วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คิดถึงอินเดีย

คิดถึงอินเดีย

  • Share:

ประมาณช่วงนี้ของปีที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสได้ไปสักการะสังเวชนียสถานในอินเดีย เป็นครั้งแรกของการเดินทางเพื่อสักการะสังเวชนียสถาน แต่ไม่ใช่ครั้งแรกของการไปอินเดีย

การไปอินเดียครั้งแรก ดิฉันไปในฐานะนักวิจัย เพื่อศึกษาสาระในประเด็นที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเปิดของอินเดีย ที่นอกจากจะทำวิจัยแล้ว ยังได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ที่ต้องไปทำงาน เช่น เดลลี อักรา ชัยปูร์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดสามเหลี่ยมอารยธรรมของอินเดีย

ความรู้สึกของการไปอินเดียครั้งแรก ไม่ต่างกับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของทัชมาฮาล และพระราชวังอีกหลายๆแห่งในดินแดนภารตะ

มีบ้างที่แอบหงุดหงิดเล็กๆ กับเสียงแตรที่ดังตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในขณะเดียวกัน ก็อดอมยิ้มไม่ได้กับสิ่งละอันพันละน้อยที่รวมเป็น “อินเดี๊ย... อินเดีย”   ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกที่แข่งกันตกแต่งด้วยเครื่องประดับพลาสติกสีแสบสัน เด็กน้อยขี้มูกขี้ตาเกรอะแต่งตัวมอมแมม วิ่งแข่งกันมาแบมือขอสตางค์ พร้อมกับมอบตำแหน่ง “มหาราณี”   ให้ทุกครั้งที่เจอกัน ห้องน้ำสไตล์ธรรมชาติ (ที่หมายถึงธรรมชาติจริงๆ คือใช้ได้ทุกที่ ในทุกขณะที่ต้องการ) และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการให้ทานในอินเดียด้วย

เรื่องการให้ทานในอินเดียนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องของคนที่เคยไปอินเดียแล้วต้องเอากลับมาเล่าขานกันได้ไม่จบสิ้น ก็เพราะมือดำๆ น้อยๆ และคำที่พร่ำเรียกเราว่า “มหาราชา มหาราณี” นี่แหละค่ะ ที่ทำเอาหลายคนใจอ่อนให้ขนมบ้าง สตางค์บ้าง ทั้งๆที่ทุกคนก็คงได้รับคำเตือนมาก่อนหน้านั้นแล้วแน่ๆ ว่าให้ใจแข็งเข้าไว้ เพราะถ้าคุณให้ไป 1 คน อีกเป็นสิบจะกรูเข้ามาหาคุณแบบไม่ทันตั้งตัว แม้ว่าตอนให้คุณจะกระมิดกระเมี้ยนให้แบบแอบๆ และพยายามส่งภาษาใบ้สื่อไปว่า “ห้ามบอกใครนะว่าฉันให้เธอ” แล้วก็ตาม

สำหรับดิฉัน ความวุ่นวาย คือ เสน่ห์อย่างหนึ่งของอินเดีย เสน่ห์ ที่โบกมือชักชวนให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น
อินเดียมีความยิ่งใหญ่ และงดงามแทรกตัวอยู่ในทุกที่ ครั้งแรกในอินเดียของดิฉัน สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำมากที่สุด คือ ความตระการตาของทัชมาฮาลที่ทำเอาดิฉันน้ำตาซึมเมื่อได้สัมผัสด้วยสายตาเป็นครั้งแรก

...ที่เล่ามาข้างต้นทั้งหมด คือความรู้สึกของคนที่ได้สัมผัสอินเดียด้วย “ตาเนื้อ” อย่างดิฉันที่ ณ ตอนนั้นยังคงสถานภาพเป็นแค่ชาวพุทธในทะเบียนบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ดิฉันรู้สึกมากขึ้นกับอินเดีย ก็คือ นอกจากตาเนื้อแล้ว อินเดียยังสามารถสัมผัสได้ด้วย “ตาใน”พระอาจารย์ชยสาโร พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่ง เคยบันทึกไว้หลังจากที่ท่านได้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของทัชมาฮาลว่า“ปลายปี 2518 อาตมากำลังเดินทางหาประสบการณ์ชีวิต วันหนึ่งโบกรถสิบล้อจากเมืองเดลี ไปเที่ยวทัชมาฮาล เท่าที่ทราบผู้สร้างทัชมาฮาลต้องการประกาศความยิ่งใหญ่ของตน และความยิ่งใหญ่ของความรักต่อภรรยา แต่บทเรียนที่อาตมาได้วันนั้นคือความยิ่งใหญ่ของความตาย

หลังจากชมทัชมาฮาลเรียบร้อยแล้วอาตมายืนมองลงไปที่แม่น้ำแล้วมองเห็นกลุ่มสุนัขกำลังแย่งไส้ของศพเด็กผู้ชายซึ่งนอนอยู่บนเกาะทราย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นคนตาย ทำให้มองความอลังการของทัชมาฮาลว่าว่างเปล่า ในวันนั้น ความเป็นธรรมดาของความเกิดและความตายประทับใจมากกว่าความอัศจรรย์ของความปรุงแต่งของมนุษย์”

การมองเห็นสิ่งเดียวกันในมิติที่ต่างกัน ในบันทึกของท่านอาจารย์ชยสาโร ทำให้ดิฉันตระหนักถึงความมหัศจรรย์ของอินเดีย

...อินเดียเปรียบเสมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นภาพชีวิตที่ต่างกันสุดขั้ว...เป็นได้ทั้งบทละครชีวิตน้ำเน่า และบทธรรมที่ลึกซึ้ง ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะมองอินเดียในแง่มุมไหน

หลังการเดินทางครั้งนั้น ดิฉันมีโอกาสกลับไปอินเดียเป็นครั้งที่สองเมื่อต้นปีที่แล้ว การไปครั้งหลังนี้ ดิฉันไปด้วยสถานภาพที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธแค่ในทะเบียนบ้านแล้ว แต่ไปด้วยศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา ไปด้วยความรู้ ความเข้าใจในหลักธรรมที่เพิ่มพูนมากขึ้น

สำคัญที่สุด คือ...ไปด้วยรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อพระพุทธเจ้า!!

การไปอินเดียครั้งที่สอง เป็นการไปด้วยความตั้งใจที่จะไปเข้าใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการสักการะสถานที่ประสูติ และปรินิพพานของพระพุทธองค์
เป็นความรู้สึกที่ต่างจากการไปครั้งแรกมาก แม้ว่าการไปครั้งนี้จะไม่สะดวกสบายเหมือนการไปเที่ยวในครั้งแรก ถนน หนทางไม่ได้ราบเรียบ สถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ได้สวยงามตระการตา แต่กลับเป็นการเดินทางที่งดงามที่สุดในชีวิต

การไปยังสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประสูติ และประทับอยู่ในวาระสุดท้าย ทำให้เราได้ “สัมผัส” พระองค์ และทำให้ได้ตระหนักว่าพระพุทธเจ้ามีพระองค์จริง ไม่ใช่ตำนาน ไม่ใช่เพียงการเล่าขานเพื่อสร้างความเลื่อมใส แต่เป็นเจ้าชายองค์น้อยที่ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อออกแสวงหาทางพ้นทุกข์ให้พวกเราโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

ดิฉันคิดว่า ใครก็ตามที่ได้ไปอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่เช่นนั้น ย่อมสัมผัสได้ถึงพระเมตตาคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ และการได้ทำบุญในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ทำให้รู้สึกว่าได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้าจริงๆ

ณ ขณะเวลานั้น ดิฉันสัมผัสได้ถึงความเบิกบานในใจ ขณะที่หัวใจของเราน้อมบูชาพระองค์ท่านด้วย “ศรัทธา” อย่างหาที่สุดมิได้

สำหรับดิฉันแล้ว นี่คือบุญอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้น และนั่นคือวินาทีที่เราได้เข้าใกล้พระพุทธองค์ที่สุดแล้ว!!

มีคำถามว่า แล้วถ้าไม่ได้ไปอินเดีย เราจะเข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้อย่างไร

ดิฉันก็เชื่อว่าเราทุกคนสามารถน้อมใจให้เข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในเวลาใดก็ตาม ขอเพียงแค่มี “ศรัทธา” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องอานิสงส์ของศรัทธา 5 ประการ ปรากฏใน  สัทธานิสังสสูตร ว่า สัตบุรุษผู้สงบในโลกทุกๆ ท่าน ย่อม อนุเคราะห์ผู้มีศรัทธาก่อน ย่อมเข้าไปหาผู้มีศรัทธาก่อน ย่อมต้อนรับผู้มีศรัทธาก่อน ย่อมแสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธาก่อน  และสำคัญที่สุด กุลบุตรผู้มีศรัทธา เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

นอกจากศรัทธาแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญ คือ การมีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  ทรงสอนเรื่องวิธีปฏิบัติถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ว่า ให้ตั้งใจระลึกถึงพระพุทธคุณข้อใดข้อหนึ่ง หรือระลึกถึงโดยสรุปว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ทรงบริสุทธิ์จริง ทรงมีพระ กรุณาจริง พระพุทธเจ้าก็ปรากฏขึ้นในพระคุณ

ความว้าเหว่หวาดกลัวทุกอย่างจะหมดสิ้นไปจากจิตใจ ถ้ามีความหม่นหมองอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งก็จะหายไปสิ้น จะหายจากความอัดอั้นตันใจ จะเห็นทางออกอย่างดีที่สุด นี่เป็นพุทธานุภาพที่มีจริง ข้อสำคัญให้ตั้งใจถึงพระองค์ให้เป็นสรณะของตนให้จริง พระองค์ก็จะมาเป็นสรณะได้จริง”

เป็นคำสรุปสั้น ง่าย กระชับ แต่ลึกซึ้ง ว่าที่สุดแล้ว เพียงแค่มี “ศรัทธา” และน้อมนำคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ “พระธรรม” มาปฏิบัติ เราก็สามารถสัมผัสพระพุทธองค์ได้ โดยไม่ต้องไปถึงอินเดีย.

ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้