วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ของฝากจากเพื่อนบ้าน

ของฝากจากเพื่อนบ้าน

โดย น้าเมฆ
6 ก.พ. 2557 15:30 น.
  • Share:

ผมเคยอยู่คอนโดใจกลางเมืองมาก่อน ดูเหมือนจะสะดวกสบาย ไปไหนมาไหนรวดเร็ว สระว่ายน้ำและฟิตเนสก็มี ตามสไตล์โฆษณาคอนโดทุกที่ก็บอกทำนองนี้แหละครับ แต่พอกลับถึงคอนโดทีไรก็ต่างเข้าห้องใครห้องมัน ผมเคยอยู่เกือบสองปี รู้จักแค่ยามกับแม่บ้าน คนตรงข้ามห้องกับเพื่อนห้องข้างๆ ยังไม่รู้จักชื่อเลยด้วยซ้ำ

 เมื่อภรรยาคลอดลูกสักพัก ผมเห็นลูกนอนมองแต่เพดานในห้องสี่เหลี่ยม มันดูไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย พออยากจะให้เห็นธรรมชาติ ก็ต้องพาลงไปดูต้นไม้ที่ปลูกข้างๆ สระว่ายน้ำ และที่สำคัญปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอื่นที่นอกเหนือจากพ่อกับแม่มีน้อยเหลือเกิน ผมและภรรยาจึงตกลงใจย้ายจากคอนโดในเมืองมาอยู่หมู่บ้านที่ไกลออกมาหน่อยดีกว่า 

นับว่าเป็นโชคดีที่ผมอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ประมาณห้าสิบหลังคาเรือน ทำให้คนในหมู่บ้านรู้จักกันเกือบทุกคน พอมีงานในหมู่บ้านเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็มาร่วมงานกัน (หายากเหมือนกันนะครับที่จะมีเพื่อนบ้านแบบนี้ในกรุงเทพฯ) ผมมีเพื่อนบ้านประเภทขาประจำเจอกันทุกเย็นที่สวนหน้าหมู่บ้าน พอค่ำๆ ยุงมาก็แยกย้าย และมีเพื่อนบ้านบางคนที่ไม่ค่อยได้เจอ แต่พอพบกันทีไรก็ต้องคุยกันยาวทุกที

หนึ่งในเพื่อนบ้านนิสัยดีที่อยู่ถัดไปไม่กี่หลังคือ "ไอซ์ - ศรัณยู วินัยพานิช" หรือลูกชายผมเรียกว่า "พี่ไอซ์ จั๊ดจ๊าดาด๊า" (โอ้โห...เพลงชุดแรกๆ ของพี่เขาเลยลูกเอ๊ย) ไอซ์เป็นเพื่อนบ้านคนดังที่น่ารักมากครับ ติดดินและเป็นกันเองสุดๆ ถ้าวันไหนไม่มีงานไม่ไปคอนเสิร์ต เขาก็นั่งซักผ้าถูบ้านเอง หิวก็ออกไปกินข้าวที่ร้านหน้าปากซอย วันไหนคุณพ่อคุณแม่มาเยี่ยมจากชัยนาท ก็ยกโขยงออกไปกินข้าวทั้งครอบครัว

บ้านผมและไอซ์ถือว่าคุ้นเคยกัน เช่น เมื่อครั้งน้ำท่วมกรุงเทพฯ หรือต้องไปทำงานต่างประเทศ ไอซ์ก็จะฝากภรรยาผมดูบ้านให้ด้วย และคอยโทรเช็กเป็นระยะ เมื่อกลับจากต่างประเทศทีไรก็ต้องมีขนมมาฝาก และของฝากที่ผมชอบมากที่สุดคือ หนังสือนิทานจากประเทศญี่ปุ่น


แม้จะเป็น "Prince of Smile" หรือเจ้าชายแห่งรอยยิ้มของแฟนคลับชาวญี่ปุ่น อีกทั้งมีเพลงของตัวเองในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น แต่ไอซ์สารภาพกับผมว่า "พี่ครับ ผมเห็นพี่ทำหนังสือเด็ก ผมเลยซื้อหนังสือเด็กของญี่ปุ่นมาฝาก แต่ไอซ์อ่านไม่ออกนะ รู้แต่ว่าภาพมันสวยดี" ผมขอบคุณไอซ์และบอกไปว่า ภรรยาผมเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นระยะสั้นๆ น่าจะพออ่านได้บ้าง

 นิทานเล่มแรกนั้นได้มาสมัยลูกผมยังตัวกะเปี๊ยก ไอซ์บอกว่าดูภาพอบอุ่นดี ภรรยาผมแปลชื่อเรื่องเป็นไทยก็จะได้ความประมาณว่า "รักเธอมากที่สุด" เรื่องและภาพโดย ซูซุกิ มาโมรุ มีการพิมพ์ซ้ำถึง 14 ครั้ง ว้าว...ไอซ์เลือกหนังสือมาได้เก่งราวกับมีลูกเอง (เอ๊ะ หรือว่ามีแล้วนะ???)


ภาพประกอบเรื่องนี้น่ารักมากครับ เปิดไปทุกหน้าจะเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ โอบกอดเด็กน้อยอย่างอบอุ่น และมีคำพูดภาษาญี่ปุ่นประโยคสั้นๆ แปลความได้ว่า "ฉันรักเธอมากที่สุด" "ในโลกนี้ เธอเป็นคนสำคัญที่สุด" "ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป" "ไม่ว่าเมื่อไหร่จะเฝ้าดูแลเธอเสมอ" ฯลฯ เป็นถ้อยคำที่เด็กจะได้ยินจากปากของคุณพ่อคุณแม่ผู้เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านการพูดของสัตว์นานาชนิด


บางหน้าเพิ่มจินตนาการ โดยให้เด็กน้อยขี่เสือดาวและนั่งบนหัวไดโนเสาร์ เพื่อไปทุกๆ ที่ด้วยกัน


จากที่เห็นในนิทานเล่มนี้ ผมเชื่อว่านิทานคนญี่ปุ่นต้องการปลูกฝังความมั่นใจให้กับเด็กเล็กอย่างมั่นคงว่า เขาจะมีคนที่คอยรักเขาอยู่เสมอและจะไม่มีใครทอดทิ้งเขาไป หน้าท้ายๆ ใกล้จบจะเป็นเพื่อนๆ สัตว์เดินเข้ามากอดเด็กน้อยพร้อมกับพูดว่า "พวกเรารักเธอมากที่สุด" และหน้าสุดท้าย จะเป็นรูปแม่กอดเด็กน้อยและพูดว่า "ฉันรักเธอ รักเธอมากๆๆๆ มากที่สุดในโลก" นึกตามดูสิครับว่า เมื่อแม่อ่านให้ลูกจบแล้ว แม่ลูกญี่ปุ่นคู่นั้นคงกอดกันกลม...ซึ้งจัง


ปีต่อๆ มา ไอซ์ไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกหลายครั้ง และไม่ลืมที่จะซื้อนิทานจากญี่ปุ่นมาฝากเช่นเคย พอดูลายเส้นและลูกเล่น ผมว่าเจ๋ง เลยเอาไปให้ภรรยาช่วยแปลให้หน่อย ภรรยาบอกว่าเรื่องนี้ชื่อ "ลิง งิงงิงงิง" เรื่องและภาพโดย ทาโร่ โกมิ ซึ่งเป็นนักทำนิทานคนโปรดของผมเลย (ไอซ์ตาแหลมจริงๆ เขาบอกว่าดูภาพแล้วน่าจะตลกดี)


อย่างไรก็ตาม เล่มนี้ภรรยาผมแปลไม่ได้ทุกหน้า แต่รู้ว่าต้องเป็นการเล่นคำกับคำกริยาต่างๆ เมื่อภรรยาไม่ชัวร์ เราก็ต้องขยับขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น โดยให้คุณพ่อภรรยา (คุณตาของลูกหรือพ่อตาของผมนั่นเอง) ช่วยแปล คุณตาบอกว่าให้สังเกตอักษรตัวสุดท้ายของทุกคำ จะลงท้ายด้วยเสียง "รุ" ตั้งแต่ชื่อเรื่อง "ซารุ" แปลว่า ลิง และคำกริยาในเรื่องก็จะลงท้ายด้วย "รุ" ทั้งหมด อาทิ "เฮะรุ" แปลว่า หิวท้องกิ่ว  "นิรุ" แปลว่า ต้มอาหาร เป็นต้น


ในเรื่องเริ่มต้นด้วยคำว่า "ลิงหิว" พอหิวเจ้าลิงก็ออกไป "ตกปลา" ไป "ขุดแปลงผัก" 
ไป "ทำอาหาร" (สังเกตในภาพ ตัวอักษรตัวท้ายสุดจะเป็นตัวเดียวกันหมด)


จนท้ายที่สุด เจ้าลิงอวดผลงานอาหารที่อยู่ในชามข้าวและเผลอทำชามนั้นแตก (สมกับความเป็นลิงซุกซน) เจ้าลิงเลยต้องกลับไปเป็น "ลิงหิว" อีกรอบ นิทานเรื่องนี้จะเปิดอ่านซ้ำอีกกี่รอบก็ได้เพราะเป็นนิทานวนไม่รู้จบ ลูกชายผมชอบเรื่องนี้มาก แม้จะมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่เขาอ่านไม่ออก แต่เมื่อฟังคำแปลหรือดูแค่รูป เด็กๆ เขาจะมีจินตนาการและสนุกตามได้แล้วครับ

ครอบครัวของผมโชคดีที่มีเพื่อนบ้านน่ารักอย่างไอซ์ นิทานสองเล่มที่ไอซ์ให้กับลูกชายผม มีความหมายต่อครอบครัวผมมาก ขออวยพรให้เพลงชุดใหม่ "อยากโดนเป็นเจ้าของ" ขายดีมากๆ นะครับเจ้าชายแห่งรอยยิ้ม

น้าเมฆ

http://www.facebook.com/cloudbookfanpage

 

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้