีประชาชนตายเรือนหมื่นเรือนแสน ล้วนจบด้วยวิธีการเจรจา ขออย่าไปเจรจาในช่วงที่ทุกฝ่ายจนตรอก จะเปิดเจรจายาก จังหวะนี้ทำไมไม่เริ่มเปิดเจรจา

วิธีการเจรจารูปแบบนี้จะจบสวยงามที่สุด.


ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้