วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
TDRI อัดยับจำนำข้าว จี้รัฐ คายเงินคอร์รัปชัน-เร่งขายข้าว ใช้หนี้ชาวนา

TDRI อัดยับจำนำข้าว จี้รัฐ คายเงินคอร์รัปชัน-เร่งขายข้าว ใช้หนี้ชาวนา

  • Share:

TDRI แนะเร่งระบายข้าวหาเงินใช้หนี้ชาวนา-คายเงินคอร์รัปชัน ปลดล็อกปัญหาจำนำข้าว “สมเกียรติ” ประเมินปีนี้รัฐขายข้าวได้แค่ 10,000-15,000 ล้าน  “อัมมาร” อัดรัฐบาลเข้าตาจน ถูกกดดันทั้งกฎหมายเลือกตั้ง-เงินจำนำข้าว “นิพนธ์” หนุนใช้ใบประทวนยื่นกู้แบงก์ ให้รัฐเจรจาดึงแบงก์เข้าร่วม...

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.57 นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงโครงการรับจำนำข้าวว่า เป็นโครงการที่ล้มละลายตั้งแต่เริ่มโครงการ เพราะรัฐบาลรับซื้อแพงแต่กลับขายถูก ขณะเดียวกันแม้รัฐบาลจะนำข้าวบางส่วนไปขายเพื่อสร้างรายได้แต่มักจะมีปัญหา ขาดทุนตลอด โดยเชื่อว่าจุดที่รัฐบาลรับซื้อกับจุดที่รัฐบาลขายข้าวเป็นจุดที่มีทุจริต คอร์รัปชันมากที่สุด ทำให้เงินที่ได้มาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปดูโครงการนี้พบว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการไม่มีการทำบัญชีโครงการอย่างเป็นระบบ และหากทำบัญชีอย่างเป็นรูปธรรมพบว่า รัฐบาลมีภาระที่ต้องจ่ายเงินให้ชาวนาถึง 124,000 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้รัฐบาลจะขายข้าวได้เพียง 10,000-15,000 ล้านบาท นั่นหมายถึง รัฐบาลยังขาดเงินที่จะมาจ่ายชาวนาอีกนับแสนล้านบาท โดยรัฐบาลเตรียมหาเงินจากแหล่งต่างๆ มาหมุนเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง หรือการชะลอการขอกู้เงินของรัฐวิสาหกิจ เพื่อเปิดทางให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) มีเม็ดเงินไปกู้ ซึ่งพอจะทำให้หนี้โดยรวมของรัฐบาลไม่ใหญ่จนเกินไป

ประธานทีดีอาร์ไอยังกล่าวอีกว่า ปัญหาจริงๆ ของโครงการรับจำนำข้าวมีมากกว่าเรื่องการขาดสภาพคล่อง ซึ่งถ้าหากทำบัญชีแล้วย้อนกลับไปดูผลการดำเนินการที่ผ่านมาตลอดฤดูกาลปี 2554-2556 รัฐบาลได้ซื้อข้าวจากชาวนาโดยจ่ายเงินไปแล้วจำนวน 700,000 ล้านบาท แต่ขายข้าวได้เพียง 150,000 ล้านบาท  ยังขาดเงินกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องไปกู้ เพื่อนำมาใช้และเป็นการกู้จนเต็มวงเงิน ไม่สามารถกู้ได้อีกต่อไป โดยการดำเนินการในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าโครงการรับจำนำข้าวมีรายจ่ายมหาศาล แต่กลับสวนทางกับรายรับที่มีไม่มาก รวมทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การใช้งบประมาณมหาศาล การทำลายตลาดข้าวจากการที่รัฐบาลกลายเป็นผู้ผูกขาดการซื้อ-ขายข้าว จนทำให้ตลาดการส่งออกข้าวไทยเสียหายไปด้วย และที่สำคัญโครงการนี้ไม่สามารถช่วยชาวนาได้อย่างยั่งยืน  
ขณะที่ นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นการคอร์รัปชันแบบมีใบเสร็จ และเป็นกระบวนการคอร์รัปชันที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะในกระบวนการขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด และมีการออกใบเสร็จการขายโดยรัฐบาล ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยม (populism) ของพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียง เพื่อหวังผลคะแนนเสียงประชาชนในระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว โดยขณะนี้รัฐบาลตกอยู่ในภาวะตันในทุกๆ ด้าน ทั้งกฎหมายเลือกตั้งและไม่มีเงินที่จะมาจ่ายหนี้แก่ชาวนา หรือเรียกว่าเข้าตาจน แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะอยู่ในภาวะล้มละลาย เนื่องจากรัฐบาลมีข้าวที่ขายไม่ออก ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินมหาศาลในระยะสั้น ที่สามารถนำมาแปลงเป็นเงินได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว รัฐบาลอาจล้มละลายได้เพราะข้าวที่เก็บในโกดัง นานๆ ก็จะเสื่อมคุณภาพ ทางออกที่รัฐบาลสามารถทำได้ในขณะนี้คือ การนำข้าวออกมาขาย เป็นอีกหนทางที่รัฐบาลจะมีเงินสดมาจ่ายหนี้สินให้ชาวนาในขณะนี้

“หากคนของรัฐบาลยอมคายเงินคอร์รัปชัน  ที่ดึงไปจากกระบวนการขายข้าว จำนวนหลายหมื่นล้านบาท เชื่อว่ารัฐบาลจะมีเงินสมทบอีกก้อน ที่สามารถนำมาจ่ายหนี้แก่ชาวนาได้ และสิ่งที่รัฐบาลต้องทำในเวลานี้คือควร ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว กลับไปสู่ระบบเดิม ซึ่งจะช่วยลดกระบวนการคอร์รัปชัน ไม่เช่นนั้นอาจนำมาซึ่งความหายนะได้”

ด้าน นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า หากรัฐบาลยังยืนกรานที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวอีก สถานะในการส่งออกข้าวของประเทศไทยจะตกต่ำและเป็นการเปิดทางให้เวียดนามและอินเดีย ครองแชมป์ส่งออกข้าว ในขณะที่ ผู้ส่งออกข้าวของไทยเริ่มผันตัวไปทำธุรกิจในต่างประเทศบ้างแล้ว ส่วนผลกระทบในประเทศที่กำลังประสบปัญหาในขณะนี้ คือ ชาวนายังไม่ได้เงิน ราคาข้าวตก แสดงให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการอย่างไม่มีระบบของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม นายนิพนธ์ เห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในโครงการจำนำข้าวที่แกนนำเกษตรกร จ.พิจิตร นำเสนอให้ชาวนานำใบประทวนข้าวที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ออกให้ไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่น โดยรัฐบาลจะต้องไปเจรจากับสถาบันการเงินทั้งหมดให้เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ไม่ขัดต่อกฎหมายขณะอยู่ระหว่างรัฐบาลรักษาการ

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไปขอร้องสถาบันการเงินให้เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นอีกวิธีที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทีดีอาร์ไอเห็นตรงกันว่า แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ชาวนาไม่ได้รับเงินจากการขายข้าวให้รัฐบาล แต่สิ่งนี้คือบทเรียนราคาแพงที่จะทำให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไป ที่จะเข้ามาบริหารประเทศตระหนักถึงหนทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาตลาดการส่งออกข้าวที่มีคุณภาพโดยการช่วยเหลืออาชีพชาวนาได้อย่างยั่งยืนและจริงจัง ด้วยการทำให้ชาวนาสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ดีและมีคุณภาพ ทำให้ขายได้ราคาดีตามกลไกของตลาดที่มีอยู่ นั่นคือรัฐบาลต้องพัฒนาการเพิ่มผลผลิตข้าว ด้วยโครงการวิจัยและการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ข้าวไทยกลับมาผงาดอีกครั้งกับการส่งออกข้าวในเวทีระดับโลก.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้