วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เข็มทิศ SME : แรงอย่าง LINE! ไขรหัสความสำเร็จแอพเปลี่ยนโลก

เข็มทิศ SME : แรงอย่าง LINE! ไขรหัสความสำเร็จแอพเปลี่ยนโลก

  • Share:

วันนี้ LINE กลายเป็นแอพพลิเคชั่นอันดับหนึ่งบนสมาร์ทโฟนบ้านเราอย่างไม่ต้องสงสัย ปัจจุบัน มีบัญชีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 300 ล้านราย ในปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากกว่า 20 ล้านราย สูงเป็นอันดับสองของโลกเป็นรองเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น

อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจคือ Naver (บริษัทผู้พัฒนา App LINE) ก้าวข้ามตัวเลข 300 ล้านบัญชี ด้วยเวลาเพียง 27 เดือนเท่านั้นนับตั้งแต่เริ่มเปิดให้ดาวน์โหลด LINE ครั้งแรก นับเป็นอัตราการเติบโตของบัญชีผู้ใช้ที่เร็วกว่าสื่อสังคมออนไลน์ระดับโลกอย่าง Facebook และ Twitter เสียอีก

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ LINE กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ประกอบการจำนวนมาก

สัปดาห์นี้มาดูกันว่าเบื้องหลังความสำเร็จมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ LINE กลายเป็นแอพพลิเคชั่นที่ “ไม่ธรรมดา”

วิสัยทัศน์และโจทย์ทางธุรกิจ

ตลาดแชตแอพพลิเคชั่นเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง หากไม่นับแอพพลิเคชั่นจากผู้เล่นเครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับโลกอย่าง Facebook หรือ Twitter แล้ว แชตแอพพลิเคชั่นที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรามีด้วยกันมากกว่า 20 รายทั้งจากผู้พัฒนาชาวไทยและต่างประเทศ นอกจาก LINE แล้วในกลุ่มผู้นำก็มี WhatsApp, WeChat, BBM (จาก BlackBerry), BeeTalk, Jongla ซึ่งในที่นี้ WhatsApp เป็นผู้ที่ได้รับความนิยมอันดับสอง

ในความเป็นจริงแล้ว WhatsApp น่าจะได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเป็นแชตแอพเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นรายแรกๆ แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างทั้งสองแอพนี้ คือการเริ่มต้นด้วยโจทย์ที่ต่างกัน ในช่วงแรกเริ่ม WhatsApp ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มองหา “ทางเลือก” เพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ iPhone และผู้ใช้ BlackBerry (ในเวลานั้น BlackBerry ครองอันดับหนึ่งในส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน) ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา WhatsApp สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านความปลอดภัย ลูกเล่นที่เทียบเท่าและสามารถทดแทน BlackBerry ได้ ซึ่งความสำเร็จนี้เองที่กลายเป็นกรอบทางความคิดและ Positioning ของ WhatsApp

ส่วน LINE ถูกพัฒนาขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้าง “แพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสารที่สมบูรณ์แบบ” ลูกเล่นและ Feature ต่างๆ ของ LINE จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนแนวความคิดข้างต้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มบริการโทรศัพท์ผ่าน LINE (Free call) การทำวิดีโอ (Video Call) หรือแม้แต่การส่งคลิปเสียงสั้นๆ (Audio Message) แต่ลำพังความสามารถทางเทคนิคของแอพก็ไม่อาจทำให้การสื่ออารมณ์และความรู้สึกผ่าน LINE เป็นไปได้อย่าง “สมบูรณ์”  ซึ่ง LINE มองว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสร้างช่องทางเพื่อสื่ออารมณ์ของผู้ใช้ออกไป ดังนั้น สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ LINE และได้รับการพัฒนาเป็นอันดับแรก คือการส่ง “Sticker” ที่ใช้แสดงความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกไปเป็นคำพูด ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้จึงทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกว่า LINE เป็นมากกว่าแชตแอพ แต่เป็นหนึ่งในช่องทางหลักสำหรับสื่อสารบนโลกดิจิตอล

แบรนด์ที่มีตัวตน และเอกลักษณ์ที่ชัดเจน

เวลาพูดถึงแชตแอพตัวอื่นเราคิดถึงอะไร? ไอคอนสัญลักษณ์เวลากดใช้? หรือกราฟิกหน้ายิ้ม (Emoticons)? แต่สำหรับผู้ใช้งาน LINE สิ่งแรกที่ปรากฏในความคิด อาจเป็นความน่ารักของหมีบราวน์และกระต่ายโคนี่ หน้าตาหลากอารมณ์ของมูน และมาดกวนๆ ของเจมส์ ซึ่งตัวการ์ตูนหลายคาแรกเตอร์ของ LINE เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับตัวแอพ และในปัจจุบันได้กลายมาเป็น Brand Ambassador ของ LINE ด้วย

เราได้เห็นผู้เล่นรายอื่นพยายามสร้างแบรนด์ด้วยการติดต่อดารานักแสดง หรือนักกีฬาชื่อดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ก็ไม่อาจเจาะฐานผู้ใช้งานอันเหนียวแน่นของ LINE ได้ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะคาแรกเตอร์ของ LINE เป็นตัวละครสมมติ ทำให้สื่อความรู้สึกในหลากรูปแบบหลายสถานการณ์มากกว่าการใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นบุคคลจริง แถมตัวละครเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยให้ LINE สร้างความผูกพันทางความรู้สึก (Emotional Connection) กับผู้ใช้งานอีกด้วย

สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem)

ปัจจุบัน LINE มีการทำโปรโมชั่นร่วมกับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ในประเทศไทยถึง 34 ราย ไม่นับการเปิดให้ทำ Official Account สำหรับศิลปินหรือแบรนด์ธุรกิจรายย่อยนับไม่ถ้วน รวมถึงสปอนเซอร์สติกเกอร์ (Sponsored Sticker) อีกมากมาย สิ่งที่ทำให้ LINE กลายเป็นธุรกิจเนื้อหอมคือกลยุทธ์ในการสร้าง “ระบบนิเวศทางธุรกิจ” หรือ Business Ecosystem นั่นเอง

หัวใจสำคัญของระบบนิเวศนี้ คือการสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจอื่นๆ ได้เข้ามาร่วมเป็นคู่ค้าทำธุรกิจกับตนเอง ระบบนิเวศของ LINE จึงประกอบด้วยผู้เล่นที่หลากหลายตั้งแต่ บริษัทคู่ค้าที่ทำโปรโมชั่นร่วมกัน ผู้พัฒนาสติกเกอร์ คู่ค้าสำหรับ Official Account ทั้งนี้ยังไม่นับรวมโอกาสต่อยอดในส่วนของผู้ผลิตและค้าขายของชำร่วยจากตัวละคร LINE ในขณะที่คู่ค้าเหล่านี้ได้ประโยชน์ของการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ร่วมกับ LINE LINE เองก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มและมีโอกาสเข้าถึงฐานลูกค้าของแบรนด์นั้นๆ อีกด้วย

เข้าถึงลูกค้าด้วยการ เติมลูกเล่นสดใหม่ตลอดเวลา

เมื่อติดตลาดแล้ว LINE เองก็ไม่ได้ชะล่าใจและเดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มที่ เริ่มด้วยการปรับปรุงการรองรับภาษาไทยให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงลูกค้าชาวไทย  นอกจากนี้ LINE ได้เปิดสำนักงานในประเทศไทยพร้อมกับสร้างบัญชีผู้ใช้ LINE Thailand ให้ผู้ใช้งานมีโอกาสส่งคำแนะนำแสดงความเห็นรวมไปถึงสามารถพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ทำให้ LINE สามารถแก้ไขปัญหาการใช้งาน รวมทั้งปรับปรุงตัวแอพได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2555 LINE ได้ต่อยอดความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ด้วยการให้บริการ เกม รวมทั้งแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานทั่วไปต่างๆ โดยล่าสุดเพิ่งเปิดตัว LINE Store และ Flash Sales เพื่อขยายธุรกิจไปยังโลก E-Commerce อีกด้วย

เหลือพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์


อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของความสำเร็จ คือการที่ลูกเล่นต่างๆ ของ LINE เหลือพื้นที่ให้ผู้ใช้ได้ต่อยอดการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น LINE Group และ Timeline รวมทั้งการทำสติกเกอร์ที่เหมาะกับเทศกาลในประเทศต่างๆ อีกด้วย 

ด้วยองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้พร้อมกับกลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ ทำให้ LINE สร้างฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ LINE ในวันนี้ได้ก้าวข้ามการเป็นแค่แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน มาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในสังคมไทย เพราะวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างเด็กหรือผู้ใหญ่ เจ้านายกับลูกน้อง หรือผู้ใช้กับธุรกิจ ทุกฝ่ายต่างก็ “ไลน์” หากันตลอด

คงจะจริงที่ว่า “ยิ่งไลน์ ยิ่งใกล้”

 

ธีระ กนกกาญจนรัตน์

http://www.facebook.com/SMECompass

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้