วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติเก่าสู่วิกฤติใหม่ ยูเครนยังไร้ทางออก

คู่หู  -  แฟ้มภาพเมื่อ 17 ธ.ค. 2556 ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิชแห่งยูเครน (ซ้าย) พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียอย่างสนิทสนม ระหว่างพิธีลงนามข้อตกลงฉบับสำคัญในกรุงมอสโก (เอเอฟพี)

ค่อนข้างแน่ชัดว่า ประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช แห่งยูเครน ต้องสูญเสียอำนาจ หลังถูกประท้วงขับไล่มากว่า 3 เดือน แต่เรื่องก็ยังไม่จบ แค่เปลี่ยนจากวิกฤติหนึ่งสู่อีกวิกฤติหนึ่งเท่านั้น!

การประท้วงปะทุขึ้นเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว หลังยานูโควิชกลับลำไม่ยอมลงนามข้อตกลงด้านการค้าและการเมืองกับสหภาพยุโรป (อียู) ในนาทีสุดท้าย แต่เลือกที่จะ “ซบตัก” รัสเซีย ลูกพี่เก่า แลกกับเงิน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่รัสเซียสัญญาว่าจะให้ เพื่อช่วยอุ้มเศรษฐกิจยูเครนไม่ให้ล้มละลาย

ฝ่ายโปรอียูโกรธแค้นลุกฮือประท้วงยึดจัตุรัสเอกราชในกรุงเคียฟเป็นฐานที่มั่นหลัก ยานูโควิชก็แข็งกร้าว สั่งตำรวจสลายกลุ่มผู้ประท้วง มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

สุดท้ายรัฐสภาลงมติปลดยานูโควิช แต่งตั้งนายโอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชินอฟ เป็นประธานาธิบดีรักษาการ และตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น ก่อนจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ใน 25 พ.ค.ปีนี้ รัฐบาลใหม่ยังออกหมายจับยานูโควิชไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก โทษฐานสั่งใช้กำลังกวาดล้างผู้ประท้วง แต่เขาหนีไปพึ่งใบบุญรัสเซียและยืนกรานว่ายังเป็นประธานาธิบดียูเครนโดยชอบธรรม

แน่นอนที่รัสเซียจะหนุนหลังยานูโควิช ส่วนสหรัฐอเมริกาและอียูหนุนรัฐบาลใหม่ ยูเครนจึงตกอยู่ท่ามกลางเกมชักเย่อของมหาอำนาจตะวันตก-ตะวันออกไปโดยปริยาย ขณะที่ประชาชนก็แตกแยกเป็น 2 ขั้ว โดยแถบภาคกลางและตะวันตกสนับสนุนการรวมตัวกับอียูเพราะฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า ขณะที่ภาคใต้และตะวันออก ซึ่งชนส่วนใหญ่ใช้ภาษารัสเซีย สนับสนุนยานูโควิชและรัสเซีย

ถึงจุดนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิด “สงครามกลางเมือง” สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ภูมิภาค “ไครเมีย” สาธารณรัฐปกครองตนเองที่รัสเซียยกให้ยูเครนในปี 2497 ก่อนสหภาพโซเวียตล่มสลายและยูเครนแยกเอกราชในปี 2534 ซึ่งประชาชนที่นั่นเริ่มลุกฮือต่อต้านรัฐบาลใหม่ มีกองกำลังติดอาวุธบุกยึดรัฐสภาท้องถิ่น ที่ทำการรัฐบาล และสนามบิน 2 แห่งในเมืองเซวาสโตโปลและซิมเฟอโรโปล เมืองเอกของแหลมไครเมียแล้ว

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ยังสั่งระดมทหาร 150,000 นาย รถถัง 880 คัน เครื่องบินรบ 90 ลำ เรือรบ 80 ลำ ที่ภาคตะวันตกติดพรมแดนยูเครน แม้จะอ้างว่าแค่เตรียมซ้อมรบรับภัยคุกคามความมั่นคง ไม่เกี่ยวกับวิกฤติยูเครน แต่ใครๆ ก็รู้ว่านี่คือการแสดงแสนยานุภาพข่มขวัญ

ห้วงเพลานี้ ยูเครนจึงตกอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อันตราย ภาวะไร้เสถียรภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงขั้นเกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนเพื่อไปรวมกับรัสเซียอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดเงินตลาดหุ้นตื่นตระหนก ค่าเงิน “ฮริฟเนีย” ตกวูบ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และพันธบัตรรัฐบาลพุ่งพรวด ขณะที่กำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ

รมว.คลังยูเครนยอมรับว่าต้องการเงินถึง 35,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพยุงเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า ขณะที่มีหนี้ที่ต้องชำระภายในปีนี้ถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้ “ถังแตก” เพราะเงินที่รัสเซียสัญญาไว้ 15,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่งได้รับแค่ 3,000 ล้านดอลลาร์ ที่เหลือถูกระงับ ถ้าไม่ได้รับเงินช่วยอีก ยูเครนต้องผิดนัดชำระหนี้ในเดือน มิ.ย.นี้แน่นอน

แม้อียูจะวิ่งเต้นหาเงินช่วยยูเครน แต่เอาเข้าจริงแล้วอาจช่วยได้ในระยะสั้นเท่านั้น  เพราะสมาชิกอียูเองหลายประเทศ ก็เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ-การเงินเช่นกัน ถ้าจะเอาเงินมาช่วยยูเครน อาจถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนักจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส
ส่วนสหรัฐฯก็คงช่วยไม่ได้มากนัก เพราะตัวเองก็กำลังแย่ โดยนายชัค ฮาเกล รมว.กลาโหม เพิ่งเสนอสภาคองเกรสให้ลดขนาดกองทัพลงให้เล็ก
ที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ดังนั้น ยูเครนอาจต้องหันไปกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งถ้าไม่สำเร็จและรัสเซียไม่ช่วยอีก มีหวังล้มละลาย

นอกจากนี้ บรรดาผู้นำฝ่ายค้านที่ร่วมต่อสู้ขับไล่ยานูโควิชก็แตกแยกหรือมีจุดยืนต่างกันมาก โดยนายวิตาลี คลิตช์โก อดีตแชมป์มวยโลก วัย 42 ปี มีนโยบายสายกลาง แต่ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง ขณะที่นายโอเลห์ ไทยาห์นีบ็อค ผู้นำพรรค “สโวโบดา” (เสรีภาพ) เป็นพวกชาตินิยม เหยียดเชื้อชาติ ต่อต้านชาวยิวและคนรักร่วมเพศ

ส่วนนางยูเลีย ทิโมเชงโก อดีตนายกฯหญิงปากจัด แกนนำ “การปฏิวัติสีส้ม” ในปี 2547 ศัตรูตัวเอ้ของยานูโควิช ซึ่งติดคุกตั้งแต่ปี 2553 และเพิ่งถูกปล่อยตัว ก็เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้นำฝ่ายค้านในปัจจุบันหลายคน รวมทั้งนายอาร์เซนี ยัตเซนยุค อดีต รมว.ต่างประเทศ และนายเปโตร โปโรเชงโก มหาเศรษฐีนักธุรกิจช็อกโกแลต

สรุปแล้ว ยูเครนจะวุ่นวายต่อไปและมีท่าทีบานปลายกลายเป็นวิกฤติใหม่ โดยเฉพาะถ้ารัสเซียเข้ามายุ่งด้วยเต็มตัว ส่วนสหรัฐฯและอียูชักปวดหัว เพราะถลำตัวเข้าไปยุ่งเรื่องยูเครนจนเลยเถิด ดีไม่ดีเกิด “สงครามเย็น” เผชิญหน้ากับรัสเซียรอบใหม่ ซึ่งอาจได้ไม่คุ้มเสีย!


บวร โทศรีแก้ว

1 มี.ค. 2557 11:48 1 มี.ค. 2557 11:53 ไทยรัฐ