วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ธีระชัย' ลั่น 'กิตติรัตน์' รับผิดชอบแทน ธ.ก.ส.ไม่ได้หากกู้จำนำข้าวผิด ก.ม.

'ธีระชัย' ลั่น 'กิตติรัตน์' รับผิดชอบแทน ธ.ก.ส.ไม่ได้หากกู้จำนำข้าวผิด ก.ม.

  • Share:

"ธีระชัย" เตือนผู้บริหาร ธ.ก.ส. เสี่ยงทำผิดกฎหมาย กรณีประมูลเงินกู้จำนำข้าว 1.3 แสนล้าน ลั่น "รมว.คลัง" ไม่สามารถคุ้มครองความเสี่ยงให้ ธ.ก.ส.ได้ ในขณะที่ สตช.ร่อนหนังสือฉะแหลกโครงการจำนำข้าวไม่โปร่งใส พร้อมเสนอนายกฯ พิจารณาทางออก 4 แนวทาง...

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า Thirachai Phuvanatnaranubala โดยระบุว่า นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่สามารถคุ้มครองความเสี่ยงให้กับ ธ.ก.ส. ได้ โดยในช่วงปลายเดือน ม.ค. ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ทำบันทึกราชการ โต้แย้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการหาเงินกู้ 1.3 แสนล้าน ให้ ธ.ก.ส. จ่ายค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนาว่ามีความเสี่ยงจะผิดกฎหมาย โดยบันทึกดังกล่าว เป็นวิธีที่ข้าราชการจะสามารถปกป้องตนเอง คือทำความเห็นแย้ง ยื่นเสนอให้ผู้บังคับบัญชาให้ทบทวน หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเดินหน้าต่อไปก็ต้องใช้อำนาจในตำแหน่งของตนสั่งการยืนยัน ซึ่งวิธีนี้ ข้าราชการกระทรวงการคลังไม่ต้องรับผิด หากเกิดความเสียหายขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว แต่วิธีนี้ ไม่สามารถคุ้มครองผู้บริหาร ธ.ก.ส. ได้

โดยสาเหตุที่กฎหมายให้ความคุ้มครองข้าราชการกระทรวงการคลังในกรณีดังกล่าวได้ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง เมื่อใช้อำนาจสั่งให้ทำ ข้าราชการก็ต้องทำ ถึงแม้รู้ว่าอาจจะผิดกฎหมาย ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบ ในขณะที่กฎหมายไม่ได้คุ้มครองผู้บริหาร ธ.ก.ส. เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา ธ.ก.ส. เป็นเพียงประธานคณะกรรมการ ในขณะที่ ธ.ก.ส. มีคณะกรรมการธนาคารเป็นของตนเอง มีความเป็นอิสระ ภายใต้ดุลยพินิจของคณะกรรมการธนาคาร ดังนั้น ถ้าเห็นว่ามีความเสี่ยงผิดกฎหมาย ธ.ก.ส. สามารถปฏิเสธได้ เพราะหากดำเนินการทั้งทีี่รู้ว่าเสี่ยงผิดกฎหมาย ธ.ก.ส. ต้องรับผิดชอบเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือแจ้งรัฐบาล เกี่ยวกับปัญหาโครงการจำนำข้าวตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 54/55 ว่ามีความเสี่ยงไม่โปร่งใส และน่าเชื่อว่ามีการทุจริตสูง โดยมีผลการดำเนินงานขาดทุนจำนวนหลายแสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องรับผิดชอบตั้งงบประมาณชดเชยผลการขาดทุน และภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด ทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินและเกษตรกร เกิดความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ และขาดความยั่งยืนในการพัฒนาการผลิตข้าว ในขณะที่การทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ สนับสนุนว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง ที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐได้รับมอบหมายจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่มีการส่งออกข้าวออกนอกราชอาณาจักรจริง

ทั้งนี้ สตง. จึงมีข้อเสนอแนะขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (สตง.) พิจารณาใน 4 แนวทาง ซึ่งประกอบด้วย 1. พิจารณาทบทวนและยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการหรือแนวทางการช่วยเหลือในลักษณะอื่นแทน  2. พิจารณาจ่ายเงินจำนำตามโครงการให้แก่เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องตลอดจน ขั้นตอนการดำเนินงานที่ถูกต้องครบถ้วน 3. การรายงานผลการดำเนินงานโครงการ ในทุกโครงการตั้งแต่ปีการผลิต 2547/48 เป็นต้นมา ส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว และ 4. ควรให้ความสำคัญต่อปัญหาด้านการผลิตและปัญหาด้านการตลาด และยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตสินค้าข้าวไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงและส่งเสริมการพัฒนาตลาด.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้