วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้ายเมืองหลวงแก้เคล็ดดีไหม

ย้ายเมืองหลวงแก้เคล็ดดีไหม

  • Share:

การเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์ ก็ผ่านไปอย่างไม่ค่อยเรียบร้อย แม้จะไม่มีการนองเลือด แต่การยิงกันสนั่นหวั่นไหวที่สี่แยกหลักสี่ เหมือนกรุงเทพฯตกอยู่ในแดนมิคสัญญี ก็คงทำให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลง นอกเหนือจากผู้ที่ไม่ประสงค์จะไปเลือกตั้งผมก็ได้แต่ภาวนาขออย่าให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกเลย

แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็ประกาศผลการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะมีหน่วยเลือกตั้งจำนวนมากที่เลือกตั้งไม่ได้ เฉพาะในกรุงเทพฯก็มี 500 กว่าหน่วย และภาคใต้อีกหลายจังหวัด

ประเทศไทยวันนี้จึงตกอยู่ในสภาพ “ถูกแช่แข็ง” จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ จะเปิดสภาก็ไม่ได้ จะตั้งรัฐบาลก็ไม่ได้ จะลงทุนพัฒนาประเทศก็ไม่ได้ มีแต่รัฐบาลรักษาการไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะเลือกตั้งได้ ส.ส.ครบ 475 คนจาก 500 คน หรือ 95% ซึ่งไม่รู้จะได้ครบเมื่อไหร่ เพราะ กกต.คาดว่า อาจจะต้องใช้เวลา 4–6 เดือนจึงจะเลือกตั้งได้ครบ ก็หมดไปครึ่งปีพอดี

เวลานี้ เกจิการเมือง เกจิการเศรษฐกิจ ต่างก็มองว่า คงไม่สามารถมีรัฐบาลได้อีกหลายเดือน  แต่หากยืดเยื้อออกไป ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง มีการประเมินกันว่า ถ้าพ้นครึ่งปีแรกไปแล้วยังไม่ได้รัฐบาล เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจดิ่งลงไปเหลือร้อยละ 1.5–2.2  จากที่เคยคาดว่าจะโต ได้ร้อยละ 4-5

เห็นประเทศไทยที่แตกแยกในวันนี้แล้ว ผมก็คิดถึง “พม่า” ประเทศ เพื่อนบ้านที่เคยล้าหลังไทยจนไม่เห็นฝุ่น แต่วันนี้พม่ากลับก้าวกระโดดแซงหน้าไทยไปหลายด้านในเวลาเพียงไม่กี่ปี จนกลายเป็นประเทศเนื้อหอมที่ต่างชาติรุมตอม

ภาพลักษณ์พม่าวันนี้ดีกว่าไทยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ผู้นำ ภาพลักษณ์การพัฒนาประชาธิปไตย ภาพลักษณ์การลงทุน ฯลฯ ทำให้เงินทุน หลั่งไหลไปพม่ามากมาย แม้แต่นักลงทุนไทยที่เบื่อหน่ายการคอร์รัปชันอย่างมูมมามของนักการเมืองไทย ก็หนีไปลงทุนพม่า

สาเหตุที่พม่าเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ว่ากันว่าเป็นเพราะ พลเอกตานฉ่วย ผู้นำสูงสุดพม่าตัดสินใจ “ย้ายเมืองหลวง” จาก “กรุงย่างกุ้ง” ไปยัง “กรุงเนปิดอว์” เมื่อปี 2548 เมื่อ 9 ปีก่อน ตามคำแนะนำของโหรประจำตัวว่า ถ้าย้ายเมืองหลวงแล้วพม่าจะดีขึ้นในทุกด้าน  เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในหลายที่และในที่สุดคำทำนายของโหรก็เป็นจริง

ในอดีตพม่าก็มีเมืองหลวงหลายแห่ง เช่น พุกาม อังวะ ตองอูหงสาวดี ในประวัติศาสตร์พม่ากับไทยว่ากันว่า ทุกครั้งที่กษัตริย์พม่าย้ายเมืองหลวงไปตั้งอยู่ที่กรุงหงสาวดี ก็จะทำให้กรุงศรีอยุธยาอ่อนแอ และ พม่าก็จะยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา จนในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็แตกพ่ายแก่พม่าในยุค หงสาวดี เป็นเมืองหลวง

มาเลเซีย ก็เช่นเดียวกัน สมัยที่ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ มาเลเซียก็ล้าหลังไทย จน ดร.มหาเธร์ ต้องขอมาดูแผนพัฒนาประเทศไทยในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังโชติช่วงชัชวาล หลังจากนั้น ดร.มหาเธร์ ก็ตัดสินใจ ย้ายหน่วยงานราชการทั้งหมด  อาทิ ทำเนียบนายกฯ กระทรวง ต่างๆ  ออกจาก กรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปสร้างใหม่ที่ เมืองปุตราจายา จากนั้นมาเลเซียก็เจริญเอาๆ จนแซงหน้าไทยไปหลายช่วงตัวในเวลานี้

ประเทศไทยในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ ก็มีการวางแผนจะ ย้ายเมืองราชการ ไปอยู่ที่ เขาตะเกียบ ฉะเชิงเทรา ทำกันจนถึงขั้นออกแบบผังเมืองใหม่กันไปแล้ว แต่พอหมดยุค พล.อ.ชวลิต ทุกอย่างก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก

วันนี้ ประเทศไทยเรียกได้ว่าบอบช้ำที่สุดแล้ว ผมว่ามาลองคิดกันใหม่ดีไหม ย้ายหน่วยงานราชการออกจากกรุงเทพฯให้หมด ตั้งแต่ ทำเนียบ กระทรวง ทบวง กรม  เหมือนกับ มาเลเซีย โดยไม่ย้ายเมืองหลวงเหมือนพม่า นอกจากจะช่วยให้กรุงเทพฯที่แออัดมากดีขึ้นแล้ว ยังอาจจะช่วย “แก้ดวงประเทศ” ทำให้การเมืองและบ้านเมืองดีขึ้นด้วย เหมือน “พม่า” ที่ย้ายเมืองหลวงจาก กรุงย่างกุ้ง ไปอยู่ กรุงเนปิดอว์ ก็ดีวันดีคืนทุกอย่าง เรื่องอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้