วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
36 ปี 14 ตุลาคม เสียน้ำตาเพื่ออะไร!

36 ปี 14 ตุลาคม เสียน้ำตาเพื่ออะไร!

โดย
19 ต.ค. 2552 09:00 น.
  • Share:

วีรชน "คนตุลา" ได้อะไรจากการต่อสู้?

"สิ่งที่เราได้คือน้ำตา และภาระต้องเลี้ยงดูลูกอีก 6 คน" นางกิมเตียงญาติวีรชนบอก

นา งกิมเตียง ฤทธิวานิช อายุ 78 ปี ชาวลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ยายเป็นญาตินายสาย ฤทธิวานิช วีรชนผู้ร่วมเดินขบวนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 แล้วถูกยิงเสียชีวิต


กิมเตียง ฤทธิวานิช

รูป นายสาย ฤทธิวานิช พร้อมวีรชนอื่นๆวางเรียงราย ณ ห้องจัดวางในอนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมรำลึกเหตุการณ์นองเลือด การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งปี พ.ศ.2552 นี้ นับเป็นปีที่ 36 แล้ว

ยายกิมเตียงเล่าว่า วันนั้นนายสายอายุ 43 ปี ร่วมเดินขบวนอยู่แถวสะพานผ่านฟ้า อย่างไม่คาดฝัน อยู่ๆฝนเหล็กก็โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า กระหน่ำเม็ดลงมาจากเครื่องบิน

เหตุการณ์ แม้จะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่ยายยังจำได้ถนัดตา "ไส้กระเด็นออกไปเลย กระเพาะปัสสาวะออกมากองอยู่ข้างนอก เพื่อนๆช่วยกันหามส่งโรงพยาบาลจุฬาฯ อยู่มาได้ 10 วันก็เสียชีวิต" นางกิมเตียงบอก

สิ้นหัวหน้าครอบครัว ยายกิมเตียงต้องเลี้ยงลูกทั้ง 6 คนเอง ตอนแรกๆหน่ายกับภาระอันหนักเกินตัว คิดอยากจะกินยาตาย แต่เมื่อคิดถึงลูกตาดำๆ  เกรงว่าถ้าตายไปแล้วจะไม่มีใครเลี้ยงดู  ยายจึงกัดฟันสู้

ยายมีอาชีพ ค้าขาย แม้จะได้กำไรไม่มากนัก แต่ก็เลี้ยงลูกได้ตลอด รอดฝั่ง ยายบอกว่า มาร่วมงานรำลึกวีรชนทุกปี เพราะคิดถึงสามีที่จากไป และเห็นในคุณงามความดีของคนที่เสียสละเพื่อประชาธิปไตย

แต่เมื่อถาม ถึงดอกผลจากเลือดเนื้อ และชีวิตของสามีที่ตายไป ยาย บอกว่า รู้สึกเสียใจกับการเมืองที่เป็นอยู่ แต่ถ้ามีการเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นมาอีก ยายแม้จะอายุเฉียด 80 แล้ว ยายก็พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับคนรุ่นใหม่

ใกล้ๆกับยายกิมเตียง นางประเสริฐ มาลาทอง อายุ 65 ปี ญาติวีรชนอีกคนหนึ่งที่จากไปในวันเดียวกัน นั่นคือสามีของเธอชื่อ สิบตำรวจตรี สาโรจน์ มาลาทอง บ้านอยู่ดินแดง กรุงเทพมหานคร

วันนองเลือด นางประเสริฐเล่าว่า สามีของเธอเข้าเวรอยู่แถวๆ กรมประชาสัมพันธ์ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆก็มีกระสุนยิงกราดลงมาจากฟ้า ทำให้สามีของยายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

นับแต่นาทีรู้ข่าว "เสียใจมาก เพราะขาดหัวหน้าครอบครัว"

หลัง จากนั้น ยายต้องก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูก 1 คน ด้วยอาชีพรับจ้างพอประทังชีวิต และส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือ ยายบอกว่าแรกๆ ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ต่อมาก็ขาดหายไป


จิระนันท์ พิตรปรีชา


บรรยากาศ งานรำลึกวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2552 กลางสายฝนพร่าง พรมมาบางเบา ญาติวีรชนจับกลุ่มถามทุกข์สุขกัน หลังเปิดงานคนส่วนหนึ่งทยอยกลับ บางคนเข้าห้องประชุมฟังเสวนาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองไทย วิญญาณคนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยวนเวียนอยู่หรือไม่ก็ตาม คนที่ร่วมต่อสู้และอยู่ในเหตุการณ์นองเลือดมาร่วมงานด้วยไม่น้อย

หนึ่งในนั้นคือ จิระนันท์ พิตรปรีชา อดีตแกนนำนักศึกษาคนหนึ่ง

ต่อ คำถามว่า 36 ปีผ่านไป ดูเหมือนประชาธิปไตยยังวนอยู่ที่เดิม แล้วที่สู้และสูญเสียไปเราได้อะไร จิระนันท์ พิตรปรีชาบอกว่า สิ่งที่ได้มองได้ 2 แง่ คือ 1. ระบบโครงสร้างเราได้อะไรมาไม่น้อย คนที่เกิดไม่ทันอาจนึกภาพไม่ออกว่า การใช้อำนาจแบบคณาธิปไตย หรือเผด็จการเป็นอย่างไร

ส่วนอีกแง่ที่ 2. คือ เรามีความก้าวหน้าทางการเมือง ระบบกฎหมาย ระบบเลือกตั้ง แต่เมื่อนำมาสู่การปฏิบัติของคน ตรงนี้เองที่เป็นเรื่อง เพราะมันไปขึ้นอยู่กับผลประโยชน์มากไป ไม่มีระบบที่เที่ยงธรรมในการตรวจสอบ

และ อีกส่วนหนึ่ง "เราก็ชินกับระบอบก่อนประชาธิปไตย พอผู้ปกครองเข้ามาเราก็เงยหน้ามองแบบคาดหวังว่า จะให้เขาทำให้ หมด ถ้าไม่ได้ดังใจค่อยไล่ ซึ่งตรงนี้เป็นสภาพจิตที่มีปัญหา"

จิระนันท์บอกว่า "ความรู้สึกเป็นเจ้าของคือสำนึกประชาธิปไตย"

ดัง นั้น "เมื่อเป็นเจ้าของก็ต้องดูแล หวงแหน รักษา ป้องกัน ปกป้อง แต่ตรงนี้เรายังไม่ค่อยมี การที่จะปลูกจิตสำนึกตรงนี้ ง่ายที่สุดก็ตามโรงเรียน แต่โรงเรียนก็กลายเป็นเขตปลอดการเมือง พอพูดเรื่องประชาธิปไตยขึ้นมาก็กลัว"

เมื่อปัญหาอยู่ที่ภาคปฏิบัติ "ยิ่งคนมีอำนาจอยู่ในมือด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่ คือพวกนักการเมืองที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของโครงสร้างอำนาจ แทนที่จะใช้อำนาจนั้นเพื่อให้การศึกษา เพื่อบอกประชาชนว่าคุณเป็นเจ้าของนะ  คุณเป็นนายผมนะ  ไม่ใช่เป็นขี้ข้าผม  แต่กลายเป็น  ฯพณฯท่านกันไปทุกคน"



ปัญหา ที่ต้องทบทวน จิระนันท์บอกว่า "ไม่ใช่อยู่ที่สู้หรือไม่สู้แล้ว ต้องหยุดความเลือดร้อนที่จะตีกันไว้ก่อน มาทบทวนคำว่าจริยธรรมทางการเมืองกันใหม่ ทั้งในแง่ผู้มีอำนาจและผู้ต้องการต่อสู้กับผู้มีอำนาจ จากนั้นใคร่ครวญ ใช้จิตพิจารณาว่าจะทำอะไรได้บ้าง"

พลางเน้นว่า "การต่อสู้บางทีไม่จำเป็นต้องออกมานองเลือด ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินประท้วง และยิ่งไม่จำเป็นต้องมาด่ากันรายวัน ลัทธิบริภาษนิยมเลิกกันเสียที เมื่อเราหยุดอารมณ์เหล่านี้ได้ แล้วค่อยมาทำสิ่งที่ควรจะทำและทำได้จะดีกว่า"

คนเดือนตุลา "ตอนนี้เรามารวมกันเพื่อจุดประสงค์ใหญ่ ตอนนี้อุดมการณ์หลักเราชัดเจนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 36 ปี บางคนก็เริ่มค้นพบตัวเองว่าฉันต้องการอะไรกันแน่ อาจจะเป็นอำนาจ หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อการปฏิวัติสังคมอีกต่อไป"

สำหรับ ตัวเธอเองคิดว่า "ถ้ามัวจมอยู่ในภาพอดีตของตัวเอง เราก็ขยับไปไหนไม่ได้ เราต้องมาขึ้นเวทีนี้ทุกปีเลยหรือ ต้องเขียนบทกวีทุกปี เลยหรือ ไม่ใช่ เรายังมีความสามารถที่จะต้องทำอะไรได้อีกตั้งเยอะแยะ"

ก้าวต่อไปของ คนเดือนตุลา จิระนันท์บอกว่า ภารกิจนี้ควรจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง แต่เราไม่อาจพูดอย่างนั้นได้ เพราะคนรุ่นหลังยิ่งมีความคิดกระจัดกระจายกว่าคนเดือนตุลาเสียอีก เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องพูดเป็นรุ่น แต่ต้องพูดว่า คนที่มีจิตสำนึกทางการเมืองทั้งหลาย ควรจะมีพลังทางสังคม เพื่อจะเรียนรู้ ศึกษา คิด แล้วก็มีเครือข่ายประสานความช่วยเหลือ หรือก้าวไปด้วยกันของประชาชน บทบาทเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นักศึกษาเท่านั้น

ความแตกต่างของ นักศึกษายุค 14 ตุลา 2516 กับ 14 ตุลาคม 2552 จิระนันท์ตั้งข้อสังเกตว่า "การรวมตัวกันได้เมื่อ 14 ตุลานั้น เพราะนักศึกษาต่างจังหวัดมาก พวกระดับรากหญ้า ได้เรียนกฎหมาย ได้เรียนนิติศาสตร์ ได้รู้กฎหมายมากมายไปหมด แต่เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ เป็นลูกชนชั้นกลางในเมือง ลักษณะการแยกกันทางชนชั้นมันสูงขึ้นมาก"



ทำให้การหลอมใจเพื่อต่อสู้ทางการเมืองยากไปด้วย

อนาคต ทางการเมืองไทย "บางทีคิดอะไรไม่ถูก ก็ได้แต่คิดว่า อะไรก็ตามที่มันดิ่งจนสุดแล้ว มันก็ต้องเด้งขึ้นมาสักนิดหนึ่งละ บางอย่างเราต้องปล่อยเลยตามเลย ช่วยไม่ได้แล้ว อยากจะกัดก็กัดกันไป ใครจะไปห้ามได้ แต่ก็หวังว่าคนที่มีสติสตังอยู่ จะเข้าใจบทเรียนอันนี้ ว่าเราเฉไฉ ผิดทาง มัวแต่เอาชนะกัน"

ชีวิต เลือดเนื้อ และน้ำตาคนตุลาที่เสียไป สิ่งที่ได้นอกจากบทเรียนแห่งความสูญเสียแล้ว ถ้าได้แค่การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างปัจจุบัน

เชื่อว่าวิญญาณของวีรชนไม่ต้องการอย่างแน่นอน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้