วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สธ.เตรียมพร้อมรับผู้ป่วย 'หมอกควัน' 8 จว.ภาคเหนือ

สธ.เตรียมพร้อมรับผู้ป่วย 'หมอกควัน' 8 จว.ภาคเหนือ

  • Share:

กระทรวงสาธารณสุข ให้สถานพยาบาลทุกระดับในพื้นที่ภาคเหนือ เตรียมพร้อมดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันใน 8 จังหวัด อย่างทันท่วงที ย้ำเตือน 7 กลุ่มเสี่ยง ระวังเป็นพิเศษ...

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 57 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงมาตรการรองรับผลกระทบต่อสุขภาพ จากปัญหาหมอกควันไฟในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพประชาชน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ติดตามเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ และพะเยา ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2557 โดยขณะนี้ได้สำรองหน้ากากอนามัย สำหรับกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน

2. สั่งการโรงพยาบาลทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จัดเตรียมความพร้อมการให้บริการผู้เจ็บป่วย
 ทั้งเครื่องมือแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ เวชภัณฑ์ ยาประจำห้องฉุกเฉิน เพื่อให้บริการประชาชนที่เจ็บป่วยได้อย่างทันท่วงที และ 3. เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง และครอบครัวจากภาวะหมอกควัน รวมทั้งขอความร่วมมืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประชาชน รณรงค์งดเผาป่า เผาหญ้า วัชพืช หรือขยะในหมู่บ้าน เพื่อลดมลพิษในอากาศ

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อันตรายของฝุ่นละออง หมอกควัน ที่เกิดจากการเผาป่า เผาขยะ เผาวัชพืช โดยทั่วไปจะมีผลกระทบต่อสุขภาพใน 4 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ 1. โรคทางเดินหายใจ 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด 3. โรคตาอักเสบ และ 4. โรคผิวหนังอักเสบ โดยผลกระทบต่อสุขภาพจะขึ้นกับระยะเวลาการสัมผัส อายุ ความต้านทานแต่ละบุคคล ความเข้มข้นของมลพิษ ประวัติการป่วยเป็นโรคปอด หรือโรคหัวใจ และอื่นๆ อาการป่วยเริ่มตั้งแต่ขั้นเล็กน้อยจนถึงรุนแรง ได้แก่ แสบตา แสบจมูก ตาแดง น้ำตาไหล คอแห้ง ระคายคอ ไอ หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน

"กลุ่มที่มีความเสี่ยงเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนทั่วๆ ไป มี 7 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเด็ก 2. หญิงตั้งครรภ์ 3. ผู้สูงอายุ 4. ผู้ป่วยโรคหอบหืด 5. ผู้ป่วยโรคถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง 6. ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และ 7. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ทั้ง 7 กลุ่มเสี่ยงนี้ จะต้องระมัดระวัง ควรสังเกตอาการตนเอง ผู้ที่ต้องกินยาควบคุมอาการประจำต้องกินให้ต่อเนื่อง จัดเตรียมยาที่จำเป็นไว้ให้พร้อม"

ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสูดละอองหมอกควัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน คือ เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันการสูดละอองหมอกควันเข้าปอด เน้นการใช้หน้ากากอนามัยชนิดผ้า หรือใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก ซึ่งชุมชนสามารถจัดหาหรือผลิตใช้เอง สามารถซัก และนำกลับมาใช้ซ้ำได้

ควรลดกิจกรรมการใช้แรงมากๆ เช่น ออกกำลังกายในที่โล่งแจ้ง เวลาเช้า และมีปริมาณหมอกควันในอากาศจำนวนมาก เพราะการออกกำลังกายจะเพิ่มการหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย 10-20 เท่า รวมทั้งงดสูบบุหรี่ และควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ ในช่วงที่มีฝุ่นละออง ซึ่งน้ำจะช่วยให้ร่างกายขับฝุ่นละอองออกจากระบบทางเดินหายใจง่ายขึ้น ฝุ่นไม่สะสมในปอด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม แสบตา ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนควรปฏิบัติได้แก่ 1. ปิดประตูหน้าต่างบ้านให้มิดชิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาเช้า เนื่องจากหมอกควันจะลอยต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสหมอกควัน 2. ประชาชนควรทำความสะอาดบ้าน ของใช้ภายในบ้าน โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้สะอาด เพื่อลดปริมาณฝุ่นที่สะสม หลีกเลี่ยงการใช้ไม้กวาดทำความสะอาด เพราะจะทำให้ฝุ่นกระจายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ได้มีรายงานเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพในโรงพยาบาล 42 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ระหว่างวันที่ 5-25 มกราคม 2557 ยังไม่พบความผิดปกติจากปัญหาหมอกควัน โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตามปกติจำนวน 49,767 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 22,334 ราย รองลงมา คือ โรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 16,923 ราย โดยที่ผ่านมามีเพียงจุดตรวจวัดศาลหลักเมือง จังหวัดลำปาง อ.เมืองลำปาง เท่านั้น ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานเล็กน้อย ในวันที่ 28 มกราคม 2557 วัดได้ 127 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประชาชนยังสามารถประกอบกิจกรรมได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามรับฟังข่าวสาร และข้อมูลจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค โทร.02-591-8172 โทรสาร : 02-590-4388 หรือสายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้