วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เอาอย่างนั้นเลยหรือ?


นายกฯ ประกาศยอมตายในสนามประชาธิปไตย เหมือนทหารตายในสนามรบโหนกันให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาอำนาจ การเจรจาก็แค่วาทกรรม เอาเข้าจริงก็คือ 2 เงื่อนไขเพื่อ “พี่ชาย” เท่านั้นเอง

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้หลังจากทำท่าว่าจะ “จนแต้ม” ก็ปล่อยให้เครือข่ายออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

ไม่ว่าพร้อมจะจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้ ประกาศเปิดสงครามการเมืองแยกประเทศอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าประเทศไทยมิอาจแตกแยกได้

ใครประพฤติเยี่ยงนี้ถือว่าเป็น “ขบถ” ทันที

แต่รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจทางกฎหมาย ความมั่นคงต่างก็ปิดปากเงียบไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อยุติพฤติกรรมหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม

ทำเหมือนว่าสนับสนุนแต่ยังไม่กล้าออกหน้าออกตา

นายกฯหลังจากเดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นก็เริ่มแสดงวาทกรรมการเมืองต่างๆ นานาว่าพร้อมที่เจรจากับฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา

“ขอปกป้องรัฐธรรมนูญทุกลมหายใจพร้อมยอมตายในสนามประชาธิปไตยเช่นทหารตายคาสนามรบ”

เอากันขนาดนั้นเลยหรือ?

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้ออกมาปรามบรรดา

ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นแกนนำ  นปช. นักการเมืองเพื่อไทย  หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยให้ยุติการแสดงออกอย่างนั้น

และชี้ว่าควรให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อหาทางออกให้ประเทศ

มิฉะนั้นอาจจะเกิดสงครามการเมืองขึ้นมาได้ “กองทัพ” พร้อมที่จะร่วมเจรจาด้วย

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ประกาศว่า พร้อมที่จะเจรจากับนายกฯ ไม่ว่าเป็นที่ไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้อยู่ 2 ประการคือ ต้องเจรจากันสองต่อสอง และมีการถ่ายทอดทางทีวีทุกช่องเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย

ไม่ใช่งุบงิบคุยกัน

พลันนายกฯ ที่ประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าพร้อมที่จะเจรจา แต่เมื่อ กปปส. ประกาศว่าพร้อมที่จะเจรจาก็เปิดเงื่อนไขขึ้นมาทันที

1. ต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย

2. กปปส.ต้องยุติการชุมนุมเพื่อให้การเลือกตั้งเดินไปได้

3. ต้องมีผู้อื่นเข้าร่วมเจรจาด้วย เพราะจะไม่มีคนอื่นช่วยหาทางออกให้

เงื่อนไขอย่างนี้ความหมายมันก็คือ เป็นการมัดมือชกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และประเด็นสำคัญก็คือไม่กล้าเจรจาด้วยตัวคนเดียว เพราะไม่อาจจะตัดสินใจอะไรได้

ที่รู้กันอยู่เต็มอกก็คือ การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่คนเพียงคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้นำตัวจริงเสียงจริง

เงื่อนไขสำคัญและเป็นหัวข้อใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เรื่องนายกฯ ต้องออกหรือไม่ออก...อะไรล่ะคือประเด็นสำคัญ

1. ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม

2. ต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดไป

หากตั้งต้นการเจรจาว่าด้วย 2 เงื่อนไขนี้ อะไรจะเกิดขึ้นและคงไม่กล้าเอ่ยเอื้อนวาจาซึ่งเป็นความต้องการที่แท้จริงได้

เพราะต้องไม่ลืมว่าการออก พ.ร.บ. ฉบับสุดซอยนั้นมันได้ซ่อนเงื่อน 2 ประเด็นนี้เอาไว้เต็มๆ ไม่ใช่เพื่อประชาชนที่มีส่วนเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าสีเสื้ออะไรก็ตามแต่

ปฏิกิริยาจากคนไทยก็คือ การออกมาคัดค้านกันเต็มบ้านเต็มเมืองจนทำให้รัฐบาลตกอยู่ในสภาพการณ์เยี่ยงปัจจุบัน

ที่บอกว่าต้องการ “เจรจา” มันก็แค่ “วาทกรรม” ทำให้ดูดีก็แค่นั้นแหละ!!!


"ลิขิต จงสกุล"

1 มี.ค. 2557 11:41 ไทยรัฐ