วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระทองคำวัดเทพนารี นักวิชาการยัง...แคลงใจ

โดย

หลวงพ่อทองยิ้ม หรือ หลวงพ่อทองคำวัดเทพนารี เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เป็นพระทองคำ  “ทั้งองค์”  จริงหรือไม่ ยังไม่ได้พิสูจน์ชัดเจน

แม้ทางวัดได้เจาะบางส่วนไปพิสูจน์และพบว่าเนื้อเป็นทองถึง89 เปอร์เซ็นต์ แต่ในมุมมองเชิงวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของศิลปะยังมีข้อคลางแคลงใจอยู่บ้าง ทราบกันแล้วว่า พุทธลักษณะหนักไปทางศิลปะสมัยสุโขทัย ลองสืบย้อนเรื่องราวพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยเข้าไปดูศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชพบว่า บรรทัดที่ 23-26 กล่าวถึงพระพุทธรูปไว้

ความว่า... “...กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม...”

หลวงพ่อทองยิ้มวัดเทพนารีจะเป็นพระพุทธรูปทอง ดังปรากฏในศิลาจารึก หรือร่วมสมัยกับจารึกหรือไม่ ประเด็นนี้ ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า “ทอง” ในสมัยสุโขทัยนั้นหมายถึงสำริด ส่วนทองคำคนสมัยนั้นเรียกว่า คำ

อย่างเช่น จารึกระบุไว้ว่าพระยาลิไทหลังจากลาผนวชแล้วก็สร้างพระพุทธรูปทองประดิษฐานไว้ที่มหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย นักวิชาการสันนิษฐานว่า พระศรีศากยมุนีคือพระพุทธรูปที่พระยาลิไทเป็นผู้สร้างไว้ที่วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวกับที่รัชกาลที่ 1 โปรดอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย ล่องแพมาขึ้นที่ท่าช้าง กรุงเทพฯ

แต่เข้าประตูที่ท่าช้างไม่ได้ เพราะประตูเล็กไป เนื่องจากพระพุทธรูปใหญ่มาก จึงต้องทุบกำแพงเพื่ออัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมา จากนั้นก็ตั้งขบวนอัญเชิญพระไปยังวัดสุทัศน์ คราวนั้นรัชกาลที่ 1 ทรงมีพระทัยศรัทธามาก ขนาดถอดฉลองพระบาทจูงองค์พระเข้าวัดสุทัศน์

ส่วนสถานที่อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นจากน้ำนั้น เรียกกันต่อมาว่า ท่าพระ

พระศรีศากยมุนีในจารึกบอกว่า เป็นพระพุทธรูปทอง แท้จริงแล้วเป็นพระเนื้อสำริดที่ใหญ่ที่สุด

สำหรับพระทองวัดเทพนารี เป็นทองจริงแท้เพียงใด ตามหลักวิชาการสามารถกะเทาะได้หรือไม่ อย่างไร อาจารย์ศักดิ์ชัยบอกว่า “การเจาะตรวจสอบด้านหลังนั่นถูกต้องแล้ว ถ้าตรวจแล้วปรากฏว่าไม่ใช่เนื้อทองคำ ก็ไม่จำเป็นต้องกะเทาะปูนออก อย่างผมเคยไปเห็นที่วัดโพธิ์มีอยู่ชุดหนึ่ง อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้ ช่างใช้เลื่อยกะเทาะออกมาเลย ผมไปเห็นก็เลยบอกว่าพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยเรามีมากแล้ว แต่พระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ 1 เรามีน้อยน่าจะรักษาไว้”

ยังผลให้เหลือพระพุทธรูปที่ไม่ได้กะเทาะสืบมา

ดังนั้น หลวงพ่อทองยิ้มถ้าเป็นพระพุทธรูปเนื้อสำริดก็ไม่จำเป็นต้องกะเทาะ เพราะพระพุทธรูปองค์ที่ก่อปูนหุ้มอยู่ก็สวยงามอยู่แล้ว

และที่สำคัญ “เราไม่รู้ว่าพระพุทธรูปองค์ในสมบูรณ์หรือเปล่า เราเจาะแค่ด้านหลังเท่านั้นจึงไม่รู้ชัด ผมว่าต้องค่อยๆตรวจสอบดูอาจจะเป็นการสแกนดูให้ชัดเจน หรือไม่ก็เจาะในบางส่วนเช่นฐาน ไหล่ท้ายทอย ส่วนผมเองไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์ ย้ำว่าถ้าเป็นสำริดแล้วไม่จำเป็นต้องกะเทาะ เพราะถ้าพระองค์ภายในไม่สมบูรณ์ ก็เท่ากับเราจะต้องเสียพระพุทธรูปงามไปทั้ง 2 องค์”

พุทธลักษณะหลวงพ่อทองยิ้มในแง่พุทธศิลป์ อาจารย์ศักดิ์ชัย บอกว่า พุทธลักษณะของพระองค์นี้คือ พระพักตร์เป็นรูปไข่ รัศมีเป็นเปลว สังฆาฏิเส้นเล็กๆลงมาจดพระนาภี พระหัตถ์เรียวเหมือนพระพุทธรูปสุโขทัย

ส่วนที่ไม่ใช่พุทธลักษณะพระสุโขทัยก็คือ นิ้วพระหัตถ์เสมอกัน พุทธลักษณะนี้ตรงกับความนิยมสร้างพระพุทธรูปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1–3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คติการสร้างพระนี้ อาจจะมาจากพระคัมภีร์หรืออรรถคาถา เป็นความเชื่อเรื่องลักษณะของมหาบุรุษ แม้แต่พระศรีศากยมุนีก็อยู่ในลักษณะคล้ายกัน

พระพุทธรูปองค์ข้างใน พุทธลักษณะน่าจะเป็นอย่างไร อาจารย์บอกว่า “คิดว่าช่างอาจจะหุ้มปูนด้านนอกเลียนแบบองค์ข้างใน เพราะถ้าเป็นพระพักตร์สมัยรัชกาลที่ 1-3 จะกลมแป้นยิ่งกว่านี้ อย่างเช่นพระประธาน ในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ ส่วนพระพุทธรูปวัดเทพนารีนี้ แสดงว่าฝีมือช่างปั้นปูนฝีมือดีมาก และคิดว่าเลียนแบบองค์พระภายใน และพระภายในน่าจะเป็นพระศิลปะสุโขทัย”

แล้วทำไมต้องพอกปูน ศ.ดร.ศักดิ์ชัยบอกว่า อาจเพราะว่า 1. องค์พระเล็กไป ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการชะลอพระพุทธรูปมาจากสุโขทัยหลายองค์ ช่วงนั้นขุนนางใดที่สร้างวัดวาอารามจะไปขอเอามาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อนำมาแล้วพระพุทธรูปอาจเล็กเกินไป ทำให้ต้องพอกปูนให้ใหญ่ขึ้น หรือ 2. เมื่อนำมาประดิษฐานใกล้ๆ กับพระองค์อื่นๆ ดูเล็กไป จึงต้องพอกปูนเพิ่ม แล้วการพอกปูนก็พอกตามรูปแบบพระพุทธรูปองค์เดิม

ทราบกันดีว่าการชะลอพระพุทธรูปมาจากเมืองเหนือแต่ละคราวมีจำนวนมาก พระระดับงามระดับหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงนำไปประดิษฐานตามวัดต่างๆ อย่างพระศรีศากยมุนี ที่โปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานยังวัดสุทัศน์เป็นต้น พระพุทธรูปดีระดับสอง ขุนนางระดับสูงมักเป็นผู้ได้รับพระราชทาน ส่วนพระพุทธรูปดีระดับสาม พ่อค้าวาณิชมักได้รับพระราชทานไปประดิษฐานตามวัดของตระกูล

อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า กรณีพระพุทธรูปทองคำบางองค์ที่หุ้มปูนไว้ เป็นการหุ้มเพื่อตบตาคนชั้นเจ้านาย เพื่อจะได้รักษาพระชั้นเยี่ยมเอาไว้ กรณีหลวงพ่อทองยิ้มถ้าเป็นพระทองคำจริง อาจอยู่ในเงื่อนไขนี้ก็เป็นได้ เพราะคนที่สร้างวัดเทพนารีเป็นคนเชื้อสายมอญที่เข้ามาพึ่งร่มพระบรมโพธิสมภารรัชกาลที่ 1 อีกทั้งมีบรรดาศักดิ์ได้รับพระราชทานพระพุทธรูปด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นพระทองคำจริงๆ

“ถ้าเป็นทองคำจริง และมีประมาณ 80–90 เปอร์เซ็นต์เราไม่ค่อยพบมากถึงขนาดนั้น เท่าที่พบจะเอามาดุน คือเอาทองมาตีเป็นแผ่นๆ แล้วบุ อาจจะมีไม้หรืออะไรอยู่ด้านใน แล้วใช้ทองบุเข้าไป ที่หล่อด้วยทองคำจริงๆ และใหญ่ขนาดนี้ไม่เคยเจอ”

ถ้าจะพบบ้าง “ก็จะพบก็แต่เพียงมีส่วนผสมทองมาก เลยไม่แน่ใจว่าที่เจาะไปตรวจแล้วเจอเนื้อทองนั้น ใช่ตัวเนื้อพระจริงๆ หรือว่าไป เจอชิ้นทองคำเปลวที่ปิดไว้ เพราะทองที่ปิดพระพุทธรูปได้ต้องเป็นทองอย่างดี 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เมื่อปิดหนาๆเข้าก็อาจจะเป็นตัวที่เจาะไปหรือเปล่า ตัวเนื้อจริงๆองค์ใหญ่น่าจะหล่อด้วยสำริด บางส่วนอาจจะเป็นเนื้อทองได้บ้าง อย่างพระเศียร เพราะเวลาหล่อพระเขาจะเอาพระเศียรลง ทองหลอมตัวเร็วกว่ามักไปกระจุกอยู่ที่พระเศียร และอาจจะมีจุดอื่นๆอยู่บ้าง”

ถ้าเนื้อไม่ใช่ทองคำแล้วจะเป็นอะไร อาจารย์บอกว่า “วัตถุด้านในน่าจะเป็นสำริด พระพุทธรูปใหญ่ขนาดนี้น่าจะหล่อจากสำริดมากกว่า และน่าจะเป็นพระสุโขทัย ส่วนปูนปั้นที่หุ้มน่าจะเป็นการบูรณะใหม่ ต้องยอมรับว่าช่างที่ทำฝีมือดีมาก สามารถเลียนแบบสุโขทัยได้เนียน”

เมื่อถามเจ้าอาวาสวัด พระครูปลัดนายกวัฒน์บอกว่า การพิสูจน์ทราบหลังเอาเนื้อไปพิสูจน์ครั้งที่แล้ว คาดว่าจะพิสูจน์กันอีกครั้งหลังเวียนเทียนวันมาฆบูชา

แต่หลังไปอีกกี่วัน ยังไม่อาจระบุได้.

28 ก.พ. 2557 08:51 ไทยรัฐ