วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไทยใกล้เป็นรัฐล้มเหลว

ไทยใกล้เป็นรัฐล้มเหลว

  • Share:

ผมได้รับจดหมายจากคุณชูเกียรติ ชูโต ท่านเล่าเรื่อง ‘ประเทศไทย : ใกล้ล้มเหลว’ ไว้อย่างน่าสนใจ ผมขออนุญาตนำบางตอนมารับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพกันครับ

“นครหลวงประเทศไทยเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องใหญ่โต รถยนต์หรูหราราคาแพงวิ่งขวักไขว่ สินค้าและอาหารยี่ห้อดังจากทั่วทุกมุมโลกปรากฏโฉมอยู่ในศูนย์การค้าขนาดมหึมายามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงสีสว่างไสวตระการตาจากแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ผู้คนต่างมีอุปกรณ์ทันสมัยรุ่นล่าสุดอยู่ในมือ แต่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ยังมีการกล่าวถึงประเทศไทยว่า ‘ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา’ แถมจัดให้เรามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นประเทศล้มเหลวอีกด้วย

พ.ศ.2547 Fund for Peace หรือกองทุนเพื่อสันติภาพที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯและนิตยสารนโยบายต่างประเทศของกองทุนคาร์เนกี้ ได้เริ่มจัดทำโครงการ Failed State Index ดัชนีรัฐชาติล้มเหลว โดยสรุปจากการศึกษาภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ของ 148 ประเทศ ดังนี้ รัฐบาลไม่สามารถควบคุมและรักษาพรมแดนของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ไม่สามารถรักษาความมั่นคงภายในเพราะมีความขัดแย้งทางการเมือง สังคม เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ, การไม่ใช้หลักกฎหมายและไม่คุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของประชาชน, การคอร์รัปชันอย่างรุนแรง, การพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอทางการเมือง  เศรษฐกิจ  และมีการผูกขาด, การเอาเปรียบและเบียดเบียนของคนชั้นนำ, การอพยพ ลี้ภัย  และทิ้งถิ่น ความไม่ยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม, การถูกแทรก แซงจากภายนอก  และการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย  รวมทั้งการลุ่มหลงในอบายมุข

จากการศึกษา ประเทศที่มั่นคงที่สุดได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์ ผู้อ่านท่านสังเกตนะครับ ว่าประเทศพวกนี้จะอยู่ทางยุโรปเหนือ ส่วนประเทศที่ล้มเหลวไปแล้วก็คือ ซูดาน คองโก และอีก 18 ประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกา

สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า เราเป็นประเทศที่อยู่ในตำแหน่งคาบเส้นและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็น Failed State เพราะประเทศไทยมีเงื่อนไขที่จะส่งผลให้เป็นชาติรัฐล้มเหลวทุกข้อ”

ที่จริงคุณสมเกียรติ ชูโต ส่งข้อมูลอะไรมาเยอะแยะมาก แต่ผมขออนุญาตนำมารับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพบางข้อครับ อย่างเช่น ตอนนี้ความสามารถในการแข่งขันของเราตกลงมาอยู่ที่ลำดับ 38 ของ 144 ประเทศ จากการประกาศของเวิร์ลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม พ.ศ.2556 ที่เราแย่จริงๆ ก็คือ เราเป็นประเทศที่ประชาชนได้สิทธิบัตรไม่ติด 20 อันดับแรก แถมสิทธิบัตรที่เราได้ส่วนใหญ่ก็เป็นสิทธิบัตรการออกแบบ ไม่ใช่การผลิต

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่บริโภคพลังงานลำดับที่ 23 ใช้พลังงานในการผลิตมากกว่ายุโรปถึง 4 เท่า แถมการใช้พลังงานสะอาดก็มีน้อยมาก ไม่ติด 32 อันดับแรกของประเทศที่ถูกนำมาจัดทำดัชนีชาติรัฐล้มเหลว รวมไปถึงการตัดไม้ทำลายป่าของเราก็มีสูง อยู่ในตำแหน่งที่ 11 การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าก็สูง อยู่ในลำดับที่ 12 แถมยังเป็นศูนย์กลางของการค้างาช้างอันดับ 2 รองจากจีน

ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ คุณภาพการศึกษาของเราอยู่ในลำดับที่ 37 หัวข้อที่ได้คะแนน ‘ตก’ ก็คือการให้ความสำคัญกับครูและวัฒนธรรมการศึกษาที่ดี สำหรับเรื่องวัฒนธรรมการเมือง ก็อย่างที่ผู้อ่านท่านที่เคารพเห็นด้วยตาและได้ยินได้ฟังด้วยหูของตนเองในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 26 มกราคม พ.ศ.2557 และการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ ที่เพิ่งผ่านมานี่แหละครับ ทั้งโลกเขามองเราว่าเป็นประเทศที่ไม่มีวัฒนธรรมการเมือง และก็ตรงกับที่กองทุนเพื่อสันติภาพและนิตยสารนโยบายต่างประเทศของกองทุนคาร์เนกี้ศึกษาครับ ว่าเราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองต่ำเตี้ยมาก

ประเทศที่เด่นดังและมีวัฒนธรรมการเมืองสูงที่สุดของโลก ก็คือ ฟินแลนด์ ถ้าเป็นประเทศที่ติดลำดับ 1 ใน 5 ก็คือ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ถ้าวัดกันเฉพาะ 10 ประเทศ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยมีวัฒนธรรมการเมืองอยู่ในลำดับสุดท้าย ต่ำกว่าลาว พม่า กัมพูชา ฯลฯ

ส่วนประเด็นคุณภาพการศึกษานั้น ทุกรายงานระดับโลกใน พ.ศ.2556 บอกว่าของเราอยู่ต่ำมาก ถ้าวัดกันในหมู่อาเซียน 10 ประเทศ เราอยู่ในลำดับ 8 ตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม นักวิชาการบ้านเราก็ถกแถลงกันถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ตอนที่มีรายงานพวกนี้ออกมาใหม่ๆ พวกครูบาอาจารย์มักจะบอกว่าการศึกษาไทยแย่เพราะงบประมาณด้านการศึกษาและเงินเดือนของครูไม่พอ จึงมีการปรับปรุงงบประมาณด้านพวกนี้กันใหญ่ หลังจากนั้น องค์กรต่างๆ ได้ติดตามศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง และก็สรุปว่า งบประมาณและเงินเดือนที่สูงของครูก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพของการสอนสูงไปด้วย

เรื่อง Failed State ที่คุณชูเกียรติ ชูโต กรุณาเขียนแนะนำมา ยังมีอีกเยอะ ผมจะค่อยๆ ทยอยนำมารับใช้กันครับ.

 

คุณนิติ นวรัตน์

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้