ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัพย์'แม้ว' 4 หมื่นล้าน

ข่าว

    ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัพย์'แม้ว' 4 หมื่นล้าน

    ไทยรัฐออนไลน์

      26 ก.พ. 2557 05:30 น.

      ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว วันที่ 26 ก.พ. 2553  คือวันประวัติศาสตร์ ที่คนในสังคมไทยต้องจดจำ กับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ยึดทรัพย์สินจำนวน 76,261.6 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตกเป็นของแผ่นดิน

      ในวันนั้น องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน เริ่มพิจารณาคดีเมื่อเวลา 13.30 น. ท่ามกลางความสนใจของคนทั้งประเทศ และหลายฝ่ายหวั่นวิตกว่าจะมีเหตุรุนแรงในบ้านเมือง ระหว่างผู้สนับสนุนและต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ โดยคณะผู้พิพากษาใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง จึงมีคำพิพากษาออกมา ด้วยมติด้วยเสียงข้างมากให้ยึดทรัพย์ พ.ต.อ.ทักษิณ ที่ได้จากเงินค่าขายหุ้นและเงินปันผล ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้น (ซุกหุ้น) ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่วนที่เพิ่มขึ้น หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเงินปันผลเป็นเงินทั้งหมด 46,373 กว่าล้านบาท จากจำนวน 76,261.6 ล้านบาท และคืนส่วนที่เหลือจำนวน 30,247 ล้านบาท เพราะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เงินที่มีอยู่แต่เดิม

       

      ทั้งนี้ ศาลฎีกาได้มีมติเสียงข้างมาก จากการดำเนินการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 สมัย โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว รวม 5 กรณี คือ 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท 2.ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังปรับลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน หรือพรีเพด 3.ได้รับประโยชน์จากการแก้สัญญาให้รัฐร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วมกับเอไอเอส ทำให้ ทศท และ กสท ได้รับความเสียหาย 4.การสนับสนุนธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์เอื้อประโยชน์บริษัทชินคอร์ปและไทยคม และ 5. สั่งให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้ให้พม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์บริษัทไทยคม และชินคอร์ป

      จุดเริ่มคดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัพย์ 4 หมื่นล้าน


      สำหรับจุดเริ่มของคดีนี้ จากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมา ตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ย้อนหลังไปประมาณ 5-6 ปี

      คตส.ได้พุ่งเป้าไปกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทำการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,419,490,150 หุ้น หรือคิดเป็น 48% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ให้กับ นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส. พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ โดยทำเพียงแค่หลักฐานตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 5 ฉบับ เป็นเงินเพียง 1,124,335,225 บาทเท่านั้น เพื่อทำให้เห็นว่ามีการซื้อขาย


      กระทั่งเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 ผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 4 บุคคล ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท คิดเป็นเงินรวม 69,722.88 ล้านบาท กระนั้น คตส. กลับพบว่า ก่อนหน้านั้นนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซื้อหุ้นชิน คอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด คนละ 164.6 ล้านหุ้น รวม 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ก่อนที่บุคคลทั้ง 2 จะขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็ก ในราคา 49.25 บาทต่อหุ้น โดยไม่มีการชำระภาษีจากกำไรส่วนต่างจากการซื้อขายหุ้น

      พร้อมๆ กับคำถามมากมาย ในกรณีขายหุ้นโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือการประกาศใช้บังคับ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) 2549 เพื่อขยายสัดส่วนการถือครองหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของต่างประเทศ จากเดิมไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50% ก่อนการขายหุ้นชินคอร์ปไม่กี่วัน และซื้อขาย และโอนหุ้นชินคอร์ปของคนในตระกูลชินวัตร ในราคาต่ำกว่าตลาด ซึ่งทั้งหมดถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้อง

      โดยเฉพาะข้อมูลเอกสารจากธนาคารยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ ตามที่ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน นำมาให้ คตส. จึงถือเป็นกุญแจดอกสำคัญ ชี้ให้เห็นการขายหุ้นชินคอร์ปของคนในครอบครัวชินวัตร ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กโดยไม่เสียภาษี นำมาสู่คำสั่งอายัดเงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป และดอกผลทั้งหมดจำนวน 76,261.6 ล้านบาท เนื่องจากก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2544 ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้ขายหุ้นชินคอร์ปที่แอมเพิลริชถืออยู่ให้แก่นายพานทองแท้ทั้งหมดแล้ว

      ไขปริศนานิติบุคคลอำพราง ซุกหุ้น'ชินคอร์ป'

      นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจลงนามธนาคารยูบีเอส เอจี แทนบริษัท แอมเพิลริช คือ "T. Shinnavat" ทำให้ คตส.เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือครองหุ้นชินคอร์ป ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 ถึงปี 2548 ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้อำนาจลงนามในบัญชีของแอมเพิลริชมาเป็นนายพานทองแท้

      คตส.จึงมีการขยายผลตรวจสอบไปยังเกาะบริติชเวอร์จิน สืบสาวหาความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท แอมเพิลริช กับบริษัท วินมาร์ค ที่เข้ามาซื้อหุ้นกลุ่ม บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  และหุ้นบางส่วนของบริษัทในครอบครัวอีก 5 แห่ง จาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เมื่อปี 2543 ด้วยมูลค่า 1,527 ล้านบาท

      ในที่สุดจึงรู้ว่า เจ้าของบริษัท วินมาร์ค แห่งนี้ ไม่ใช่ใคร ก็ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน นั่นเอง เพราะการซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทชินวัตร ทั้ง 6 แห่ง เป็นการโอนเงินจากธนาคาร 3 แห่ง ในสิงคโปร์ เป็นบัญชีของวินมาร์ค มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นผู้รับประโยชน์ รวม 1,219 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 308 ล้านบาท มาจากบัญชีของคนทั้งสอง


      เมื่อ คตส.เริ่มแกะรอยได้ ก็ยิ่งรู้อีกว่าโครงสร้างการถือหุ้นในวินมาร์ค เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเดิมเป็นบริษัท บลูไดมอนด์ 100%  ซึ่งมีซิเนตร้าทรัสต์ ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว 100% มีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน และลูกทั้ง 3 คน โดยมีกลุ่มแมธทีสัน ทรัสต์ ในฮ่องกง เป็นผู้ติดต่อธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีอำนาจในการจัดการ จึงเป็นแค่นอมินีขอ งพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเท่านั้น

      ทั้งนี้ โดยสรุปเป็นการทำนิติบุคคลอำพราง เพื่อซุกหุ้นการถือครองชินคอร์ปผ่านทางวินมาร์ค ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน มีอำนาจสั่งการ จึงเป็นการกระทำที่ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. 2542  จนต้องถูกกล่าวโทษดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยึดทรัพย์ดังกล่าว

      แต่ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ภริยา และครอบครัว ตกเป็นของแผ่นดิน ในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553 ทีมทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ นำโดย นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ได้ยื่นคำอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ให้มีคำสั่งหรือพิพากษาให้ยกคำร้องของอัยการสูงสุด ผู้ร้องในคดีนี้ และมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกา ในการอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ไม่เป็นผลโดยศาลฎีกามีมติไม่รับอุทธรณ์ในการพิจารณา

      จากคดีประวัติศาสตร์ นัดสำคัญ แม้จะผ่านไป 5 ปีแล้ว แต่ยังอยู่ในความทรงจำของหลายคน พร้อมกับความวุ่นวายในบ้านเมือง และกระแสข่าวมีความพยายาม ขอคืนเงินจำนวนดังกล่าวจากแผ่นดิน จนมีการออกร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง หรือนิรโทษกรรม เป็นการเปิดทางบ้าง? ซึ่งมีการถกเถียงในสังคมไทยเรื่องข้อเท็จจริงว่า มีการสอดแทรกเนื้อหาการขอคืนเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่

      ทว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามที่ประชุมสภาฯ มีมติผ่านร่างในช่วงที่ผ่านมา ได้เป็นชนวนความขัดแย้งในสังคมไทยครั้งใหญ่ พร้อมกับหลายๆ มรสุมรุมเร้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนนำไปสู่การยุบสภา และบ้านเมืองขณะนี้ไม่มีทีท่าจะสงบลง.

       

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม 2564 เวลา 01:42 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์