วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'มาร์ค'เชื่อ แผนโลกล้อมประเทศไทยของรัฐ เหลว!

'มาร์ค'เชื่อ แผนโลกล้อมประเทศไทยของรัฐ เหลว!

  • Share:

"อภิสิทธิ์" ชง 2 ขั้นตอน ทางออกประเทศ ชู ปฏิรูปฯก่อนเลือกตั้ง มั่นใจ  2 ก.พ.โมฆะ ขัดรธน.ม.68 ขอรัฐรับความจริง เชื่อ แผนโลกล้อมไทยเหลว

วันที่ 6 ก.พ. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทางออกประเทศหลังการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ที่ยังมีปัญหาไม่ชอบด้วยกฎหมายเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นว่า ต้องรอดูคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่า จะมีแนวทางอย่างไร แต่ตนยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงทำต่อไม่ได้ ต้องทบทวนเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้

โดยมี 2 ขั้นตอน ที่ควรทำ คือ 1. กระบวนการเลือกตั้งจะผูกพันกับการปฏิรูปประเทศ จึงต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นชัดเจนว่า การปฏิรูปประเทศ จะเกิดขึ้นและเรื่องใดสามารถทำสำเร็จได้ก่อนการเลือก ตั้งจะดำเนินการอย่างไร 2.ให้ทุกคนมีความมั่นใจในกระบวนการเลือกตั้งว่า สุจริต เที่ยงธรรม เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรกับประชาชน ที่ไปลงคะแนนไม่ได้ประมาณหมื่นหน่วยเลือกตั้ง กรณีคนไม่สามารถใช้สิทธินอกเขต กรณี 28 เขตไม่มีผู้สมัคร หากเดินต่อไม่ได้ ก็ต้องรายงานรัฐบาล ขึ้นอยู่กับว่า ความเห็นของ กกต.จะขัดแย้งกับรัฐบาล หรือไม่ ถ้าขัดแย้งกัน ก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในข้อกฎหมาย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว รัฐบาลต้องยอมรับ เพราะมีผลผูกพันทุกองค์กร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ความพยายามที่จะดึงดันให้ กกต.จัดการเลือกตั้งต่อของรัฐบาล ทั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลทำการขัดรัฐธรรมนูญ ม. 68 เพราะรู้อยู่แล้วว่า การเลือกตั้งไม่ชอบแต่พยายามบังคับ กกต. เพื่อแสวงหาอำนาจ เข้าข่ายตรง ตาม ม. 68  ซ้ำยังข่มขู่กกต. จึงเป็นรูปธรรมชัดเจนว่า พยายามให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และการที่รัฐบาลยังดึงดันที่จะรักษาการต่อไปก็จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เลย ทั้งปัญหาข้อกฎหมาย และสภาพของรัฐบาลที่เป็นปัญหา

ขณะที่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อและอาจมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนเสนอมาตลอดว่า ให้ยอมรับความจริงก่อน แล้วกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันในเงื่อนไขการเลือกตั้งและการ ปฏิรูปหาทางออกร่วมกัน จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

ชี้ ลต.สะท้อนประชามติ ปชช. บอยคอต ไม่เอาพรรคลงลต. เมื่อถามว่า แต่รัฐบาลยังอ้างจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ 20 ล้านเสียง เป็นความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนแปลกใจ เพราะการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนทำได้หลายวิธี จากสภาพบ้านเมืองที่เป็นอยู่ ถ้าบอกว่า 20 ล้านคนไปเลือกตั้ง ความจริงมีคนจำนวนมากกว่า ที่ตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง และใน 20 ล้านคน มีอีก 6 ล้านคน ที่ไม่แสดงเจตนาเลือกพรรคการเมืองไหนเลย ที่ลงสมัครเลือกตั้ง

ดังนั้น ครั้งนี้จึงมีเพียงแค่ 14 ล้านคน ที่ไปเลือกพรรคการเมือง ผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่มีคนมากกว่าเท่าตัว ที่ไม่ไปเลือกคนเหล่านี้ และถ้าจะบอกว่า มีคน 25% โดยปกติที่จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ก็ต้องมองด้วยว่า มีคนที่ปกติไปเลือกตั้งทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ประชาชนเหล่านี้ ไม่ไปก็มีจำนวนไม่น้อยซึ่งหากนำไปรวมกับบัตรเสีย และโหวตโน ก็ยังมากกว่าคนที่ไปเลือกพรรคการเมือง ที่ลงเลือกตั้งในครั้งนี้อยู่ดี ถ้าอ้างสิทธิของคน 14 ล้านคน แล้วสิทธิของคนที่เหลือที่มากกว่า ไม่ฟังเลยหรือ ว่า เขาได้แสดงออกในทางการเมืองว่า ไม่เห็นพ้องด้วยกับพรรคการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าคิดว่า คนเท่ากัน ก็แปลว่า คนที่ไม่เอาพรรคการเมืองเหล่านี้มากกว่า ทำไมไม่ฟัง

รัฐบาลต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งไปไม่ได้ทั้งข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เปรียบเสมือนกับการทำประชามติกลาย ๆว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงตนที่แสดงออกว่า ไม่ไปเลือกตั้งครั้งนี้เพราะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามย้ำว่า การที่รัฐบาลพยายามจะเอาการเลือกตั้ง มาสร้างความชอบธรรม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมองตรงกันข้าม ที่จะเป็นการประจานตัวเองมากกว่า เพราะวันที่ 2 ก.พ.57 ได้บ่งบอกแล้วว่า ข้ออ้างของรัฐบาลใช้ไม่ได้ จึงต้องหันมาฟังเสียงทุกฝ่ายที่ปฏิเสธสิ่งที่รัฐบาลทำ รัฐบาลต้องแสวงหาคำตอบให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันท่าทีเดิมก็อยู่ที่ กกต.จะมีข้อสรุปอย่างไร ถ้าเห็นว่า ไปไม่ได้จะเกิดข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็ต้องกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ อีกครั้ง เพราะอำนาจเลื่อนเลือกตั้งเป็นของนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ไม่มีทางอื่น

ส่วนกรณีที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนไม่กังวล เพราะพรรคไม่ได้ทำผิดม. 68 และม. 237 ของรัฐธรรมนูญเพราะนายพร้อมพงศ์ ก็เร่ร้องทุกเรื่องอยู่แล้ว และจะทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย ตนได้กำชับทีมกฎหมายของพรรคว่า จะร้องเฉพาะประเด็นที่มีความชัดเจนเท่านั้น ไม่ใช่ร้องเรื่อยเปื่อย

ย้ำกรณี "บันคีมูน" แค่พูดในหลักการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ นายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ที่ระบุว่า การขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นการพูดในหลักการ และตนเข้าใจว่า การขัดขวางการเลือกตั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใครทำก็ต้องยอมรับผลทางกฎหมาย แต่ปัญหาของประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ปัญหาความไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในกระบวนการทั้งหลายได้ คำตอบที่ทุกคนมองตรงกัน คือ การปฏิรูป ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนการเลือกตั้งก็ต้องมาถกกัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ ด้วยการบิดเบือน ข้อมูลต่อนานาชาตินั้น ตนคิดว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเท่าที่สัมผัสกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และผู้แทนจากต่างประเทศ แม้กระทั่งนักวิชาการในต่างประเทศ ก็เริ่มเข้าใจปัญหาประเทศไทยอย่างรอบด้านมากขึ้น ไม่ได้เป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลต้องการ จึงเชื่อว่า ประเทศไทย จะไม่ถูกบีบโดยนานาชาติ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้