วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศาลอาญาอนุมัติ จับเทือก 18แกนนำกปปส.

ศาลอาญาอนุมัติ จับเทือก 18แกนนำกปปส.

  • Share:

จ่อฟันอีก39ฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ต่อคิวเรียกสอบ120ท่อน้ำเลี้ยง สุเทพโวลั่นใกล้ได้เห็นน้ำตา‘ปู’

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้มีเหตุผลเพียงพอให้จับกุมได้ พร้อมให้รายงานความคืบหน้าการจับกุมต่อศาลทุก 3 เดือน “ธาริต” แยกเขี้ยวขู่เดินหน้าจับกุมทันที เล็งขอออกหมายจับแกนนำเพิ่มอีก 39 ราย กปปส.เตรียมยื่นอุทธรณ์ค้านออกหมายจับ 19 หัวโจก ศรส.สั่งตัดท่อน้ำเลี้ยง กปปส. เล่นงานหนักระงับการทำธุรกรรม 120 ผู้สนับสนุนม็อบ พร้อมเรียกชี้แจงด่วน วงเจรจาเปิดสถานที่ราชการล่ม “เฉลิม” หน้าแหก ผู้ชุมนุมเสียงแข็งไม่ยอมคืนพื้นที่กระทรวงมหาดไทย ขณะที่ดีเอสไอวืดได้พื้นที่คืน หลังหลวงปู่พุทธอิสระไม่ให้เข้าพบ ยูเอ็นห่วงคนไทยถูกขวางหย่อนบัตร  สวดทำลายกระบวนการประชาธิปไตย “เทพเทือก” ปรับพื้นที่ชุมนุมเวทีสีลม ลดผลกระทบปัญหาจราจร โวใกล้ได้เห็นน้ำตา “ยิ่งลักษณ์” เร็วๆนี้

หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอออกหมายจับรอบสอง 19 แกนนำ กปปส. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เป็นแกนนำ กรณีกระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในที่สุดศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับแกนนำ กปปส.ทั้ง 19 คนเรียบร้อยแล้ว

ศาลอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 803 ศาลอาญา ศาลนัดอ่านคำสั่งหมายจับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้อง เพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับแกนนำ กปปส. 19 รายประกอบด้วย 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 2.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 3.นายชุมพล จุลใส 4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5.นายอิสสระ สมชัย 6.นายวิทยา แก้วภราดัย 7.นายถาวร เสนเนียม 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11.นายนิติธร ล้ำเหลือ 12.นายอุทัย ยอดมณี 13.ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ 14.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 15.นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือนายอมร อมรรัตนานนท์ 16.นายกิตติชัย ใสสะอาด 17.นายสำราญ รอดเพชร 18. นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม 19.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว ข้อหากระทำผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ศาลพิเคราะห์แล้วรับฟังว่า มีเหตุผลเพียงพอ อนุญาตให้จับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 19 ราย จนกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงจะถูกยกเลิก โดยให้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจับกุมต่อศาลทุก 3 เดือนจนกว่าจะจับกุมได้

ให้เวลา 1 ปีตามจับกุมตัว

คำสั่งศาลระบุว่า เมื่อจับกุมได้แล้วให้นำไปควบคุมที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีกำหนดเวลาเท่าที่จำเป็น แต่ไม่เกิน 7 วัน นับตั้งแต่วันจับกุม พร้อมทั้งให้จัดทำรายงานการจับกุมและควบคุมตัว แนบภาพถ่ายผู้ถูกจับกุมเสนอต่อศาลอย่างช้าภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่วันที่จับกุมได้ และจัดทำสำเนารายงานนั้น ไว้ที่ทำการของผู้ร้อง เพื่อให้ญาติหรือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจของบุคคลนั้น สามารถตรวจดูได้ตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว หากผู้ร้องไม่กระทำการดังกล่าว ศาลอาจเพิกถอนหมายจับหรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรต่อไป และเมื่อครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ศาลออกหมายจับและควบคุมตัว หากยังไม่สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ ศาลอาจเรียกผู้ร้องมาสอบถามหรือเพิกถอนหมายจับและควบคุมตัวนั้น และห้ามผู้ร้องหรือพนักงานเจ้าหน้าที่นำหมายจับของศาลไปเผยแพร่ โดยการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพ โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตไลน์ เฟซบุ๊ก หรือสื่อออนไลน์ใดๆ ที่เป็นการเผยแพร่ทางสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย และห้ามนำหมายจับศาลไปทำสำเนาหรือเผยแพร่อันก่อให้เกิดความเสียหายด้วยวิธีการใดๆ เช่น โปรยทางเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์แก่ประชาชน หากฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าวจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

ศรส.ยันไม่ใช้วิธีรุนแรงเข้าจับ

พล.ต.ต.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ศรส.กล่าวว่า หลังจากนี้จะนำหมายจับไปให้ พล.ต.ท.วินัย ทอง–สอง ในฐานะหัวหน้าชุดจับกุม เพื่อไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและดำเนินการจับกุมต่อไป การจับกุมครั้งนี้ ศรส.มีนโยบายไม่ใช้ความรุนแรงในการเข้าสลายการชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย เน้นใช้การเจรจาหรืออาจจับกุมโดยวิธีละมุนละม่อม คาดว่าจะดำเนินการจับกุมได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามคำสั่งของศาล

ทนาย กปปส.เล็งหาช่องทางสู้

ขณะที่นายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนายความกลุ่ม กปปส.กล่าวว่า ต้องปรึกษาทีมทนายความว่า จะยื่นอุทธรณ์หมายจับหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ที่ศาลออกหมายจับนายสุเทพข้อหากบฏและทนายความยื่นอุทธรณ์คัดค้าน ศาลเคยชี้ว่า เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรออกหมายจับเพิ่ม เพราะแกนนำบางคนมีหมายจับอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาล จะไปดูรายละเอียดคำสั่งอีกครั้ง เพราะแกนนำบางคนไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่กล่าวหา

จ่อออกหมายจับแกนนำอีก 39 คน

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีศาลอาญาออกหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินว่า หลังจากนี้ ศรส.ภายใต้การนำโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะเดินหน้าจับกุมและควบคุมตัวแกนนำ กปปส.ทั้ง 19 คน ที่ถูกศาลออกหมายจับทันที แต่ไม่สามารถเปิดเผยแผนการจับกุมตัวได้ นอกจากนี้  สตช.และดีเอสไอจะดำเนินการขอศาลออกหมายจับแกนนำ กปปส.เพิ่มอีก 39 คน ฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 11 (1) ให้เร็วที่สุดต่อไป

อ้างนักธุรกิจเล็งฟ้องแก้เผ็ดม็อบ

นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กรณีศาลอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ถือเป็นการขันนอตกฎหมายให้แน่นขึ้น หลังจากนี้เมื่อเจ้าหน้าที่เจอตัวที่ไหนต้องจับที่นั่น วันนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.หมดช่องทางเดินแล้ว ควรมอบตัวดีกว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหน้า แต่เป็นการเสียสละ อย่านำคนไปกระทำผิดมากกว่านี้ นายสุเทพอาจมีทุนทรัพย์ประกันตัวได้ แต่ชาวบ้านไม่มีกำลังทรัพย์ คนเป็นร้อยเป็นพันนายสุเทพรับผิดชอบไหวหรือไม่ ทราบว่าขณะนี้มีกลุ่มนักธุรกิจใหญ่น้อย รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้ากำลังตั้งกลุ่มขึ้นมาหารือฟ้องร้องทางแพ่งกับแกนนำ กปปส.ให้รับผิดชอบความเสียหายทางทรัพย์สินจากการชุมนุม เช่น การไปปิดล้อม ทำลาย โดยขอให้อายัดทรัพย์แกนนำทั้งหมด

ศาล รธน.ไม่รับคำร้องม็อบชุมนุม

วันเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่ากลุ่ม กปปส.นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และกลุ่ม คปท. กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยการชุมนุมปิดล้อมสถานที่ราชการ และปิดถนนขัดขวางการเลือกตั้ง แม้ในขณะที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการชุมนุมของประชาชนตามคำร้องเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยมีเหตุผลมาจากการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และมาจากความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ส่วนการกระทำจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมต้องไปดำเนินการตามกฎหมาย จึงยังไม่มีมูลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง

“ยิ่งลักษณ์” เข้าทำงาน สป.กห.

เมื่อเวลา 09.45 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังคงเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (สป.กห.) ตามปกติ เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์การชุมนุม กลุ่ม กปปส.ร่วมกับรัฐมนตรี หัวหน้าส่วน ราชการ อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม โดยการรักษาความปลอดภัยยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด

ทหาร–ตร.ถกจัดแผน รปภ.เข้ม

ทั้งนี้ พล.อ.อภิชาต แสงรุ่งเรือง ผอ.ศูนย์การ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร(ศอพท.) ในฐานะผู้บัญชาการดูแลรักษาความปลอดภัย สป.กห. เรียกประชุมผู้บังคับบัญชากำลังทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัย สป.กห. ทั้งจากศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และกรมการทหารอากาศโยธิน 1 กรมทหารอากาศโยธิน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน หารือเพื่อประเมินงานด้านการข่าวและซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยสถานที่จากการชุมนุมกลุ่ม กปปส.ขับไล่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ไม่ให้ใช้เป็นสถานที่ทำงาน โดยด่านแรกจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารจาก ศอพท. จะไม่มีการติดอาวุธ ไม่มีกระบอง มีเพียงโล่เท่านั้น หากมีการบุกประชิดรั้วประตูทางเข้า เพื่อบุกเข้าไปข้างใน จะให้ทหารนั่งลงเอามือประสานกัน เพื่อให้ภาพออกมาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมข้ามหัว หากบุกเข้าไปได้ด่านที่ 2 ก่อนเข้าตัวอาคารจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารอากาศโยธิน และหากบุกเข้าไปในอาคารได้จะเป็นหน้าที่สารวัตรทหารในการป้องกัน โดยสารวัตรทหารทั้งหมดจะติดอาวุธ ส่วนพื้นที่นอกสำนักงานฯ และเมืองทองธานีจะเป็นหน้าที่ของตำรวจทั้งหมด ทั้งในส่วนอาคารสูง ทางด่วน และเส้นทางเข้าออกเมืองทองธานี

คุมเข้มเส้นทาง-เวลาเข้าเมืองทองฯ

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ได้ใช้กำลังทหารและตำรวจ 30 กองร้อย รักษาความปลอดภัย สป.กห. เป็นการเตรียมพร้อมไว้กรณีฉุกเฉิน เนื่องจากขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมพุ่งเป้ามาที่ตัวนายกรัฐมนตรีมากขึ้น ใช้วิธีเคลื่อนไหววันต่อวัน โดยดูสภาพแวดล้อมก่อนเช่น วันที่ 4 ก.พ. กลุ่ม กปปส.ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วมาสังเกตการณ์ก่อน จึงจำเป็นต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัย ดังนั้น สป.กห.ต้องกำหนดเส้นทางและเวลาเข้าออกเมืองทองธานี อาศัยอำนาจตามข้อ บังคับของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่ง สป.กห.อยู่ในพื้นที่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เรื่องเส้นทางและระยะเวลาจะบังคับใช้ก็ต่อเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนมาปิดล้อมเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่อาศัยในเมืองทองธานี โดย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี จะเป็นผู้กำหนด ขณะที่นายกฯ ให้นโยบายไม่ใช้ความรุนแรง บังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น

“เหลิม” ยื่นคำขาดม็อบทวงคืน มท.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า ยืนยันอีกครั้งหากใครไปบุกรุกสถานที่ราชการจะจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. อย่าฟ้องกองทัพมากนัก ขอฟ้องบ้างว่า กปปส.เกเร ชุมนุมไม่สงบ ส่วนกระทรวงมหาดไทยที่ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ แกนนำ กปท.ยึดไว้ กระทรวงมหาดไทยได้ร้องทุกข์และฟ้องทางแพ่งไว้ จะมอบให้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปเจรจาให้ออกจากพื้นที่ หากในเวลา 14.00 น. วันที่ 5 ก.พ. การเจรจาไม่เป็นผล จะจับข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ ถ้าอยากแตกหักให้ยกไปล้อมไว้ ตนจะระดมกำลังตำรวจไปล้อมต่อ จะให้ยึดกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เด็ดขาด ขอเรียนไปยังกองทัพว่า ตนไม่ใช้ความรุนแรงและไม่สลายการชุมนุม แต่ขณะนี้ม็อบเหิมเกริม บ้าอำนาจ แตกหักเป็นแตกหัก หากม็อบเบาบาง ให้นายสุเทพมาออกโทรทัศน์กับตนคนละจอ แสดงความเห็นเรื่องปฏิรูป เคยออกรายการคู่นายสุเทพมาแล้วเรื่อง สปก.4-01 ผลคะแนนออกมาตนชนะ

ศรส.สั่งเร่งเชือดคดีขวางเลือกตั้ง

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่ บช.ปส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศรส. แถลงผลการประชุม ศรส.ว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และตำรวจภูธรภาค รายงานความคืบหน้าการสอบสวนกรณีแกนนำ กปปส. ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้งใน กทม. 24 คดี และต่างจังหวัด 9 คดี ศรส.ได้เร่งรัดให้ดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก นอกจากนี้ ผอ.กกต. ประจำกรุงเทพมหานครได้ชี้แจง ศรส.ถึงการขัดขวางการเลือกตั้งใน กทม. โดยเฉพาะการที่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งบางคนสั่งปิดการเลือกตั้ง การลาออกของเจ้าหน้าที่อย่างกะทันหัน ซึ่ง ศรส.ได้มอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ร่วมกับ กกต.ประจำกรุงเทพมหานคร สอบสวนดำเนินคดีโดยเด็ดขาดต่อไป

เรียก 120 รายแจงส่งท่อน้ำเลี้ยง

นายธาริตกล่าวว่า  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชี้แจงผลการดำเนินการ เพื่อสั่งระงับการทำธุรกรรมและดำเนินคดีกับผู้สนับสนุนแกนนำ กปปส.ในลักษณะท่อน้ำเลี้ยง คาดว่าจะออกคำสั่ง ศรส.ระงับการทำธุรกรรม และสั่งให้ผู้สนับสนุนกลุ่มแรกประมาณ 120 ราย เข้าชี้แจง ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในเร็ววัน ขณะเดียวกัน  ผอ.ศรส. ได้แต่งตั้งชุดเจรจากับแกนนำ กปปส. เพื่อขอเปิดพื้นที่กระทรวงมหาดไทย หากการเจรจาไม่เป็นผล จะพิจารณาใช้มาตรการเข้าจับกุม แต่ไม่ใช่สลายการชุมนุม เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ชุมนุมแต่เป็นหน่วยงานราชการ จึงมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยืนยันการจับกุมจำเป็นต้องทำ ถือเป็นมาตรการตามกฎหมาย จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

วาง บช.ปส.สำรองที่ทำงานนายกฯ

วันเดียวกัน  ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) นั้น ทีมรักษาความปลอดภัยส่วนล่วงหน้านายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจดูสถานที่ ช่องทางเข้าออกทั้งหมด รวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และจัดเตรียมห้องทำงานให้นายกรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำงานสำรองของนายกฯและรัฐมนตรี กรณีหากกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.บุกปิดล้อมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะเดียวกัน ช่วงเช้ามีข่าวนายกฯจะเดินทางเข้าไปทำงานที่ดังกล่าว แต่เนื่องจากสถานการณ์ปกติ กลุ่ม กปปส.ไม่เคลื่อนมวลชนมาปิดล้อม จึงทำให้นายกฯเปลี่ยนแผนเดินทางมาทำงานที่ สป.กห.ตามปกติ

จ่อออกหมายจับ 3 มือปืนหลักสี่

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.มีคำสั่งเร่งรัดให้พิสูจน์ภาพกลุ่มคนร้ายที่ปรากฏในเหตุการณ์ปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกหลักสี่ ซึ่งชุดสืบสวนได้ตรวจ สอบพบภาพบุคคล 21 คน ถืออาวุธปืนในที่เกิดเหตุ สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้ชัดเจน 3 คน เพื่อเตรียมขออนุมัติหมายจับต่อศาล ส่วนผู้ที่ปรากฏในภาพที่ถืออาวุธปืนจะเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบวิถีกระสุน หัวกระสุน ปลอกกระสุนที่เจ้าหน้าที่ได้เก็บวัตถุพยานทั้งหมดมาตรวจพิสูจน์ ซึ่งในวันที่ 7 ก.พ. พล.ต.อ.อดุลย์จะเรียกประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนเพื่อสรุปความคืบหน้าคดีเหตุรุนแรงในช่วงการชุมนุม ส่วนคดีคน ร้ายขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ถนนบรรทัดทอง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น มีหลักฐานเชื่อว่า คนร้ายเป็นคนเดียวกัน ขณะนี้ทราบตัวคนร้ายแล้ว อยู่ระหว่างรอผลตรวจดีเอ็นเอที่ได้จากหมวกและเสื้อคนร้าย คาดว่าใช้เวลา 3 วัน เพื่อยืนยันตัวบุคคลและขออนุมัติศาลออกหมายจับ เบื้องต้นไม่ใช่ตำรวจและทหาร

แจ้งกองปราบฯจับหลวงปู่

ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายชัยธนพล ศรีจิวังษา ผู้แทนกลุ่มสมัชชาพุทธบริษัทแห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ณัฐปกรณ์ ปัญญาดี พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อดำเนินคดีกับพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม (ทองประเสริฐ) หรือหลวงปู่พุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แกนนำเวทีการชุมนุมเวทีแจ้งวัฒนะ ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามประกาศ ศรส.วันที่ 25 ม.ค.57 และความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยนายชัยธนพลกล่าวว่า หลวงปู่พุทธอิสระกระทำความผิดตามกฎหมายชัดเจน สร้างความเสียหายต่อประเทศ จึงต้องให้พนักงานสอบสวน บก.ป.เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีโดยเร็ว

ระดม ตร.5 กองร้อยเฝ้า ก.แรงงาน

ที่กระทรวงแรงงาน บรรยากาศการเปิดทำงานเป็นวันที่ 2 เป็นไปอย่างเงียบเหงา มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานบางส่วน ขณะที่ประชาชนมาใช้บริการบางตา  โดยมีบางหน่วยงานเท่านั้นที่เปิดให้บริการเช่น ศูนย์บริการประชาชน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน และ ผอ.ศรส.ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาที่กระทรวง ขณะที่การรักษาความปลอดภัยในกระทรวง มีการนำรถตู้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 กองร้อย กระจายกำลังดูแลตามจุดต่างๆในกระทรวง มีการนำรถควบคุมผู้ต้องหา และรถเครื่องขยายเสียงเข้ามาจอดเรียงรายด้านใน โดยที่รถตู้และรถควบคุมผู้ต้องขังหลายคันมีข้อความติดที่ด้านหน้ารถว่า “ขลัง ปลุกเสกแล้ว” พร้อมมียันต์กำกับติดไว้ ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตำรวจใช้ไสยศาสตร์สู้ม็อบ เพราะที่ผ่านมารถตำรวจหลายสิบคันที่จอดในกระทรวงแรงงาน ถูกกลุ่ม กปปส.บุกทุบพังยับเยินมาแล้ว

ดีเอสไอจ๋อยหลวงปู่ฯ ไม่ให้พบ

ส่วนการเจรจาขอพื้นที่คืนในหน่วยราชการต่างๆ นั้น เมื่อเวลา 09.00 น. ที่เวที กปปส. แจ้งวัฒนะ พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษดีเอสไอ เดินทางมาพบหลวงปู่พุทธอิสระ แกนนำ กปปส.แจ้งวัฒนะ เพื่อขอเจรจาเปิดพื้นที่ให้ข้าราชการดีเอสไอ โดยเฉพาะศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเข้าทำงาน แต่หลวงปู่พุทธอิสระปฏิเสธการเจรจา เนื่องจากต้องนัดล่วงหน้าก่อน และยินดีจะให้เข้าพบในวันที่ 6 ก.พ. แทน โดย พ.ต.ท.ถวัลกล่าวว่า ไม่ทราบว่าต้องนัดล่วงหน้าก่อน จะมาเจรจาอีกครั้งในวันที่ 6 ก.พ. ประเด็นที่จะพูดคุยคือ ขอให้หน่วยงานสังกัดดีเอสไอทั้งหมดเปิดทำการ แต่หากไม่ได้ จะขอเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายก่อน เพื่อให้งานร้องเรียนของประชาชนเดินหน้า

คิวแน่นหลายหน่วยต่อแถวเจรจา

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนศาลปกครอง บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด กองทัพไทย และตำรวจจราจรจาก สน.ทุ่งสองห้อง ขอเข้าพบหลวงปู่พุทธอิสระ เพื่อหารือการสัญจรบนถนนแจ้งวัฒนะรอบพื้นที่ศูนย์ราชการ โดยเฉพาะซอยแจ้งวัฒนะ 5 ที่มีปริมาณรถหนาแน่น โดยได้ข้อสรุปให้เปิดใช้ถนนของบริษัท ไปรษณีย์ไทยให้ประชาชนสัญจร เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด โดยหลวงปู่พุทธอิสระกล่าวว่า ยินดีเปิดการจราจรให้ประชาชนมีความสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องการมีมิตรมากกว่าศัตรู

เปิดทาง กกต.–กรมการกงสุลทำงาน

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง เข้าพบหลวงปู่พุทธอิสระเพื่อเจรจาขอให้เจ้าหน้าที่ กกต.เข้าทำงานได้ที่อาคารบี ศูนย์ราชการ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงาน กกต. ซึ่งหลวงปู่พุทธอิสระขอเข้าสำรวจพื้นที่ และตรวจความเรียบร้อยภายในอาคารบี ในวันที่ 6 ก.พ. เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะปลอดภัย โดยยืนยันจะใช้มาตรการเดียวกับกระทรวงยุติธรรมในการดูแลความปลอดภัย ก่อนเปิดให้เจ้าหน้าที่ กกต.และข้าราชการ 1,800 คน เข้าทำงานได้ในวันที่ 7 ก.พ.

ต่อมานายณัฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล เข้าเจรจากับหลวงปู่พุทธอิสระ ขอเปิดพื้นที่กรมการกงสุล เพื่อเปิดระบบเครือข่ายทำหนังสือเดินทางและวีซ่า โดยได้ข้อสรุปให้สามารถเปิดทำการได้ในวันที่ 10 ก.พ.

เจรจาเปิดสะพานลอยไทย–ญี่ปุ่น

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่โรงแรมมณเฑียร นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.เวทีสวนลุมพินี ได้หารือกับ พล.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง ผบก.น.6 เพื่อทำข้อตกลงร่วมกันถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม และประชาชนรอบพื้นที่การชุมนุม โดย พล.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง ผบก.น.6 กล่าวว่า การพูดคุยมีความเห็นตรงกันเรื่องการแก้ปัญหาจราจรรอบพื้นที่การชุมนุม โดยจะเปิดเส้นทางให้มากขึ้น โดยเฉพาะถนนสีลม สุรวงศ์ และอังรีดูนังต์ เนื่องจากเป็นถนนที่ติดกับโรงพยาบาลสำคัญ เช่น โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาฯ นอกจากนี้ตำรวจยังขอความร่วมมือให้เปิดสะพานลอยไทย-ญี่ปุ่นด้วย แต่ยังต้องประสานกันอีกครั้ง ส่วนมาตรการการรักษาความปลอดภัยจะตั้งจุดตรวจในพื้นที่โดยรอบ เบื้องต้นจะตั้งด่านจุดตรวจความมั่นคงห่างพื้นที่การชุมนุม 300-500 เมตร

ศรส.วืดไม่ได้คืนพื้นที่ มท.

ส่วนที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อเวลา 12.00 น. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร.เข้าเจรจากับการ์ดกปท.ที่ยึดพื้นที่กระทรวงมหาดไทย บริเวณถนนอัษฎางค์ โดย พล.ต.อ.สมยศบอกผู้ชุมนุมว่า มาขอคืนพื้นที่กระทรวงมหาดไทยตามมติของ ศรส. เพื่อขอให้ข้าราชการกลับไปทำงาน ขณะที่การ์ด กปท.แจ้งว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจ อำนาจตัดสินใจอยู่ที่แกนนำในเวทีใหญ่เท่านั้น หลังการเจรจา พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า เมื่อได้รับแจ้งว่าอำนาจตัดสินใจอยู่ที่เวทีใหญ่ จะไปรายงาน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศรส. เพื่อหาโอกาสไปประสานกับแกนนำ กปท.อีกครั้ง

ต่อมาเวลา 15.50 น. พล.ต.ต.อดุลย์ รัตนภิรมย์ ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางไปเจรจาขอคืนพื้นที่กระทรวงมหาดไทยกับการ์ดที่ควบคุมพื้นที่อีกครั้ง แต่ไม่สามารถเดินข้ามสะพานปีกุน ด้านข้างอนุสาวรีย์สหวีรชาติ (อนุสาวรีย์หมู) ได้ เนื่องจากมวลชนตั้งแถวเป็นกำแพงไม่ให้ตำรวจข้ามไป พร้อมกับตะโกนโห่ไล่ให้เจ้าหน้าที่กลับไป เมื่อเห็นว่า สถานการณ์เริ่มตึงเครียด พล.ต.ต.อดุลย์จึงเดินทางกลับ โดยยืนยันว่าตำรวจไม่มีนโยบายใช้กำลังกับผู้ชุมนุม

ขนส่งทางบกยังงดให้บริการ

นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ในส่วนของกรมการขนส่งทางบก ถนนพหลโยธิน ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ แต่มีการประสานงานไปยังแกนนำ กปปส.เพื่อขอเปิดให้บริการ เพราะเป็นส่วนงานบริการประชาชน แต่กรมการขนส่งทางบกได้ประชาสัมพันธ์ไปยังส่วนต่างๆว่า ในส่วนการจดทะเบียน ต่อทะเบียน ประชาชนสามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี สำนักงานขนส่งพื้นที่ 1, 2, 3, 4 หรือหากจะต่อทะเบียนก็สามารถดำเนินการได้ที่ห้างสรรพสินค้า แต่ในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดขนส่งทางบก ถนนพหลโยธินนั้น เป็นการตรวจสภาพมิเตอร์ตามระยะเวลาของรถแท็กซี่ที่ไม่สามารถไปตรวจที่ไหนได้เนื่องจากเครื่องมืออุปกรณ์มีเฉพาะที่กรมการขนส่งทางบก ถนนพหลโยธิน อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า กปปส.จะเข้าใจถึงงานบริการที่ต้องไม่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

ก.คลังพร้อมเปิดทำงาน 7 ก.พ.

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันที่ 7 ก.พ. กระทรวงการคลังพร้อมเปิดให้บริการประชาชนตามปกติ หลังจากที่ต้องปิดกระทรวงเพื่อป้องกันความเสียหายจากการชัตดาวน์ของกลุ่ม กปปส. โดยการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณกระทรวงมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแล ส่วนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังที่ยังปิดอยู่ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดี

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในวันที่ 6 ก.พ. กรมสรรพสามิตจะเปิดให้บริการประชาชน หลังจากที่ต้องปิดมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ระบบการทำงานและการบริการประชาชนของกรมสรรพสามิตติดขัดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประชาชนที่มาติดต่อ เพื่อส่งเอกสารแก่กรมสรรพสามิต หลังจากได้รับรถยนต์ตามโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว ภายในเวลา 90 วัน แต่ไม่สามารถยื่นเอกสารได้ เพราะกรมสรรพสามิตปิด แม้จะมีการเผยแพร่ข่าวสารไปแล้วว่า ประชาชนที่ต้องยื่นเอกสารแก่กรมสรรพสามิตสามารถยื่นเอกสารได้ทุกพื้นที่ก็ตาม แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาที่กรมสรรพสามิต ทำให้การจราจรโดยรอบติดขัดทุกวัน

กรมการกงสุลพร้อมเปิดบริการ

นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล กล่าวว่า หลังจากหลวงปู่พุทธะอิสระยอมเปิดให้กรมการกงสุลทำงานได้ ทางกรมได้วางแนวรักษาความปลอดภัยทั้งภายในกรม และบริเวณที่มีการชุมนุม โดยจัดทหาร 1 หมวด มารักษาความปลอดภัยดูแลไม่ให้คนเข้าไปในจุดล่อแหลม เจ้าหน้าที่ต้องติดบัตรประจำตัวทุกคน โดยวันที่ 7 ก.พ.จะให้เจ้าหน้าที่เปิดระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบการทำงานให้สมบูรณ์ จากนั้นในวันที่ 10 ก.พ. จะเปิดบริการทำหนังสือเดินทางได้ที่สำนักงานต่างจังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศ สำหรับที่กรุงเทพฯ เปิดบริการที่สำนักงานบางนา (เซ็นทรัล บางนา) และปิ่นเกล้าเท่านั้น ที่กรมการกงสุล ศูนย์ราชการ และกระทรวงแรงงาน ยังไม่เปิดบริการ ส่วนการรับรองเอกสาร งานสัญชาติและนิติกร รวมทั้งวีซ่า เปิดบริการที่สำนักงานบางนา

ม็อบคืนสะพานพระราม 8

ต่อมาเวลา 18.30 น. พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.น.7 ร่วมกันเดินตรวจและเปิดสะพานพระราม 8 หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุม กปท.ยินยอมให้เปิดการใช้งานสะพานพระราม 8 ตามปกติ โดยมีการทำความสะอาดพร้อมเก็บกวาดตะปูเรือใบที่หล่นอยู่บนสะพาน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้เส้นทาง ล่าสุดสามารถเปิดใช้สะพานพระราม 8 ได้แล้ว โดย พล.ต.ต.นิพนธ์กล่าวว่า ขณะนี้เส้นทางที่เปิดใช้งานได้ตามปกติ ถ้าเดินทางมาจากฝั่งธนบุรีจะใช้งานได้ถึงแยกวิสุทธิกษัตริย์โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนครราชสีมา หากเดินทางจากฝั่งพระนครจะข้ามไปธนบุรี ถ้ามาจากถนนนครราชสีมาให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิสุทธิกษัตริย์ แล้วให้กลับรถที่แยก จ.ป.ร. เพื่อขึ้นสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าฝั่งธนบุรีได้ตามปกติ

“สุขุมพันธุ์” ป้อง ผอ.เขตไม่ผิด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการเขตถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มมวลชนที่ข่มขู่เอาชีวิตและให้ลาออกจากตำแหน่งในการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า เข้าใจและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะโยกย้ายภายใต้แรงกดดัน แนะนำไปลาพักร้อนแทน การโยกย้ายก็ต่อเมื่อ กทม.พร้อม ไม่ใช่ย้ายเพราะใครสั่ง ทุกคนทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว กกต.บอกว่าหากสถานการณ์เสี่ยงเกิดการปะทะให้ยุติการดำเนินงาน จะกล่าวหาเจ้าหน้าที่ กทม.บกพร่องในหน้าที่ไม่ได้ เพราะ กทม.เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนการเลือกตั้ง ขณะนี้ กทม.กำลังหารือกับ กกต.ว่า กทม.จะสนับสนุนการทำงานทั้งด้านบุคลากรและสถานที่ได้หรือไม่

ส.ว.ติงบัวแก้วระวังให้ข้อมูลยูเอ็น

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา มีนางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ส.ว.พิษณุโลก เป็นประธาน เชิญ น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้ข้อมูลการทำหนังสือชี้แจงสถานการณ์ในไทยต่อประเทศต่างๆ และองค์การระหว่างประเทศเช่น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยกรรมาธิการฯที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 40 ส.ว.พาดพิงถึงนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษา ศรส.ที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่ม กปปส. ดังนั้นข้อมูลที่ชี้แจงอาจหยิบเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตัวเอง ขอให้ข้าราชการอย่ามุ่งรับใช้นักการเมือง ขอให้เสนอข้อมูลเป็นธรรมและรอบด้าน ด้าน น.ส.พรประไพชี้แจงว่า การทำหน้าที่ของข้าราชการจะไม่ทำให้ประเทศเสียหาย เมื่อส่งข้อมูลไปแล้ว เอกอัครราชทูตไทยแต่ละคนจะกลั่นกรองก่อนนำข้อมูลไปชี้แจงอีกครั้ง ยืนยันทุกคนทำงานอย่างมืออาชีพ

ยูเอ็นห่วงคนไทยถูกขวางใช้สิทธิ

นายบัน กี มูน เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยแพร่แถลงการณ์ลงวันที่ 4 ก.พ.ระบุว่า ยูเอ็นได้เฝ้าจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด แม้จะตระหนักดีว่าสถานการณ์ความขัดแย้งมีความซับซ้อน ทำให้ฝ่ายหนึ่งตัดสินใจไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง แต่กรณีที่ประชาชนจำนวนหนึ่งถูกขัดขวางมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ถือเป็นประเด็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง เพราะการกระทำใดๆที่มีส่วนขัดขวางหรือทำลายกระบวนการประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องหาทางยุติความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายการเมืองที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการเจรจา ประนีประนอม คำนึงถึงประโยชน์ ประชาชนเป็นหลัก และเคารพในหลักการประชาธิปไตย

ลูกเหยื่อกระสุนหลักสี่โวยถูกป้ายสี

ที่ สน.ทุ่งสองห้อง น.ส.เอื้องฟ้า เเซ่ลิ้ว อายุ 42 ปี บุตรสาวนายอะเเกว เเซ่ลิ้ว อายุ 71 ปี ที่ถูกยิงบาดเจ็บจากเหตุปะทะบริเวณแยกหลักสี่ เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ ร.ต.ท.ตฤณ พ่วงโสม พงส.สน.ทุ่งสองห้อง หลังมีคนโพสต์ข้อความว่า นายอะเเกวเป็นหัวหน้ากองกำลังเขมร ลูกน้องมือขวาของฮุน เซนนำกองกำลังเขมรเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดงและเป็นลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ไม่มีมูลความจริง เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยผู้เสียหายต้องการเอาผิดในข้อหาหมิ่นประมาท เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 จึงประสาน พ.ต.ท.ปรีชา จันทร์มณี พงส.ผนก.กก.2 บก.ปอท.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คปท.เมินหมายจับลุยกดดันต่อ

ด้านความเคลื่อนไหวการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่สะพานชมัยมรุเชฐ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ยังคงมีการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยนายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. กล่าวว่า คปท.กำลังเร่งให้ความรู้กับมวลชน เพื่อให้แนวร่วม คปท. เสนอแนวคิดและรูปแบบการปฏิรูปประเทศไทยทุกมิติ ก่อนจะนำมาประมวลเป็นพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ไทยตามแนวทางของ คปท.ส่งให้ กปปส.ไปพิจารณา ส่วนกรณีศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ซึ่งมีแกนนำ คปท.รวมอยู่ด้วยนั้น หมายจับดังกล่าวไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหว คปท.จะเดินหน้าต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป หลังจากนี้ คปท.จะเคลื่อนไหวเชิงรุกมากขึ้น เน้นการเคลื่อนไหวกดดันหน่วยงานต่างๆ ที่สนับสนุน ศรส.

ระนองเล็งยึดศูนย์ราชการฯ

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ในจังหวัดต่างๆนั้น ที่ จ.ระนอง นายสุชีพ พัฒน์ทอง แกนนำ กปปส.ระนอง พร้อมชาวบ้าน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองระนอง อ.กระบุรี อ.กะเปอร์ อ.สุขสำราญ และ อ.ละอุ่น ร่วมกันประชุมเพื่อกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวเพื่อปิดสถานที่ราชการ นายสุชีพเผยว่า ในวันที่ 10 ก.พ. จะนำมวลชนไปปิดศูนย์ราชการจังหวัดระนอง ยกเว้นสถานพยาบาล ธนาคาร สถานศึกษา ศาลจังหวัด และสถานีตำรวจ เพื่อคงไว้ให้บริการและดูแลประชาชน

เย้ย “เหลิม” จ่อปิดหน่วยราชการต่อ

ด้านการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในวันที่ 5 ก.พ.นั้น เมื่อเวลา 10.00 น. ที่เวทีแยกศาลาแดง นายวิทยา แก้วภราดัย แถลงข่าวแนวทางการเคลื่อนไหวประจำวัน โดยนายวิทยากล่าวว่า ขณะนี้เวทีแยกศาลาแดงมีมวลชนจากภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง มารวมกัน 8,000 คน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงจัดแบ่งเป็นหมู่บ้านลาดพร้าว หมู่บ้านสวนลุมพินี และหมู่บ้านอนุสาวรีย์ชัยฯ อยู่ระหว่างลงทะเบียนมวลชน ที่ผ่านมามีการคุกคามทำร้ายผู้ชุมนุมหลายครั้ง แต่ตำรวจไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ แกนนำ กกปส.จะดำเนินคดีกับ สตช. และผู้ทำสำนวน ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งนี้เวทีแยกศาลาแดงรับผิดชอบปิดส่วนราชการ 7 แห่ง ส่วนใหญ่ปิดหมดแล้ว แต่ทราบว่าขณะนี้มีบางแห่งกลับมาเปิดทำการ จึงให้ตัวแทน กปปส.ไปตรวจสอบอีกครั้ง หากกลับมาเปิดทำการจะส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปปิดทันที นอกจากนี้ จะให้หน่วยเคลื่อนที่เร็วตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียงเวทีแยกศาลาแดง เพราะมีรายงานว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงพื้นที่ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นบ้านเล็กบ้านน้อย กปปส.จะส่งมวลชนไปรักษาความปลอดภัยให้ทันที

“สุเทพ” บอกใกล้เห็นน้ำตานายกฯ

ต่อมาเวลา 12.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัยว่า มาตรการปิด กทม.จะไม่ทำให้ธุรกิจประเทศเสียหาย โดยเฉพาะธุรกิจย่านสีลม จะให้แกนนำ กปปส.ปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวและพื้นที่การชุมนุมย่านสีลม ทั้งการสัญจรของพนักงาน และเส้นทางจราจรให้เข้าออกสะดวกมากขึ้น แต่อาจกระทบประชาชนย่านสีลมเล็กน้อย ถือเป็นการเสียสละเพื่อประเทศ การต่อสู้ครั้งนี้ขอยกย่องนักธุรกิจที่ออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ แต่น่าเห็นใจชาวนาทั่วประเทศ ถูกโกงผ่านโครงการรับจำนำข้าว โดยการผูกขาดซื้อขายข้าวของพวกพ้องระบอบ ทักษิณ ทำให้ขายข้าวไม่ทัน ค้างอยู่ 18 ล้านตัน ขาย 10 ปีก็ขายไม่หมด เมื่อชาวนาเดือดร้อนกลับเห็นน้ำตาชาวนาไม่มีความหมาย แต่เร็วๆนี้ประชาชนกำลังจะเห็นน้ำตาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ฝากถึงรัฐบาล หากแน่จริงควรไปกู้เงินตระกูลชินวัตร ดามาพงศ์ มาช่วยชาวนา อย่างไรก็ตาม ตนไม่สามารถ ไปช่วยเหลือชาวนาได้ จะกลายเป็นการเมืองไปปลุกระดมชาวบ้าน แต่หาก กปปส.ล้มระบอบทักษิณได้ จะใช้หนี้ให้ชาวนาทุกบาททุกสตางค์ พร้อมดอกเบี้ย เริ่มจากยึดทรัพย์ตระกูลชินวัตร 3-4 ราย คงได้เงินเป็นแสนล้านบาท มาใช้หนี้ให้ชาวนา

ย้ำเลือกตั้งโมฆะเปิดสภาไม่ได้

นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนผลการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. มี 63 เขต ไม่สามารถเลือกตั้งได้ ถือว่าขัดกฎหมาย และหลังเลือกตั้งภายใน 30 วัน ต้องเรียกประชุมมี ส.ส.ไม่น้อยว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้มี ส.ส.ไม่ถึง 475 คน ทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ไม่สมบูรณ์ เมื่อเปิดสภาไม่ได้ นายกฯ และ ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการ ต้องหยุดทำงาน หากทำหน้าที่ต่อไป ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ คนรับคำสั่งต้องรับผิดทั้งแพ่งและอาญา ทราบว่า ขณะนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศรส. ขอศาลให้ออกหมายจับ 19 คน ซึ่งการทำตามคำสั่งของผู้ไม่มีอำนาจ ต้องรับโทษทางแพ่งและอาญา การต่อสู้ครั้งนี้เดิมพันสูง หากรัฐบาลแพ้ ครม.ติดคุก จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ แต่ถ้าประชาชนแพ้ ต้องเป็นขี้ข้าระบอบทักษิณตลอดไป

ขู่ปิดออมสินฉุนปล่อยกู้รัฐบาล

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.เวทีศาลาแดง แถลงว่า ได้รับรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมีความพยายามบังคับให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาล 6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนา และคณะกรรมการผู้บริหารธนาคารออมสินกำลังประชุมพิจารณากันอยู่ ทำให้พนักงานธนาคารออมสินเกิดความอึดอัดใจ แจ้งให้กปปส.ไปปิดล้อม เพื่อไม่ให้กู้เงินในครั้งนี้ หากคณะกรรมการธนาคารออมสินมีมติให้กู้เงินดังกล่าว จะนำมวลชนไปปิดล้อมอีกครั้งในวันที่ 6 ก.พ.

จวก ศรส.เรียกแขกเนรเทศ “สาธิต”

ที่เวทีแยกปทุมวัน บรรยากาศการชุมนุมในช่วงเช้า มีกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ครั้งใหญ่ มีเจ้าหน้าที่สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. นำรถน้ำ และเจ้าหน้าที่มาช่วยทำความสะอาดรอบพื้นที่การชุมนุม โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า มีความห่วงใยกรณีที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ส่งหนังสือถึงสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงความผิดแกนนำ กปปส. เพราะ ศรส.ควรชี้แจงองค์กรระหว่างประเทศถึงกรณีความคืบหน้าหาตัวผู้ทำความผิดที่ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บจากความรุนแรง ส่วนที่ ศรส.ประกาศเนรเทศนายสาธิต เซกัล แกนนำ กปปส. ซึ่งเป็นนายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย ถือว่าไม่เหมาะสม เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกนักลงทุนต่างชาติ ทำลายหลักประกันที่ไทยมีต่อชาวต่างชาติ โดยไม่มีเหตุผล เพียงเพราะนายสาธิตขึ้นเวที กปปส. แต่ไม่เคยทำความรุนแรงต่อบ้านเมือง อยากถาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. มีอำนาจตามข้อกฎหมายที่จะเนรเทศนายสาธิตหรือไม่ รัฐบาลและ ศรส.พยายามเรียกแขก สร้างแรงกดดันไปยังต่างชาติ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะต่างชาติรับข้อมูลการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่ถูกต้องมากขึ้น

เล็งอุทธรณ์หมายจับ 19 แกนนำ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัยว่า การที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เบื้องต้น กปปส.ส่งทนายไปศาลอาญาเพื่อขออุทธรณ์หมายจับแล้ว ยืนยันว่าจะไปมอบตัว ไม่หนีไป แต่ขอขับไล่ รัฐบาลและระบอบทักษิณให้พ้นจากแผ่นดินไทยก่อนจึงไปมอบตัว การออกหมายจับนี้ไม่มีผลใดๆต่อมวลชนและ กปปส.จึงไม่ตกใจ แต่กลับดีใจจะได้มีแรงกระตุ้นให้จบเร็วขึ้น เพราะการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาลเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย

“เทือก” ส่งหนังสือถึง “ปู” ไล่พ้นเก้าอี้

ต่อมาเวลา 19.20 น. ที่เวทีปราศรัยแยกปทุมวัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล จากข้อมูลพบว่าวันที่ 2 ก.พ. มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 49 ล้านคน แต่คนไปใช้สิทธิ 19.6 ล้านคน น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เลือกตั้ง และมีบัตรเสีย 2.3 ล้านคน คนโหวตโน 3.3 ล้านคน สรุปว่า มีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 5.6 ล้านคน ต่อต้านรัฐบาล และที่มีความชัดเจนคือ วันนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 49 ล้านคน และมี 35 ล้านคนที่ไม่เอารัฐบาลและระบอบทักษิณ ส่วนกรณีที่นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ทำหนังสือให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ไม่สำเร็จ เพราะไม่ได้ทำพร้อมกันวันเดียวทั่วประเทศ จึงมีปัญหาว่า จะไม่มีรัฐบาลเกิดขึ้นแน่นอน ตนได้ทำหนังสือความเห็นทางกฎหมายของนางยินดีส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงนายสุรพงษ์ โตวิจักขณ์ชัยกุล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ครม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ใครดำเนินการต้องรับผิดชอบแพ่งและอาญา

เมินหมายจับฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 19 แกนนำ กปปส. ผิด พ.ร.ก. ต้องดูว่า วันที่ 6 ก.พ. ศาลแพ่งนัดไต่สวนกรณีนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ร้องว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมิชอบ ดังนั้นแม้จะจับกุมได้ก็ไม่มีโทษรุนแรง แต่ที่ข้องใจต้องถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์คือ เมื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว แต่เหตุใดกลับไม่จับนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ปลุกระดมคน 400 คน มาชุมนุมที่แยกหลักสี่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สรุปฝ่ายใดทำ แต่ตำรวจสรุปว่าเป็นของ กปปส. เห็นได้จากวันเกิดเหตุ ผกก.สน.ดอนเมือง แถลงว่านายวุฒิพงศ์ไม่เกี่ยว ทั้งที่นายวุฒิพงศ์อยู่ในรถตู้ มีอาวุธ ใช้สื่อวิทยุปลุกปั่น เหตุใดไม่จับ หรือนายวุฒิพงศ์เป็นเจ้านายคุณ รวมถึงขณะนี้มีการนำตัวนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่ถูกลอบยิงมารักษาตัวใน กทม. โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไปรับ แสดงว่านายขวัญชัยเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งใช่หรือไม่ จะตรวจสอบว่าใครเป็นคนสั่งให้ใช้เฮลิคอปเตอร์ครั้งนี้

ส่งซิก 7 ก.พ.ปิดหน่วยราชการอีก

นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ศรส. ท้าให้ไปชุมนุมที่หน้าศรส.นั้น จะไปแน่นอน ให้รอสักพัก ร.ต.อ.เฉลิมเป็นคนขี้ขลาดตาขาวที่สุด รวมทั้งกรณีที่จะเปิดสถานที่ราชการภายในวันที่ 6 ก.พ. จะรอดูว่า เปิดได้กี่แห่ง และวันที่ 7 ก.พ.จะดูว่า ปิดได้อีกกี่แห่ง ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ไปทำงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมเกณฑ์กำลังมาห้อมล้อมจำนวนมาก ขอให้อยู่ตรงนั้น หากออกมาเมื่อไรเสร็จทันที ขอให้พวกเราฟิตซ้อมร่างกายให้ดี เพราะกำลังออกแบบว่า จะชุมนุมใหญ่เมื่อใด อย่างไร แต่ตอนนี้เล่นงานทางกฎหมายเรื่องการเลือกตั้งก่อน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้