วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หยุด! วิกฤติการเมือง ยิ่งลากยาว...เศรษฐกิจยิ่งจมลึก

“ดร.วิรไท สันติประภพ” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ฉายภาพถึงความบอบช้ำของเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งเปิดมุมมองและวิเคราะห์ถึงทางออกจากวิกฤติการเมือง ในรูปแบบต่างๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร

ถาม : ห่วงเศรษฐกิจไทยขณะนี้มากน้อยแค่ไหน

ดร.วิรไท : เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปราะบางมาก คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าการประท้วงทำให้เศรษฐกิจชะลอลง แต่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ทั้งการบริโภค การส่งออกและการลงทุนเอกชน มีแต่การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัว ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์ฯ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว

เศรษฐกิจไทย 2 ปีที่ผ่านมา เป็นเศรษฐกิจติดยาโด๊ปที่รัฐบาลได้อัดเงินเข้าไปในระบบจำนวนมาก เมื่อยาโด๊ปอ่อนกำลังลงตั้งแต่กลางปี 56 และกำลังอยู่ในภาวะถอนพิษจากอาการข้างเคียง ที่เห็นชัดสุด คือนโยบายรถคันแรกและการเร่งให้สถาบันเฉพาะกิจของรัฐขยายสินเชื่อ

ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อรายได้เพิ่มขึ้นเร็วมาก เมื่อคนมีหนี้เพิ่มก็ต้องรัดเข็มขัด ลดการบริโภคด้านอื่น คนที่จะซื้อรถใน 2-3 ปีข้างหน้าก็มาเร่งซื้อปีที่แล้ว ทำให้ความต้องการซื้อรถปีนี้และปีหน้าชะลอลง บริษัทรถยนต์ต้องชะลอการผลิต ลดทำงานล่วงเวลา รายได้พนักงานลดทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลง นอกจากนี้ยังขึ้นค่าแรง 300 บาท ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ดี ผุดกองทุนให้กู้ยืมและเร่งขยายโครงการลงทุนต่างจังหวัด ที่สำคัญคือโครงการรับประกันราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะจำนำข้าว

โครงการเหล่านี้เป็นยาโด๊ปขนานใหญ่ที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นๆไม่ยั่งยืน เมื่อฤทธิ์ยาโด๊ปอ่อนลง ยังมาเจอปัญหาจ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวสะดุดแรงอีก เมื่อผนวกกับปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยครึ่งแรกปี 57 จึงชะลอตัวลงแรงและถ้ายืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยากที่จะฟื้น ตราบใดที่หนี้ครัวเรือนยังสูง คนไม่มั่นใจรายได้ สถาบันการเงินระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนธุรกิจก็คงชะลอการลงทุนจนกว่าการเมืองจะคลี่คลาย

“อย่าลืมว่าภาคเศรษฐกิจที่เป็นแรงส่งปีที่แล้ว คือการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยว แต่วันนี้ทั้ง 2 แรงส่ง ถูกกระทบอย่างแรง เศรษฐกิจปีนี้จึงไม่เหลือเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนต่อไปแล้ว!!”

ถาม : หวังพึ่งส่งออกได้หรือไม่ จากเศรษฐกิจโลกฟื้น เงินบาทเริ่มอ่อนค่า

ดร.วิรไท : เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ส่งออกไทยแทบไม่เพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ ธุรกิจสหรัฐฯ จำนวนมากได้ย้ายฐานผลิตกลับไปสหรัฐฯ เพราะมีกำลังการผลิตส่วนเกินและค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง นอกจากนี้คนอเมริกันหันมาใช้จ่ายภาคบริการในประเทศสูงขึ้นแทนที่จะซื้อสินค้าเหมือนเดิม ทำให้ไม่ได้นำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นมาก สหรัฐฯ ที่เคยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก่อนวิกฤติถึง 7% ต่อจีดีพี วันนี้ขาดดุลเพียง 2% เท่านั้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ถอนสภาพคล่องออก เงินที่เคยอัดฉีดเข้าในระบบการเงินโลกจะลดลง ทำให้เงินไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น จะกระทบกับต้นทุนการเงินเราด้วย

ขณะที่เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่กลุ่ม BRIC บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน รวมถึง แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย หลายประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ต้องขึ้นดอกเบี้ยและลดการใช้จ่ายเกินตัว ขณะที่ไทยส่งสินค้าไปประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในสัดส่วนสูง แต่ตลาดนี้กำลังชะลอตัว ที่สำคัญประเทศเหล่านี้จะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน กลายเป็นคู่แข่งตัดราคาสินค้าส่งออกไทย ราคาสินค้าเกษตรจะตกต่ำต่อไป เราคิดว่าเงินบาทอ่อนลงแล้ว แต่ค่าเงินประเทศเศรษฐกิจใหม่อ่อนค่ามากกว่าเงินบาทเท่าตัว

ที่สำคัญความสามารถการแข่งขันของสินค้าที่เคยเป็นพระเอกได้หายไป ที่เห็นชัดคือคุณภาพข้าว และความเชื่อถือในข้าวไทยที่ถูกทำลายโดยโครงการจำนำข้าว ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เราเคยเป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ของโลก แต่วันนี้รูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์เปลี่ยนไป ฮาร์ดดิสก์กลายเป็นเทคโนโลยีตกรุ่น ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมใหญ่โครงการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆไม่เข้าไทย หลายบริษัทของโลกหันไปลงทุนประเทศคู่แข่ง ฐานการผลิตสินค้าบางชนิดของไทยจึงเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ถ้าดูตัวเลขนำเข้าวัตถุดิบ 3-4 เดือนที่ผ่านมาน่าตกใจ มูลค่านำเข้าวัตถุดิบติดลบต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมคงไม่ฟื้นเร็วแต่ที่พอไปได้คือการค้าชายแดน

คำถาม : ความขัดแย้งการเมืองขณะนี้จะทำให้เศรษฐกิจเลวร้ายแค่ไหน

ดร.วิรไท : คงไม่มีใครตอบได้ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน เพราะยังไม่รู้ว่าวิกฤติการเมืองจะยุติอย่างไร เร็วช้าแค่ไหน ผลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจะเลวร้ายแค่ไหนขึ้นอยู่กับ 3 คำถามหลักต่อไปนี้

คำถามแรก ไทยจะมีรัฐบาลจริงที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการได้เมื่อไหร่ เพราะอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลขณะนี้ถูกจำกัด ไม่สามารถจัดการเรื่องต่างๆได้ เช่น การหาเงินมาจ่ายในโครงการจำนำข้าว ตราบใดที่ยังมีสถานะรักษาการ จะไม่สามารถค้ำ ประกันเงินกู้ใหม่ได้ ต้องพยายามทำนิติกรรมเลี่ยงบาลี สร้างความแคลงใจให้ประชาชน จนเกิดเหตุแห่ถอนเงินที่ธนาคารออมสิน นอกจากหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาการอนุมัติโครงการลงทุนของปีงบประมาณนี้อีก 60,000 ล้านบาทที่อนุมัติไม่ได้ และจะไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 58 ที่จะเริ่มใช้ ต.ค.นี้ได้ทัน การอนุมัติงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ และโครงการอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะทำไม่ได้

ถ้าคิดรวมๆกันแล้ว เม็ดเงินที่ควรออกสู่เศรษฐกิจจะออกไม่ได้ 400,000-500,000 ล้านบาท เศรษฐกิจต่างจังหวัดจะถูกกระทบรุนแรงมาก ส่วนข้าราชการก็ถือโอกาสทำงานแบบรักษาการไปด้วย การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง การออกใบอนุญาตต่างๆ หยุดชะงักหมด เกิดผลกระทบรุนแรงต่อภาคธุรกิจ

คำถามที่สอง รัฐบาลใหม่จะเข้ามาด้วยวิธีใด ใครจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ในเวลานี้มี 3 ทางเลือกที่เป็นไปได้ ทางเลือกที่ 1.คือเดินหน้าทำ ให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเปิดสภาฯ และตั้งรัฐบาลได้ และถ้าทำได้เสร็จ เราจะได้สภาฯ ที่ไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านจะอยู่นอกสภาฯ เหมือนเวลานี้ ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนนจะคงอยู่ต่อไป ทางเลือกที่ 2 คือการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยมีทุกพรรคการเมืองใหญ่เข้าร่วมด้วย ผลการเลือกตั้งจะได้รับการยอมรับมากกว่า ทางเลือกที่ 3. คือหาทางตั้งรัฐบาลคนกลางโดยเร็ว ตามแนวทางมาตรา  3 และ 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันต้องลาออก  แจ้ง ความจำนงว่าไม่ประสงค์จะเป็นรัฐบาลรักษาการ

“การตั้งรัฐบาลคนกลางอาจไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและดูเหมือนไม่ปฏิบัติตามกติกาประชาธิปไตย แต่ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งสูงระหว่างสองขั้วอำนาจ การมีคนกลางอาจเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้จริงและคนที่ขึ้นมาบริหารประเทศไม่ต้องพะวงกับคดีความเก่าๆ ที่จะทำให้ไม่มีสมาธิและพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

ทั้ง 3 ทางเลือก มีผลต่อช่วงเวลาของการมีรัฐบาลใหม่ และประสิทธิภาพรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่คั่งค้างและความสามารถในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่าลืมว่านอกจากหนี้ที่รัฐบาลติดชาวนาตั้งแต่ฤดูผลิตปีก่อน ข้าวฤดูใหม่ที่จะออกมาก็ไม่มีใครรู้ว่า โครงการช่วยเหลือชาวนาต่อไปจะเป็นอย่างไร ส่วนนักธุรกิจต้องการความแน่ใจว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเดินหน้าต่อหรือไม่ นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานจะเป็นอย่างไร โครงการลงทุนแบบไหนที่รัฐบาลจะส่งเสริม คำถามเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ต้องการคำตอบโดยเร็วเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้

คำถามที่สามคือ จะเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้เมื่อไหร่ เพราะมีผลต่อการทำธุรกิจกับต่างชาติมาก ทั้งนักท่องเที่ยว การลงทุนโครงการใหม่ๆจากต่างประเทศ และการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ถ้าเรายังมีสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปอีก 2-3 เดือน ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจะข้ามไปถึงฤดูท่องเที่ยวปีหน้า เพราะบริษัทท่องเที่ยวต่างประเทศต้องเริ่มทำตลาดตั้งแต่กลางปีนี้

ถาม  :  อยากเห็นทางออกจากวิกฤติการเมืองลักษณะใดที่จะเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด

ดร.วิรไท : ถ้าคิดด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ที่อยากเห็นเศรษฐกิจเดินหน้าต่อ ไม่เสียโอกาสมากกว่านี้ เราต้องหาทางยุติความขัดแย้งการเมืองโดยเร็ว และต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศแทนรัฐบาลรักษาการ หมายความว่าต้องมีรัฐบาลคนกลางเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลรักษาการ ซึ่งการตั้งรัฐบาลคนกลางตามที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ จะทำให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาเดินหน้าแก้ปัญหาที่คั่งค้างอยู่ได้เต็มที่ รวมทั้งหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแรงๆได้ แต่ถ้าตั้งรัฐบาลคนกลางไม่ได้ ทางออกที่ดีอันดับสอง คือการเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ที่มีพรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคเข้าร่วม ประชาชนจะยอมรับผลเลือกตั้งมากกว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ที่ไม่มีการแข่งขัน และมีผู้ไปใช้สิทธิ์น้อย

ทางออกที่แย่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทย คือการพยายามยื้อการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ต่อไปให้เสร็จสิ้นจนตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานและจะได้รัฐบาลที่ประชาชนหลายกลุ่มไม่ยอมรับ พรรคเดิมที่บริหารประเทศผิดพลาดหลายเรื่องจะกุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จ ไม่มีฝ่ายค้านในสภา การเมืองนอกสภาจะดำเนินต่อ ธุรกิจและประชาชนจะขาดความมั่นใจ รัฐบาลใหม่จะขาดสมาธิและพลังในการทำงาน เพราะจะถูกฟ้องดำเนินคดีเก่าๆเต็มไปหมด

ผลกระทบคือ เศรษฐกิจจะหดตัวแรง โดยเฉพาะการบริโภค ชาวนาส่วนใหญ่จะไม่ได้รับเงินทั้งที่รัฐบาลค้างจ่าย และที่จะจ่ายในโครงการรับจำนำฤดูกาลใหม่ รัฐบาลอาจหาเงินมาจ่ายได้บ้างทีละเล็กทีละน้อย แต่จะกลายเป็นน้ำซึมบ่อทราย เพราะชาวนามีหนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูงที่ต้องจ่าย ยิ่งปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาจะเสื่อมลง หลายคนเอารถอีแต๋น ที่นาไปจำนอง

ถ้าปล่อยไว้นานปัญหาขาดสภาพคล่องในโครงการจำนำข้าว จะกลายเป็นปัญหาล้ม ละลายของชาวนาได้!!

เมื่อชาวนาและเกษตรกรขาดรายได้ หยุดบริโภค เศรษฐกิจต่างจังหวัดจะหยุดชะงัก เอสเอ็มอีจะถูกกระทบก่อน เริ่มเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ สถาบันการเงินจะยิ่งระวังการปล่อยสินเชื่อ ทำให้วงจรเศรษฐกิจต่างจังหวัดขาดสภาพคล่อง ธุรกิจต่างจังหวัดจำนวนมากได้อานิสงส์จากโครงการรัฐและเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้ากระบวนการงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า ธุรกิจจะถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เกิดเมืองเศรษฐกิจใหม่ตามหัวเมืองต่างจังหวัด ถ้าวงจรเศรษฐกิจต่างจังหวัดชะงักกระบวนการพัฒนาหัวเมืองจะสะดุดลง

ที่น่าห่วงมากสุดคือ  การลงทุนเอกชน โดยปัญหาการส่งออกที่เกิดขึ้นวันนี้เพราะเราไม่สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าหลักๆได้ โดยเฉพาะสินค้าที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ต้องลงทุนใหม่ตลอดเวลา เราเสียโอกาสช่วงน้ำท่วมใหญ่มารอบหนึ่งแล้ว ถ้าวิกฤติการเมืองยืดเยื้อ ธุรกิจขนาดใหญ่คงย้ายฐานไปลงทุนประเทศอื่น การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทยอีก 3-5 ปีข้างหน้า ก็จะแข่งขันไม่ได้ เราคงไม่อยากให้ปัญหาที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขยายวงไปสู่อุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์

“เศรษฐกิจวันนี้เปราะบางมาก ความยืดเยื้อของวิกฤติการเมืองจะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ เมื่อความสามารถการแข่งขันของประเทศเสื่อมลง ก้อนเค้กที่เราผลิตได้จะเล็กลง คนไทยจะแย่งชิ้นส่วนจากก้อนเค้กมากขึ้น เกิดความขัดแย้งทางสังคมยากที่จะปรองดองกัน ทางออกจากวิกฤติการเมืองจะเป็นตัวกำหนดว่าปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นจะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจหรือไม่ ได้แต่หวังว่าผู้มีอำนาจรัฐขณะนี้จะเข้าใจถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย และรีบหาข้อทางออกจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้โดยเร็ว” ดร.วิรไทกล่าวทิ้งท้าย.

“ดร.วิรไท สันติประภพ” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ฉายภาพถึงความบอบช้ำของเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งเปิดมุมมองและวิเคราะห์ถึงทางออกจากวิกฤติการเมือง ในรูปแบบต่างๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร... 1 มี.ค. 2557 02:15 1 มี.ค. 2557 02:15 ไทยรัฐ