วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สตง.แนะยุติรับจำนำข้าว จี้เยียวยาชาวนาที่ยังไม่ได้เงิน-เร่งส่งข้อมูลปิดบัญชี

สตง.แนะยุติรับจำนำข้าว จี้เยียวยาชาวนาที่ยังไม่ได้เงิน-เร่งส่งข้อมูลปิดบัญชี

  • Share:

สตง.ส่งหนังสือถึง “ยิ่งลักษณ์” เสนอแนะให้ทบทวนและยุติการรับจำนำข้าวพร้อมจี้ออกมาตรการเยียวยาชาวนาที่ได้รับเงินล่าช้า และเร่งรัดให้รายงานผลดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ จัดทำรายงานปิดบัญชีส่งให้ สตง.ตรวจสอบและเผยแพร่สาธารณะโดยด่วน เตือน “กิตติรัตน์” หาเงินทุนมาจ่ายชาวนาต้องทำตามกฎหมาย หากไม่ถูกต้องผู้อนุมัติต้องรับผิดชอบ!! ขณะที่ สบน.จ่อเปลี่ยนเงื่อนไขกู้เงิน 1.3 แสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ให้ข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ให้พิจารณาทบทวนและยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป

โดยอาจพิจารณาใช้แนวทางการช่วยเหลือในลักษณะอื่นแทนตามความเหมาะสม เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตและให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรยากจนหรือมีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก

เร่งเยียวยาผลกระทบชาวนา

ส่วนกรณีการจ่ายเงินจำนำล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบและความเสียหายต่อเกษตรกร ให้พิจารณาจ่ายเงินจำนำให้แก่เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนที่ถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบและความเสียหายให้แก่เกษตรกรด้วย รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล เพื่อจัดทำรายงานปิดบัญชีและรายงานผลการดำเนินงานทุกโครงการตั้งแต่ปีการผลิต 47/48 เป็นต้นมา ส่งให้ สตง.ตรวจสอบและเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การบริหารจัดการข้าวตั้งแต่การผลิตจนถึงการจำหน่ายมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควรให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาการผลิตข้าวที่แท้จริง คือ ปัญหาด้านการผลิตและการตลาดควบคู่กับการดำเนินโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามนโยบายรัฐบาล โดยให้มีการบูรณาการแก้ไขปัญหาการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบครบวงจร ภายใต้กิจกรรมสนับสนุนของรัฐ การยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตข้าวไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงและส่งเสริมการพัฒนาตลาด การวิจัย

พบจุดอ่อนเสี่ยงทุจริตทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ สตง.ได้ระบุว่าได้ตรวจสอบการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลตั้งแต่ปีการผลิต 54/55 เป็นต้นมา พบว่ามีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรจนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนำไปสู่การสวมสิทธิ์การจำนำและการทุจริตในโครงการ โดย สตง.ได้สรุปประเด็นปัญหาและความเสี่ยงสำคัญแจ้งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดพิจารณาเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงการดำเนินงานโครงการ ตามหนังสือที่เคยแจ้งถึงนายกรัฐมนตรี มาแล้ว 3 ฉบับ โดย สตง.ระบุว่าผลกระทบจากโครงการ ก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินและเกษตรกร ความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ และไม่เกิดการพัฒนาการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีผลขาดทุนสูงมาก จากการรายงานผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตร โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล พิจารณาจากผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 54/55 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี การผลิต 55/56 (ครั้งที่ 1) พบว่า สิ้นสุดวันที่31 พ.ค. 56 มีผลขาดทุน 332,372.32 ล้านบาทและขาดทุนสูงกว่ายอดการปิดบัญชีสิ้นสุด 31 ม.ค.56 (ซึ่งมีผลขาดทุน 220,968.78 ล้านบาท) จำนวนมากถึง 111,403.54 ล้านบาท ชี้ให้เห็นแนวโน้มผลการขาดทุนที่สูงขึ้น

ขาดทุนหนัก–หนี้ท่วม–การคลังเสี่ยง

ทั้งนี้ หากการระบายข้าวคงเหลือในคลังสินค้ากลาง ได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และล่าช้าจะส่งผลทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพและมีมูลค่าลดลง รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาเก็บรักษาไว้ เช่น ค่าเช่าคลังสินค้ากลาง ค่าใช้จ่ายรมยารักษาคุณภาพข้าว ทั้งนี้ ณ 31 พ.ค. 56 ตามรายงานผลการปิดบัญชีโครงการตั้งแต่ปี การผลิต 54/55 จนถึงปีผลิต 55/56 (ครั้งที่ 1) มีปริมาณข้าวสารคงเหลือในคลังสินค้ากลางรวม 13,001,470.58 ตัน ซึ่งจะส่งผลให้โครงการมีผลขาดทุนเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลต้องรับผิดชอบผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด รวมทั้งภาระเงินต้นและดอกเบี้ยจากเงินกู้

ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่นำใบประทวนสินค้ามาจำนำโครงการล่าช้า เพราะมีเงินทุน หมุนเวียนไม่เพียงพอ เนื่องจากรัฐบาลระบายข้าวล่าช้ามาก โดยพิจารณาจากผลการระบายข้าว ตามแผนการระบายข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 54/55 และ 55/56 จำนวน 220,415 ล้านบาท ซึ่งเมื่อถึงวันที่ 30 ก.ย. 56 พบว่า สามารถระบายข้าวได้จำนวน 128,373 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58.24% ของแผนการระบายข้าว หากรัฐบาลยังไม่สามารถระบายข้าวเพื่อนำเงินมาใช้หมุนเวียนในโครงการอาจจะต้องกู้เงินเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ รวมทั้งก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินจากการจำนำข้าว

ขณะเดียวกัน สตง.ได้ทำหนังสือถึงนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาการจ่ายเงินให้ชาวนาล่าช้า โดยระบุว่า การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต56/57 จากแหล่งใดๆ ก็ตามจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ขัดหรือแย้งต่อบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องโดยเคร่งครัด และรอบคอบ เพราะหากการดำเนินการดังกล่าวเข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาดโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ปรากฏว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้อง ผู้อนุมัติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

สบน.จ่อเปลี่ยนเงื่อนไขการ กู้เงิน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่า การยกเลิกการชี้แจงเงื่อนไข และรายละเอียดในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน มาทำโครงการรับจำนำข้าว 130,000ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันกับสถาบันการเงิน 34 แห่งนั้น มีสาเหตุจาก สบน. เตรียมเปลี่ยน แปลงรูปแบบการกู้เงินใหม่ ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารพาณิชย์ให้เข้ามาร่วมปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าว

จากเดิมได้กำหนดเงื่อนไขในการกู้เงิน โดยให้เปิดประมูลสินเชื่อแบบมีระยะเวลา และกำหนดเวลาการกู้ยืม 15 เดือน กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ธนาคารพาณิชย์กลัวผิดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถสร้างภาระหนี้ได้ ดังนั้นจึงปฏิเสธเข้าร่วมการประมูล จนการเปิดประมูลลอตแรกวันที่ 30 ม.ค. 57 ในวงเงิน 20,000 ล้านบาทต้องล้มไป.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้