วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เรียนรู้จากเพลงชาติสหรัฐฯ

เรียนรู้จากเพลงชาติสหรัฐฯ

โดย ซูม
6 ก.พ. 2557 05:00 น.
  • Share:

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงบรรยากาศพิธีร้องเพลงชาติก่อนที่ศึก “ซุปเปอร์โบว์ล 48” จะเริ่มขึ้นว่าเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ศักดิ์สิทธิ์และมีมนต์ขลังอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คนที่มาจากประเทศที่ผู้คนทะเลาะกันวุ่นวายอย่างผมรู้สึกอิจฉาอย่างบอกไม่ถูก

เขียนไปแล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า ก่อนการแข่งขันซุปเปอร์โบว์ลจะเริ่มขึ้น คนอเมริกันซึ่งมีการพนันอยู่ในสายเลือด ได้ตั้งหัวข้อการพนันที่เกี่ยวข้องกับซุปเปอร์โบว์ลเอาไว้หลายๆหัวข้อ

รวมทั้งหัวข้อที่ว่าผู้เล่นดังของทีมซีฮอว์กส์คนหนึ่งจะร้องไห้หรือไม่ในช่วงพิธีร้องเพลงชาติ ขอโทษที่ผมจำชื่อไม่ได้เสียแล้วว่าเป็นใคร เพราะอ่านข่าวผ่านๆมาหลายวันแล้ว

เหตุที่เขาตั้งหัวข้อนี้ไว้ก็เพราะผู้เล่นคนนี้แกมักจะเผลอร้องไห้ออกจอ ทีวีบ่อยๆเวลาลงแข่งขันในฤดูกาลปกติ

เขาก็เลยเอาเป็นประเด็นในการเล่นพนันเสียด้วยเลย ซึ่งไม่ทราบว่าในวันแข่งขันซุปเปอร์โบว์ล ผู้เล่นคนนี้จะร้องไห้หรือเปล่า? และผลการเล่นพนันในเรื่องนี้ลงเอยอย่างไร?

แต่สำหรับคนดูทั่วไป โดยเฉพาะที่นั่งอยู่ใกล้ๆกับแถวที่สื่อมวลชนนั่งทำข่าวอยู่นั้น ผมไม่เห็นมีใครร้องไห้

นอกเสียจากจะยืนด้วยความเคารพ ด้วยความซาบซึ้ง มุ่งมั่น และศรัทธาในเสียงเพลงชาติของเขาดังที่ผมเรียนไว้แล้ว

ขณะเดียวกันก็มีหลายๆคนทีเดียวที่ยกมือขึ้นมาทาบไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายซึ่งเป็นด้านของหัวใจ แสดงถึงการอุทิศชีวิตและจิตใจให้แก่เพลงชาติของเขา

ซึ่งแค่นี้ก็เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดีแล้วครับ ในความรักชาติของคนอเมริกันผ่านการร้องและฟังเพลงชาติ

ภาพเช่นนี้มิใช่จะเพิ่งเกิดในวันแข่งขันซุปเปอร์โบว์ลเท่านั้น แต่ได้เกิดขึ้นมานานนักหนาแล้ว แม้เมื่อตอนที่ผมมาเรียนหนังสือที่นี่เมื่อ45ปีก่อน ผมก็เห็นภาพนี้แล้วครับ

ทำให้ผมอดสงสัยมิได้ว่าเขาสามารถหล่อหลอมผู้คนของชาติเขาให้มีความรักต่อประเทศชาติถึงขนาดนี้ได้อย่างไร

ในที่สุดผมก็พบว่าการสร้างและหล่อหลอมวัฒนธรรมเช่นนี้ได้ด้วยระบบการศึกษาของเขานั่นเอง

การพร่ำสอนของครูบาอาจารย์ การสอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และระบอบประชาธิปไตยไว้ในตำราเรียนเหมือนๆกันทั่วประเทศ ทำให้เด็กๆของเขาสามารถรับมรดกในเรื่องนี้ไว้อย่างเต็มใจและส่งต่อไปถึงรุ่นหลังๆเป็นทอดๆ

ประกอบกับสังคมของเขาก็แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะการวางตัวอย่างสำรวมอย่างเคารพในทุกครั้งที่ได้ยินเพลงชาติ มีผลทำให้เด็กๆที่เรียนมาจากโรงเรียนและตำรารู้สึกได้ทันทีว่าสิ่งที่สอนกันในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เด็กๆ ก็จะพากันปฏิบัติตามและก็ถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่นต่อไปอีก

อย่างที่ผมเรียนไว้แล้วหลายครั้งว่าผมเองมิได้ชื่นชมรัฐบาลอเมริกันไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะนโยบายการยุ่งกับชาวบ้าน หรือการเป็นตำรวจโลกของเขา เป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยมาตลอด

แต่สิ่งที่ผมชื่นชมและปรบมือให้แก่สหรัฐฯอยู่เสมอๆก็คือ ระบบ ระบอบ และความสามารถในการสร้างคนของเขาให้รักชาติ เคารพกฎหมาย และเคารพประชาธิปไตย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงเส้นคงวาและทำได้ดีเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้เกิดจากการปลูกฝังและสั่งสอนผ่านโรงเรียนต่างๆทั้งสิ้น โดยมีสังคมหรือชุมชนรอบๆ ประพฤติปฏิบัติตามให้เด็กๆเห็นเป็นตัวอย่างควบคู่ไปด้วย

ในขณะที่ของเราดูเหมือนจะล้มเหลวกันไปหมด ทั้งในระบบโรงเรียนซึ่งไม่ทราบว่าสอนอะไรกันอยู่ในขณะนี้ และเมื่อออกมาสู่สังคมหรือชุมชนข้างนอก ก็เต็มไปด้วยคนไม่เคารพกฎหมาย ไม่เป็นประชาธิปไตย เอาแต่ใจตัวเอง

คงต้องกลับมาตั้งสติกันใหม่ และเริ่มต้นสร้างกันใหม่ได้แล้วครับ จะเรียกว่า “ปฏิรูป” หรือเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่เถิด คงจะต้องสังคายนาครั้งใหญ่กันเสียทีหนึ่ง

ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ในทำนอง “จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง” อย่างที่คุณนภาลัย ฤกษ์ชนะ ฝากกลอนไว้

หรือมิให้เกิดเหตุการณ์ในทำนองคนที่ฟังเพลงชาติไทยก็ฟังไปอย่างนั้นไม่เคยปฏิบัติตามเพลงชาติเลย

เนื้อร้องเพลงชาติไทยตอนหนึ่งระบุไว้ว่า “ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี” แต่ในความเป็นจริงเราสามัคคีกันหรือเปล่าหนอทุกวันนี้?

ผมถึงได้บอกว่าบางครั้งเราก็สักแต่ร้องเพลงชาติกันไปอย่างนั้นเอง แต่ไม่ปฏิบัติตามเนื้อร้องเพลงชาติที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งแม้แต่น้อย...ก็เลยทะเลาะกันไม่เลิก แม้จนวันนี้

 

“ซูม”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้