วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อภินิหารน้ำมันไทย แพงตามกลไกตลาด

อภินิหารน้ำมันไทย แพงตามกลไกตลาด

โดย
4 ก.พ. 2557 05:00 น.
  • Share:

ข้อฉงนสงสัย...ทำไม? การกำหนด ราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นของไทยจึงใช้เกณฑ์อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อ ขายกันในตลาดโลกซึ่งตั้งอยู่ที่สิงคโปร์

ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า เหมือนกับลักษณะเดียวกับการซื้อขายอุปโภคบริโภคอื่นๆ เช่น การอ้างอิงราคาซื้อขายดอกไม้ ที่ปากคลองตลาด ราคาผลไม้ที่ตลาดไท หรือการอ้างอิงราคาข้าวที่ท่าข้าวกำนันทรง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นตลาดกลางการส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด ดังนั้น...ต้นทุนในการนำเข้า จึงเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดที่โรงกลั่นไทยต้องแข่งขันด้วย

“หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นของไทยไม่ได้อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในการผลิตและการจัดหาของประเทศ เพราะหากไทยกำหนดราคาน้ำมันเอง เมื่อใดที่ราคาในประเทศต่ำกว่าราคาที่ตลาดสิงคโปร์จะทำให้โรงกลั่นนำน้ำมันส่งออกไปขาย เพราะจะได้ ราคาสูงกว่า อาจทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้...”


และ...เมื่อใดที่ราคาในประเทศสูงกว่าสิงคโปร์ บริษัทน้ำมันก็ต้องอยากนำเข้าจากตลาดสิงคโปร์และไม่ซื้อจากโรงกลั่นในประเทศ ซึ่งทั้ง 2 กรณีในที่สุดแล้วราคาก็จะกลับสู่จุดสมดุล...ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด

ต้องย้ำว่า “ราคาน้ำมันสำเร็จรูปของไทย” ไม่ได้ขึ้นกับแหล่งวัตถุดิบที่นำมากลั่นแต่อย่างใด โดยประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 80

โครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมัน จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักคือ เนื้อน้ำมัน ค่าการตลาด และภาษีกับกองทุนฯ ที่รัฐเป็นคนจัดเก็บ ซึ่งส่วนที่ 3 นั้นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ซึ่งหากรัฐไม่เก็บภาษีและกองทุนฯ ส่วนนี้ ราคาน้ำมันย่อมลดลง แต่รัฐก็จะขาดรายได้เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ

ประเด็นสงสัย...ค่าการตลาดบ้านเราอยู่ที่ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าบางประเทศเป็นเท่าตัว ในปี 56 ค่าการตลาด ปตท.เฉลี่ยอยู่ที่ 1.41 บาทต่อลิตร ดร.ไพรินทร์ บอกว่า เงินส่วนนี้ยังไม่ใช่กำไรจากการขายน้ำมัน เพราะต้องนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และยังต้องไปแบ่งกันระหว่างบริษัทผู้ค้าน้ำมันและเจ้าของสถานีบริการ

กำไร ปตท. ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับบริษัทน้ำมันระดับโลก ซึ่งกำไร ปตท.นำส่งรัฐตั้งแต่การแปรรูปปี 2544-2555 เป็นมูลค่าถึง 523,687 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วประเทศ และนำไปลงทุนสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมๆกับดำเนินโครงการเพื่อสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เช่น โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ โครงการศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน สิรินาถราชินี โครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาและโรงเรียนวิทยาศาสตร์กลุ่ม ปตท. พื้นที่ภาคตะวันออก ฯลฯ เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต

ดร.ไพรินทร์ หยิบตัวเลขมาให้ดูกันชัดๆ กำไร ปตท.ก่อนหักภาษี (EBT) ในปี 2555 อยู่ที่ 172,132 ล้านบาท โดย 89,484 ล้านบาท หรือ 51.9%...นำไปใช้ในการลงทุนสร้างความมั่นคงทางพลังงานและชำระหนี้สินระยะยาว...45,516 ล้านบาท หรือราว 26.4% นำส่งรัฐในรูปของภาษีเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ

24,644 ล้านบาท หรือ 14.3%...นำส่งรัฐในรูปของเงินปันผลของกระทรวงการคลังและกองทุนวายุภักษ์ และ 12,488 ล้านบาท ราว 7.2% นำไปจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ... “ความจริงปิโตรเลียมไทยที่คนไทยควรรู้” ประเด็นสัมปทานที่แก้ไขในสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ปรับปรุงอัตราการจัดเก็บค่าภาคหลวงเป็นแบบขั้นบันไดคือ 5-15%...ในปี 2532 มีการจัดเก็บจริงได้แค่ 7% ซึ่งสวนทางกับทั่วโลกที่เก็บสูงขึ้น

กฎหมายปิโตรเลียมไทย ประกอบด้วย พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งได้มีการแก้ไขปรับปรุงรวม 5 ครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และแก้ไขข้อขัดข้องในการดำเนินการประกอบกิจการปิโตรเลียม โดยเป็นการแก้ไขในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2532 ซึ่งแก้ไขครั้งใหญ่ในกติกาและเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น

เช่น เรื่องพื้นที่ ระยะเวลาในการสำรวจและผลิต รวมถึงส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่รัฐและผู้รับสัมปทานจะได้รับ โดยการแก้ไขดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนอัตราการจัดเก็บค่าภาคหลวงจาก 12.5% ซึ่งใช้บังคับสำหรับผู้รับสัมปทานที่อยู่ในระบบที่เรียกว่า Thailand I มาเป็น 5-15%

สำหรับระบบใหม่ที่เรียกว่า Thailand III ยังคงเก็บภาษีปิโตรเลียมในอัตราเดิม และเพิ่มเติมการจัดเก็บผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (SRB) เข้ามาในกรณีที่มีกำไรรายปีเกินสมควร (windfall profit)

ระบบ Thailand III เป็นระบบที่ปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า เพื่อส่งเสริมให้แหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กสามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้ ดังจะเห็นได้จากการมีแหล่งปิโตรเลียมจำนวน 15 แหล่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งขนาดเล็กที่กำลังผลิตปิโตรเลียมอยู่ในปัจจุบัน

หากพิจารณาอัตราการจัดเก็บค่าภาคหลวงที่เก็บได้จริงของทุกแปลงภายใต้ระบบนี้ ณ สิ้นปี 2555 จะคิดเฉลี่ยได้ในอัตรา 12% ซึ่งยังไม่รวมผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษที่จะเก็บ ในอัตรา 0–75% และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่จะจัดเก็บในอัตรา 50% ของกำไรสุทธิ

ดร.ไพรินทร์ บอกอีกว่า ระบบสัมปทานเป็นระบบที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยง ผู้รับสัมปทานลงทุนเองทั้งหมด หากไม่พบปิโตรเลียมหรือพบแต่ไม่สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ ก็ต้องคืนพื้นที่ให้รัฐ หากพบก็ทำการผลิต ต้องเสียค่าภาคหลวงตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด

อีกระบบที่ทำกันก็คือ “ระบบสัญญา” ซึ่งจะกล่าวเฉพาะระบบแบ่งปันผลผลิต ระบบที่เจ้าของประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรเปิดให้บริษัทเข้ามาทำสัญญาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงที่กำหนด หากไม่พบหรือพบแต่ไม่สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ ก็ต้องถอนตัวและสูญเงินลงทุนทั้งหมด

การหักค่าใช้จ่ายการลงทุนในระบบนี้จะทำได้เมื่อมีการผลิตแล้วเท่านั้น มักกำหนดไว้ที่ร้อยละ 20–50 ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในปีนั้นๆ...รายได้ที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้วจะถือเป็น “กำไร” และจะถูกแบ่งออกเป็น 50:50 หรือรัฐได้มากกว่าในสัดส่วน70:30

เมื่อบริษัทมีกำไรอีกหลังจากนี้แล้ว ก็ต้องเสียภาษีเงินได้ราวๆร้อยละ 30-40 อีกต่อหนึ่ง สรุปแล้ว...ไม่ว่าเป็นระบบใด การแบ่งผลประโยชน์จะได้มาก...ได้น้อย ขึ้นอยู่กับขนาดและศักยภาพของแหล่งทรัพยากรนั้น

ถึงตรงนี้ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ย้ำว่า ปตท. ในปัจจุบันเป็นบริษัทพลังงานที่ดำเนินงานตามนโยบายรัฐ และถูกกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ทั้งในฐานะรัฐวิสาหกิจและบริษัทมหาชน จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานป.ป.ช. และ กลต. เป็นต้น ดังนั้นการดำเนินงานของ ปตท. จึงเป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้

“ก่อนที่จะมีการปฏิรูปพลังงาน เราควรปฏิรูปความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องพลังงาน เพื่อให้การปฏิรูปพลังงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้