วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แพ้กฎหมาย ใช้กฎหมู่


โหมยุทธการ "ใต้ดิน" 2 ขั้วขัดแย้งจ่อสงครามกลางเมือง

เด็กไร้เดียงสาต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยเกมอำนาจ

กับการยกระดับความโหดเหี้ยมในการสร้างสถานการณ์ไอ้โม่งไม่ทราบฝ่ายลอบถล่มเวทีแนวร่วม กปปส.ที่จังหวัดตราดและห่างกันไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็มีเหตุต่อเนื่องกับกรณีระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ ใกล้จุดชุมนุมของมวลชนกลุ่ม กปปส.กลางกรุงเทพฯ

ทำให้มีเด็กเสียชีวิตไป 4 ราย ไม่นับที่มีอาการเจ็บสาหัสและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ไม่เลือกเป้าจะเป็นเด็ก คนชรา ประชาชนผู้บริสุทธิ์

เพียงเพื่อยุทธศาสตร์เพิ่มระดับความรุนแรง หวังผลกดดันทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใด ในสถานการณ์ขึงพืด ไม่มีใครยอมใคร

ขั้วขัดแย้งต่างฝ่ายต่างถอยไม่ได้ ในบรรยากาศที่ส่อเค้า รุนแรงบานปลายขึ้นทุกขณะ ท่ามกลางเสียงปืนเสียงระเบิดที่มีเหตุปะทะกันรายวัน ป่วนกันทุกคืนในพื้นที่ใกล้จุดชุมนุมของกลุ่มกปปส.

สถานการณ์สอดรับกับกระแสข่าวกรองและไม่ได้กรอง

กองกำลังติดอาวุธเถื่อนแฝงตัวอยู่เกลื่อนเมือง มือปืน“ป๊อปคอร์น” ที่แรงขึ้นมาบดบังรัศมีชายชุดดำ อีกทางหนึ่งก็มีการพูดถึงกองกำลังต่างชาติลอบเข้ามาก่อเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับอดีตทหารเรือหน่วยซีลที่มีพฤติกรรมลับๆล่อๆได้ติดๆกัน

มันคือปรากฏการณ์สะท้อนว่า “เกมรบใต้ดิน” จะรุนแรงขึ้นนับจากนี้ไป

และแน่นอนว่า ยังจับมือใครดมไม่ได้ บางจุดเจ้าหน้าที่ ตำรวจในฐานะเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปในที่เกิดเหตุด้วยซ้ำ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมตั้งแง่ไม่ไว้วางใจ ขอให้ทหารเป็นหน่วยเข้าเคลียร์พื้นที่แทน

ก็ยิ่งพิสูจน์ยากว่า แผนป่วนมาจากฝ่ายใด

แต่ที่แน่ๆมีคนตาย ต้องเพิ่มสถิติผู้เสียชีวิตกันตลอดเวลา นับจากเหตุหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปลายปีที่แล้ว จนถึงวันนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุชุมนุมทางการเมืองแล้ว 20ราย

และแนวโน้มก็มีเค้าต้องเพิ่มสถิติกันต่อไป ตามสภาวการณ์ที่เข้าข่าย “รัฐล้มเหลว” รัฐบาลรักษาการไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ ไม่อยู่ในสถานภาพที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

แม้แต่ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรียังต้องไปแอบซุ่มอยู่ในเซฟเฮาส์ หนีการไล่ล่าของม็อบ กปปส.หลบกระแส“อุ้มตัว” ขึ้นไปปักหลักอยู่ฐานบัญชาการภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่เชียงราย

ไม่มั่นใจในความปลอดภัยเหมือนกัน

หลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะใจกลางกรุงเทพมหานครกลายเป็นโซนอันตราย ใครมีกองกำลังติดอาวุธก็เอาออกมาประหัตประหารกัน
เปิดหน้าเล่นกันชัดๆถึงขั้นที่แกนนำคนเสื้อแดง นปช.ประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ จัดตั้งกองกำลังเพื่อต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันกับฝ่ายตรงข้าม

“กฎหมู่” อยู่เหนือ “กฎหมาย”

ในบรรยากาศเร้าอารมณ์แตกแยกขั้นสุดท้าย มีการขึ้นป้าย “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ติดหราอยู่บนสะพานลอย ถนนสายเหนือ

ใกล้ฉากสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที

แต่ก็มีสัญญาณด้านบวกอยู่บ้าง กับจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.แถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ย้ำสถานการณ์ตอนนี้หนักหนาสาหัสกว่าเมื่อปี 2553

แต่ยืนยันกองทัพจะไม่ปฏิวัติรัฐประหาร

โดยพูดเป็นนัย การใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าปัญหาจะสงบ แต่ขอให้สังคมทุกภาคส่วนช่วยกดดันให้คู่ขัดแย้งตั้งโต๊ะเจรจากัน เพราะนับวันสถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดความสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล

และในเวลาต่อมาก็มีปรากฏการณ์ที่ “พุทธอิสระ” แกนนำม็อบ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยเบื้องหลังการเปิดโต๊ะเจรจากับอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่กระทรวงยุติธรรม

เป็นคิวแรกที่ตัวแทน “คู่ขัดแย้ง” ได้พูดจากันแบบต่อหน้า

ตามจังหวะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ได้ขอร้องให้นายสุเทพยุติการชุมนุม และหันเข้าสู่กระบวนการเจรจา ขณะที่นายสุเทพก็แบะท่ารับมุก แต่ตั้งเงื่อนไขว่า ต้องเจรจาแบบตัวต่อตัว และถ่ายทอดสดทางทีวีเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้โดยทั่วกัน ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์ยังไม่ตอบรับ เพราะต้องการให้เลิกม็อบก่อน และเจรจากันแบบวงใหญ่ให้ผู้รู้ฝ่ายต่างๆได้เข้ามามีส่วนร่วมกระบวนการด้วย

ยังกั๊กเชิง เกี่ยงกันในเรื่องรูปแบบวิธีการ

ขณะที่อีกด้านหนึ่งนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธาน ศรส. ได้ส่งหนังสือถึงนายบันคีมูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขอให้มาเป็นคนกลางช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทย เพราะคนไทยไม่มีใครที่เป็นคนกลางได้

ลากปมการเมืองภายในประเทศไปสู่เวทีโลกอย่างเป็นการเป็นงาน

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเดินเกมหลายหน้า สู้กับเกมไล่ต้อนของแนวต้านระบอบทักษิณ

สถานการณ์ของเกมวัดพลังยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การสู้กันภายใต้ “เหลี่ยมกฎหมาย” ก็เดินคู่ขนานกันไป ตามจังหวะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) ได้เรียกนายกฯยิ่งลักษณ์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ตั้งแท่นเชือดทั้งคดีอาญาและลากเข้ากระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

กระตุกแรงสั่นสะเทือนอำนาจนายกฯรักษาการ ตามเงื่อนไขถ้า ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลว่ามีความผิดจริง นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
และช็อตต่อไปก็ต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนในวุฒิสภา

แต่ ณ ห้วงนี้ก็ยังประวิงเวลาได้ ตามเหลี่ยมที่นายกฯยิ่งลักษณ์ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายไปรับทราบข้อกล่าวหา ป.ป.ช.แทน ประกอบกับตามช่องกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องเลื่อนการเข้าให้ข้อมูล แก้ข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.ขั้นตอนละ 1–2 ครั้ง

“ยิ่งลักษณ์” ยังมีโอกาสยืดได้เกือบ 2 เดือน

ประกอบกับสถานการณ์ป่วนๆที่ ป.ป.ช.โดนกลุ่ม กปว.เครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มเสื้อแดง นปช.ปิดล้อมสำนักงานใหญ่

ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี ไม่ให้เข้าทำงาน เพราะไม่พอใจที่เร่งปมจำนำข้าว แฝงเกมการเมืองของฝ่ายจ้องล้มกระดานรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

และอีกนัยก็เป็นความจงใจ “พฤติกรรมเลียนแบบ”หวังย้อน เกล็ดกระบวนยุติธรรม 2 มาตรฐาน ที่คิดว่าม็อบ กปปส.ทำอะไรก็ไม่ผิด

ตามรูปการณ์ ป.ป.ช.โดนปิดยาวแน่

ซึ่งนั่นก็อาจทำให้กระบวนการพิจารณาคดีของนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องล่าช้าออกไป

เรื่องของเรื่อง โดยปัจจัยเร็วหรือช้าในขั้นตอนการดำเนินคดีจำนำข้าวของ ป.ป.ช.มันส่งผลต่อกระบวนการถอดถอนนายกรัฐมนตรี

เพื่อนำไปสู่ภาวะ “สุญญากาศ” ทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่มีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเกมล้มกระดานรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ด้วยเหลี่ยมกฎหมาย ถ้านายกฯโดนถอดถอนเมื่อไหร่ ก็หมายถึง ครม.ทั้งคณะต้องหลุดยกพวง ไม่สามารถตั้งใครมารักษาการแทนได้

สถานการณ์เข้าเงื่อนไข “อำนาจติดหล่ม”

ไฟต์บังคับจำเป็นต้องเปิดช่อง “นายกรัฐมนตรี มาตรา7”

ตามเกมมันจึงต้องยื้อยุดฉุดกระชากกันทั้งสองขั้ว ไม่ให้เข้าเหลี่ยมฝ่ายตรงข้ามง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม โดยเงื่อนไขบนสถานะรักษาการของนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย มันยังโยงไปพัวพันกับปมเลือกตั้ง “ติดล็อก”

ในมุมที่นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.โยนทุ่นออกมากับเงื่อนไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ที่กำหนดให้เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภายใน 30 วัน หลังจากวันเลือกตั้ง

และโดยปมที่โยงต่อเนื่องกัน ถ้าหลัง 30 วัน ไม่มีการเปิดประชุมรัฐสภา ก็จะเข้าสู่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่ระบุให้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ดังนั้นจึงเป็นประเด็นปัญหาอย่างยิ่งว่า คณะรัฐมนตรีรักษาการชุดนี้หากรักษาการครบ 60 วัน จะสิ้นสุดลงนับแต่วันเลือกตั้งหรือไม่

และห้วง 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง ก็จะครบกำหนดในวันที่ 4 มีนาคมนี้

แนวโน้มต้องมีการยื่นตีความกันวุ่นวายแน่

ในเมื่อเดิมพันสำคัญมันอยู่ที่สถานะนายกฯรักษาการของ “ยิ่งลักษณ์”

และทั้งหมดทั้งปวง โดยกระบวนการถอดถอนนายกฯหรือขั้นตอนการตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 จะออกมาอย่างไร ในสถานการณ์ที่ไร้สภาผู้แทนราษฎร

เงื่อนไขกฎหมายทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับที่ประชุมวุฒิสภา

ซึ่งตอนนี้ก็กำลังมีปัญหาเรื่องสถานภาพ ทั้งในประเด็นที่มี ส.ว.ส่วนหนึ่งติดชนัก จ่อโดนถอดถอนร่วมกับ 308 สมาชิกรัฐสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว.เลือกตั้ง

ส.ว.แนวร่วมพรรคเพื่อไทยส่อโดนล้างบาง

และอีกปมหนึ่งก็คือการครบกำหนดวาระของ ส.ว.สายเลือกตั้ง โดยวันที่ 4 มีนาคมนี้จะเป็นวันแรกที่ กกต.กำหนดให้เป็นวันรับสมัคร และจะไปเลือกตั้งกันในวันที่ 30 มีนาคม

จำนวน 77 คนจาก 77 จังหวัด

แน่นอน ยึดตามมาตรการเข้มๆของการได้มาซึ่ง ส.ว.เลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกำหนดห้ามไม่ให้หาเสียง ทำได้แค่แนะนำตัวและคุณสมบัติเท่านั้น
เพื่อให้สภาสูงปลอดจากการครอบงำของการเมือง

แต่เรื่องของเรื่องตามธรรมชาติแท้จริงของการเลือกตั้ง เมื่อไม่ให้มีการหาเสียงก็ยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพิงฐานจัดตั้งของพรรคการเมือง

เป็นเรื่องยากมากที่จะได้ ส.ว.แบบมาได้เพราะตัวเองเพียวๆ

ตามรูปการณ์หนีไม่พ้นภาคใต้เป็น ส.ว.สายประชาธิปัตย์ เหนือกับอีสานเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

ส่งนอมินีเข้าไปคานอำนาจกันในสภาสูง

ยิ่งเป็นอะไรที่วุฒิสภามีผลผูกโยงกับเกมถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์ และกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯมาตรา 7 ตามเงื่อนไขเกมอำนาจ 2 ขั้วที่ยื้อกันอยู่ ก็ยิ่งต้องขับเคี่ยวกันเต็มที่

และเมื่อมีส่วนได้ส่วนเสียมาก การเลือกตั้ง ส.ว.ก็มีโอกาสโดนสกัดเหมือนการเลือก ส.ส. เพื่อไม่ให้ครบจำนวนหรือเปิดประชุมวุฒิสภาตามกระบวนการปกติได้

ตามเหลี่ยมที่อ่านไต๋ได้ทั้งสองขั้ว

เมื่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้ ก็ใช้กฎหมู่ตามฟอร์ม.


ทีมการเมือง

1 มี.ค. 2557 11:57 1 มี.ค. 2557 14:11 ไทยรัฐ