วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อภิมหาการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่

โมเสสพาชาวยิวเดินข้ามทะเล

มนุษย์เรามีศักยภาพอันแสนมหัศจรรย์อยู่ในตัวครับ สามารถสร้างสิ่งที่ เหลือเชื่อไว้ให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ เห็น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นกิจกรรมเริ่มแรกของมนุษย์เราก็คือ “การเดินทาง”  ครับ

เริ่มตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมาแล้ว จากนั้นมนุษย์ท่านนี้ก็ต้องระเห็จลงมาจากสวรรค์ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นการเดินทางครั้งแรกๆ ของมนุษย์ในพระคัมภีร์ที่เก่าแก่ฉบับหนึ่งของโลกการเดินทางให้คำตอบกับคนเรามากอย่างบางทีก็นึกไม่ถึงครับ

เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางออกไปจนเจอทวีปอเมริกาเมื่อ 500 กว่าปีก่อนนั้นก็พลิกความเชื่อที่ว่า “โลกแบน” เดินทางไปเลยมหาสมุทรแอตแลนติกแล้วก็จะตกโลก นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่ระยะทางและความไกลไม่อาจหยุดยั้งความอุตสาหะของมหาบุคคลนักเดินทางจากทั่วโลกได้ วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอพาท่านที่รักเดินทางลัดพบกับมหกรรมการเดินทางที่เป็นสุดยอดในประวัติศาสตร์โลกในทุกยุคครับ

การเดินทางออกจากทวีปแอฟริกา เริ่มเมื่อราว 60,000 ปีก่อนครับเป็นครั้งแรกของมนุษยชาติที่บรรพบุรุษของเราครั้งดึกดำบรรพ์ตัดสินใจพากันเดินออกจากกาฬทวีปที่มีแต่ป่าดงพงทึบออกไปสู่ทวีปอื่นที่เป็นแดนไม่รู้จักมาก่อน ซึ่งการเดินทางออกจากทวีปแม่เป็นครั้งแรกอย่าง กล้าหาญนี้ ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงที่ สำคัญขึ้นในโลกของเราครับ นั่นคือการเกิดทวีปอื่นๆ ที่มีมนุษย์ขึ้น ได้แก่ ยุโรป,  เอเชีย กลาง, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วเรื่อยไป จนถึงออสเตรเลีย และ ทวีปอเมริกาครับ ด้วยการเดินทางอันยิ่ง ใหญ่ที่เรียกง่ายๆ ว่า “Out of Africa”
การอพยพของโนอาห์ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรง “เตือน” โนอาห์ให้ทราบถึงมหาอุทกภัยที่กำลังจะบังเกิดพร้อมกับทรงประทานคำแนะนำให้เลือกสัตว์ในโลกไปอย่างละคู่เพื่ออพยพ โดยทรงมอบหมายให้โนอาห์หาพาหนะที่เหมาะสมนั่นก็คือเรือไม้ขนาดใหญ่หน้าตาคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมขนาดยักษ์ที่ลอยน้ำได้ ซึ่งเมื่อเกิดน้ำท่วมโลกนั้นโนอาห์ ต้องลอยเรืออยู่กับสรรพสัตว์โดยที่ฝนตกหนักถึง 40 วัน 40 คืน ก่อนที่ฝนจะหยุดแล้วจากนั้นต้องรออีกเกือบปีกว่าน้ำจะลดจนพอมีฝั่งให้ขึ้น ส่วนของอินเดียมีคัมภีร์ที่กล่าวถึง “พระมนู” ที่คล้ายกับโนอาห์ครับ

การอพยพของชาวยิวและโมเสส โมเสสหรือโมเซเป็นประกาศกองค์สำคัญของชาวยิว (อิสราเอล) เป็นผู้นำในการอพยพครั้งสำคัญนี้ ซึ่งมูลเหตุมาจากการที่ชาวยิวสมัยนั้นตกเป็นทาสของฟาโรห์อียิปต์อยู่  แล้วชาวยิวก็ถูกกดขี่สารพัดตามวิสัยคนที่ตกเป็นทาส พระเจ้าจึงทรงบัญชาให้โมเสสลุกขึ้นนำชาวยิวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปลดแอกตัวเองจากอียิปต์แล้วพาออกไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญานั่นก็คือ “คานาอัน” ซึ่งการอพยพใหญ่ครั้งนี้มีชื่อเรียกที่แสนโด่งดังว่า “เอ็กโซดัส (Exodus)” ครับ

การอพยพของชาวมิลักขะไปยังเกาะศรีลังกา การอพยพนี้เป็นต้นเหตุของมหากาพย์ที่คนทั่วโลกรู้จักดีคือ “รามายณะ” หรือที่บ้านเราเรียกว่า “รามเกียรติ์” นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการอพยพใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 950 ปีก่อนพุทธกาล โดยชนชาติอารยันซึ่งเป็นผู้รุกรานได้ทำการสู้รบกับชาวพื้นเมืองที่ผิวคล้ำรูปร่างเล็กกว่าคือชาวฑราวิต (Dravidian) จนขับไล่ชาวพื้นเมืองตกทะเลต้องลอยคอไปตั้งเมืองใหม่อยู่ที่เกาะนอก (กรุงลงกา) อนุทวีปอินเดีย ในปัจจุบันก็คือประเทศศรีลังกาครับ
การลี้ภัยของชาวทรอย เมืองที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดเมืองหนึ่งแถบชายฝั่งทะเลอีเจี้ยนยุคกว่าพันปีก่อนคริสตกาลคือกรุงทรอยของพระเจ้าเปรียม (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) ครับ ทรอยเกิดสงครามกับกรีกเป็นสงครามยืดเยื้อถึง 10 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยเมืองทรอยอันยิ่งใหญ่และงดงามต้อง
ล่มสลายลงด้วยสงครามอันเกิดจากสตรีนางเดียว จะเรียกเป็นศึกชิงนางก็ได้ แล้วจากนั้นเมื่อทรอยล่มแล้ว ชาวทรอยก็พากันหอบลูกจูงหลานอพยพทิ้งทรอยไปซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “อีนิอัส (Aeneus)” ซึ่งไป อยู่ในเมืองใหม่ที่ปัจจุบันเรารู้จักกันในฐานะเมืองที่เก่าแก่เมืองหนึ่งของโลกที่มีชื่อว่า “โรม” ครับ

ไกรลาสยาตรา หรือการเดินทางจาริกแสวงบุญไปยังเทือกเขาหิมาลัยที่ศาสนาฮินดูเชื่อว่าคือเขาไกรลาสอันเป็นที่สถิตอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระศิวะผู้เป็นเจ้า ผู้ที่มีความศรัทธาแรงกล้าจะต้องพากันเดินเท้าไปเพื่อสักการะ ณ ยอดเขาหิมาลัยในจุดที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการเดินทางนี้เปรียบได้กับการธุดงค์ โดยเส้นทางนั้นเมื่อพ้นเขตอินเดียก็ต้องลุยไปตามหิมะโดยตลอดแล้วผ่านช่องเขากาฬบรรพตซึ่งเป็นหินสีดำทมึนน่ากลัวมีแต่เมฆหมอกปกคลุม เมื่อผ่านไปแล้วจะพบกับทะเลสาบมานัสโรวาแล้วเบื้องหน้าก็คือไกรลาสที่ขาวสล้าง นักเดินทางจะทำการเดินเวียนรอบเขานี้ 108 รอบจึงถือว่าจะได้ไปอุบัติในนิรวนา (Nirvana) บนสวรรค์
การเดินทัพของฮันนิบาลข้ามเทือกเขาแอลป์ นายทัพชื่อก้องโลกชาวคาร์เธจนาม “ฮันนิบาล” ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดในปี 218 ก่อนคริสตกาล โดยการพาทัพทหารราบกว่า 70,000 นาย และช้างศึกหุ้มเกราะถึง 40 เชือกข้ามเทือกเขาพีเรนีสและแอลป์ที่แสนจะทุรกันดารและหนาวเหน็บจนไปโผล่ออกทางตอนเหนือของอิตาลีได้สำเร็จแบบที่เรียกว่าโรมันไม่อาจคาดคิด ซึ่งเรื่องการเดินทัพแบบเซอร์ไพรส์ข้าศึกนี้ต่อมามีอีกผู้เดียวที่ทำได้เทียบเคียงกับฮันนิบาลก็คือ “พระเจ้านโปเลียน” ครับ

การอพยพของชาวเวนิส การอพยพครั้งนี้สำคัญ  ถือเป็นกำเนิดแห่งนครเวนิสอันลือนาม โดยต้นเหตุของการอพยพนี้ค่อนข้างน่าตื่นเต้นครับ เพราะเป็นการ “หนีตาย” จากทัพของอัตติลาผู้รุกรานชาวฮั่นที่เข้ามาสังหารโหดฝรั่งถึงทวีปยุโรป โดยอัตติลาได้ตีเมืองสำคัญของโรมได้หลายเมืองอย่างราเวนน่า และเวนิส ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทำให้ชาวเมืองหนีกระจัดกระจายกันไปอยู่ตามเกาะเล็กเกาะน้อยใกล้ชายฝั่งครับ และนั่นก็คือต้นกำเนิดของมหานครเวนิสในเวลาต่อมา
การเดินทางของเลียฟ อีริกสัน เป็นการเดินทางสำคัญที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ทำให้ชาวไอซ์แลนด์เป็นฮีโร่คนสำคัญในโลก ครับ โดยเลียฟ อีริกสัน ผู้นี้เป็นนักเดินทางชาวไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นลูกของ “อีริก เดอะ เรด” โดยการเดินทางครั้งสำคัญของเขาก็คือการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในราวศตวรรษที่ 10 ไปไกลกว่าที่เพื่อนร่วมชาติของเขาคนไหนเคยไปถึง จนที่สุดแล้วเชื่อกันว่าเขาเดินทางไปถึงชายฝั่งของทวีปอเมริกาได้ในที่สุดครับ ในเวลาก่อนโคลัมบัสเจออเมริกาแค่ 500 ปีเอง

การเดินทางของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ถัดจากที่เลียฟเดินทางไปจนพบชายฝั่งนิวฟาวน์แลนด์ของอเมริกาเข้า นักเดินทางชาวเยนัวนามโคลัมบัสก็จัดกองเรืออันประกอบด้วยเรือชื่อ นิน่า, ปินตาและซานตามาเรีย โดยได้สปอนเซอร์จากพระเจ้ากรุงสเปน ล่องเรือจากเมืองท่าพาโลสในสเปน ฝ่าฟันอุปสรรคแสนสาหัสจนได้พบทวีปอเมริกาในปี 1492 แต่ทว่าเป็นการค้นพบที่เข้าใจผิดถนัดเพราะโคลัมบัสคิดว่าทวีปที่เขาเหยียบคือ “เอเชีย” ครับ
การเดินทางของอัครมหาขันทีเจิ้งเหอ เป็นนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนในสมัยราชวงศ์หมิงครับ ท่านเจิ้งเหอเป็นขันทีชาวอิสลามผู้รับพระบัญชาจากจักรพรรดิหย่งเล่อให้นำกองเรือขนาดมหึมากว่า 300 ลำไปตามคาบสมุทรต่างๆ ในโลกเพื่อแสดงแสนยานุภาพของโอรสแห่งสวรรค์ แล้วให้สำรวจแผ่นดินต่างๆ แล้วส่งรายงานกลับมายังเมือง

แม่ ซึ่งเมืองที่เจิ้งเหอเคยเดินทางไปถึง ได้แก่ แอฟริกาตะวันออก, ประเทศอิหร่าน, เกาะ สุมาตรา, กัมพูชา และเมืองหนึ่งที่เจิ้งเหอเคย มาในสมัยนั้นก็คือ “อยุธยา” ของเรานี่เองครับ

การเดินเท้าระยะไกลของเหมาเจ๋อตุง ท่านผู้นำแห่งสาธารณรัฐจีนใหม่ได้จารึกมหากาพย์ความยิ่งใหญ่ของตัวเองด้วยการเดินทางที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เริ่มในปี 1934 ไปสิ้นสุดในปี 1936 ครับ เป็นการเดินทางที่จะตัดสินชะตาของกองทัพแดงที่นำโดยเหมาเจ๋อตุงและโจวเอิน ไหล เพราะขณะนั้นมีความขัดแย้งกับรัฐบาล ของเจียงไคเช็ก โดยการเดินทัพของเหมานั้นเริ่มจากมณฑลเจียงซีแล้วจึงย้อนไปทางเหนือเป็นระยะทางถึง 12,500 กิโลเมตร ซึ่งกว่าจะไปถึงมณฑลส่านซีนั้นมีผู้รอดชีวิตเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น แต่ผลที่ได้นั้นทำให้เหมาได้รับชัยชนะและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จครับ

ภาษิตของจีนกล่าวไว้ทำนองว่า อ่านหนังสือหมื่นเล่มยังไม่สู้เดินทางพันลี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์มีการเดินทางบางครั้งที่กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม น่าเศร้าครับ อย่างการเดินทางออกสำรวจขั้วโลกเหนือ (Arctic Exploration) ของคณะนักสำรวจชาวอังกฤษนำโดยเซอร์จอห์น แฟรงคลิน ที่จบลงด้วยหายนะคือความตายจนกลายเป็นมัมมี่น้ำแข็งอยู่ขั้วโลก หรือการเดินทางสู่จุดสูงสุดของโลกบนยอดเขาสาคารมาตาหรือที่รู้จักกันดีว่าเอเวอร์เรสก็คร่าชีวิตนักผจญภัยไปหลายต่อหลายท่าน โดยร่างของนักไต่เขาบางท่านก็ยังอยู่ข้างบนนั้น

แต่กระนั้นก็หาได้ทำให้วิญญาณนักสู้ภายในใจของนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่มอดดับลงไปไม่ ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้ได้รู้ถึงความมานะบากบั่นของบรรพบุรุษท่านแล้วท่านเล่าที่สู้ไม่ถอยในการเดินทาง

ที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ๆ  ให้กับ โลกใบนี้.


โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

1 มี.ค. 2557 12:47 ไทยรัฐ