วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เยือน...มัณฑะเลย์ ย้อนรอย...พม่าเสียเมือง

โดย

ฐานเจดีย์ยักษ์มิงกุน...ริมฝั่งอิรวดี.

ถ้าเปรียบ “พม่า” หรือ “สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า” ในยุคปฏิรูป เป็น “ดอกไม้” ก็คงเริ่มเบ่งบานส่งกลิ่นหอมจรุง โดยเฉพาะภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวที่ยังใหม่สด เชิญชวนให้เข้าไปสัมผัส

“บางกอก แอร์เวย์ส” หนึ่งในสายการบินบูติก แอร์ไลน์ ก็ไม่ทิ้งโอกาสงามๆ เปิดเส้นทางบินใหม่จากกรุงเทพฯ ไปพม่า บินตรงสู่มัณฑะเลย์ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ กรุงเนปิดอว์ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ แถมเพิ่มเที่ยวบินไปย่างกุ้งเป็น 4 เที่ยวต่อวันแล้วเรียบร้อย

มีโอกาสร่วมเปิดเที่ยวบินมัณฑะเลย์ “ราชธานีแห่งสุดท้าย” ซึ่งได้ชื่อว่ามีนาฏศิลป์และคีตศิลป์ดีที่สุดในพม่า โดยนั่งรถบัสจากสนามบินมัณฑะเลย์ราว 1 ชม. เข้าสู่เมือง “อมรปุระ” อดีตราชธานีอีกแห่ง วิถีชีวิตชาวบ้านสองข้างทาง ทำให้หวนนึกถึงต่างจังหวัดบ้านเราในยุค 40-50 ปีก่อน


จุดแรกที่แวะไปชมคือ “โรงงานผ้าไหมทอมือพื้นเมืองลองจี” ที่ใช้ในราชสำนักมัณฑะเลย์ มีวิธีการทอที่เป็นเอกลักษณ์ ใช้กระสวยมากกว่า 100 ตัวเป็นเส้นยืน ในสมัยราชสำนักมัณฑะเลย์ ผ้าชนิดนี้สงวนไว้สำหรับวังหลวงเท่านั้น ห้ามปุถุชนธรรมดานุ่งห่ม แต่สมัยนี้ เห็นมีร้านขายใกล้ๆ โรงงาน ลูกค้าเลือกซื้อกันหนุบหนับ

จากโรงงานผ้าไหม เรานั่งรถต่อไปชม “สะพาน ไม้สักอูเบ็ง” สะพานไม้ยาวที่สุดในโลก ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานไปยัง วัดจอกทอขยี  ความยาวของสะพานมากกว่า 1 กม. ส่วนอายุของสะพานนั้น มากกว่า 200 ปี เสาสะพานใช้ไม้สักทั้งหมดถึง 1,208 ต้น โดยรื้อถอนมาจากพระราชวังที่กรุงอังวะสมัยย้ายราชธานีมาอมรปุระ น่าเสียดายเราไปช่วงมีอุทกภัย น้ำท่วมเสาเกือบมิด เห็นแต่พื้นสะพาน แต่ยังมีคนไปเที่ยวไม่ขาดสาย พวกเราก็เลยหันมานั่งเรือแจวกลางสายฝนแทน ประทับใจไปอีกแบบ

เช้าวันที่สองของการเดินทาง ดูหนักหน่วงเอาการ เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อไปร่วมพิธีล้างพระพักตร์ “พระมหามัยมุนี” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของพม่าที่วัดมหามัยมุนี

การล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีนี้ เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเจ้าอาวาสและคณะจะขึ้นล้างพระพักตร์ขององค์พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองนี้ด้วยน้ำและเครื่องหอมจากเปลือกไม้ “ทานาคา” ทุกวัน ในช่วงเช้าราวตี 4 ครึ่ง นอกจากล้างแล้วยังใช้แปรงขัดและผ้าเช็ดพระ พักตร์จนสุกปลั่งเงางาม มีชาวพม่าและชาวต่างชาติที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไปร่วมพิธีนี้อย่างคึกคัก แม้จะเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าเลยก็ตาม

สำหรับพระมหามัยมุนีนี้ เป็นพระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม เป็นต้นแบบพระพุทธรูปทองคำทรงเครื่องกษัตริย์ สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หนักถึง 6.5 ตัน มีตำนานเล่าว่าพระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ชาวยะไข่โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ความงดงามศักดิ์สิทธิ์เลื่องระบือ กษัตริย์พม่าหลายยุคสมัยจึงพยายามยกทัพไปตียะไข่เพื่ออัญเชิญมาไว้พม่า จนสำเร็จในสมัยพระเจ้าปดุงใน พ.ศ.2327 ชาวพม่าจึงยังเรียกพระมหามัยมุนีอีกชื่อว่า “พระยะไข่” ถึงทุกวันนี้

สถานที่อีกแห่งที่ใครไปมัณฑะเลย์แล้วไม่ได้ไปเยือน ถือว่าไปไม่ถึงมัณฑะเลย์ นั่นก็คือ “วิหารชเวนันดอร์” ซึ่งสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ลวดลายแกะสลักอ่อนช้อยประณีต ทั้งหลังคา หน้าต่าง ประตู จารึกพุทธประวัติและทศชาติของพระพุทธเจ้าไว้ สร้างโดยพระเจ้ามินดงใน พ.ศ.2400 หลังย้ายราชธานีจากอมรปุระไปมัณฑะเลย์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมจนเสด็จสวรรคตที่นั่น จากนั้นพระเจ้าสีป่อ พระราชโอรส กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ทรงยกตำหนักนี้ถวายเป็นวัด

อีกวัดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “วัดกุสินารา” เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 120 ปี ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพานขนาดใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ นอกจากคณะของเราจะได้มีโอกาสนมัสการพระพุทธไสยาสน์แล้ว ยังได้ช่วยระดมทุนซื้อเทียนไขบริจาคได้ถึง 52,300 บาท เพราะวัดแห่งนี้มีพระอยู่แค่ 1 รูปและกำลังลำบาก ตั้งแต่นักธุรกิจชาวไทยใจบุญ เจ้าของโรงแรมมัณฑะเลย์ ฮิลล์ ผู้อุปถัมภ์หลัก สิ้นบุญด้วยโรคมะเร็ง

ไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกันแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาเปลี่ยนบรรยากาศนั่งเรือครุยส์ไม้สักล่องตามลำน้ำ “อิรวดี” สายเลือดหลักของพม่า ไปยังเมือง “มิงกุน” ดื่มด่ำกับความงดงามริมสองฝั่ง ไม่นานก็เห็นซากเจดีย์มิงกุนขนาดมหึมาตั้งตระหง่านแต่ไกล

“เจดีย์ยักษ์มิงกุน” เป็นเจดีย์ที่พระเจ้าปดุงโปรดให้สร้างขึ้นโดยใช้แรงงานทาสและเชลยชาวยะไข่กว่า 5 หมื่นคน ความตั้งใจเดิมคือต้องการให้ใหญ่กว่าองค์พระปฐมเจดีย์ของไทยและมหาเจดีย์ที่พุกาม แต่เพราะยิ่งสร้างยิ่งบานปลาย ขาดทั้งเงิน ทั้งแรงงาน พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคตเสียก่อนในปี 2362 ต่อมาได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เจดีย์เสียหายซ้ำ ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ จึงมีเพียงซากของฐานเจดีย์ราว 1 ใน 5 เท่านั้น ซึ่งหากไม่เกิดเหตุเภทภัยและอุปสรรคต่างๆเสียก่อน เจดีย์ยักษ์มิงกุนแห่งนี้ อาจจะเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในโลก มากกว่าซากที่ปรากฏนี้ถึง 4 เท่า

ใกล้ๆ เจดีย์ยักษ์ ยังมี “ระฆังยักษ์มิงกุน” สูง 4 เมตร หนักถึง 90 ตัน เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังคงตีดังอยู่ หลังระฆังเครมลินในกรุงมอสโกในรัสเซียแชมป์เก่าแตกเสียหาย ใกล้ๆ  กันอีกนิด มี “เจดีย์มญาเธียรดาร”  สีขาวบริสุทธิ์ สร้างโดยพระเจ้าบากะยีดอว์ ราชนิกุลแห่งอังวะ นัยว่าเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพระมเหสีชิงพิวเหม่ ซึ่งเป็นพระมเหสีที่บุญน้อยสิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์

หลายคนขนานนามเจดีย์มญาเธียรดารนี้ว่า เป็น “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิรวดี”

วันสุดท้าย ปิดฉากด้วยการไปชม “พระราชวังมัณฑะเลย์” สร้างโดยพระเจ้ามินดงหลังย้ายราชธานีมาจากอมรปุระใน พ.ศ.2404 จึงนับเป็นรอยอดีตสุดท้ายก่อน “พม่าเสียเมือง” ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

พระเจ้ามินดงได้ชื่อว่าเป็น “ธรรมกษัตริย์” (ตรงกับสมัย ร.4-ร.5 ของไทย) ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองและพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง แต่หลังเสด็จสวรรคตโดยไม่ได้ตั้งรัชทายาท พระมเหสีรองคือ “พระนางอเลนันดอ” ผู้มักใหญ่ใฝ่สูง เจ้าเล่ห์เพทุบาย ผลักดันให้พระเจ้าสีป่อ (ธีบอ) พระราชโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้ามินดงซึ่งเป็นคนหัวอ่อนไร้สติปัญญาขึ้นครองราชย์ โดยให้อภิเษกสมรสกับ “พระนางศุภยลัต” พระธิดาของพระนางอเลนันดอ

พระเจ้าสีป่อเป็นกษัตริย์ “หุ่นเชิด” ของแม่ลูกคู่นี้ ซึ่งสั่งเข่นฆ่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยมถึง 300-500 คน ไม่เว้นลูกเล็กเด็กแดง โดยระหว่างการเข่นฆ่านาน 3 วัน จัดให้มีการแสดงมหรสพที่หน้าวังเพื่อหันเหความสนใจของพระเจ้าสีป่อซึ่งถูกมอมสุราเมามาย และเพื่อกลบเสียงกรีดร้องของเหยื่อ จากนั้นก็นำศพเหยื่อไปฝังรวมที่ท้ายวัง แต่ศพมีมาก พอเน่าพองอืดก็โผล่พ้นดินขึ้นมา แม่ลูกคู่โหดจึงสั่งให้นำช้างไปเหยียบให้ยุบ แต่ไม่นานศพก็โผล่ขึ้นมาอีก จึงต้องสั่งให้ทหารขนศพใส่เกวียนไปทิ้งนอกเมือง บ้านเมืองยุคพระเจ้าสีป่อระส่ำระสาย ชาวบ้านเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพราะถูกครอบงำโดยพระมเหสีศุภยลัตผู้บ้าอำนาจ สุดท้ายก็ถูกอังกฤษยึดเป็นเมืองขึ้น พระเจ้าสีป่อ พระนางศุภยลัต พระนางอเลนันดอ พร้อมเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพาร ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรีในอินเดีย

พระเจ้าสีป่อเสด็จสวรรคตที่รัตนคีรีใน 30 ปีต่อมา พระนางอเลนันดอถูกส่งกลับไปอยู่ที่เมาะ-ลำเลิงในพม่าก่อนสิ้นพระชนม์ ส่วนพระนางศุภยลัตได้รับอนุญาตให้กลับมาอยู่ย่างกุ้งและสิ้นพระชนม์ในปี 2468 และเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ปี 2556 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ผู้ชูธงปฏิรูปพม่า เป็นผู้นำพม่าคนแรกที่เดินทางไปคารวะสุสานของพระเจ้าสีป่อที่รัตนคีรี และได้ทูลเชิญเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ยังอยู่ที่นั่นให้กลับประเทศ

เป็นนัยบอกว่า พม่าจะก้าวถึงเส้นชัยได้ ต้องรู้ปรองดอง ให้อภัย และลืมสิ่งเลวร้ายให้สิ้น!

28 ก.พ. 2557 09:46 28 ก.พ. 2557 09:53 ไทยรัฐ