วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฝรั่งตบหุ้นไทย เดือนแรกกว่า 13,000 ล้าน

ฝรั่งตบหุ้นไทย เดือนแรกกว่า 13,000 ล้าน

  • Share:

ความวุ่นวายทางการเมืองกระทบต่อการใช้ชีวิตทำมาหากินของคนเมือง ขณะที่ความรุนแรงไม่เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน ก็กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติ เทกระจาดหุ้นไทยสุทธิ 13,665 ล้านบาทไปแล้วในเดือน ม.ค.2557 ที่ผ่านมา...

ความวุ่นวายขององค์กรที่เกี่ยวข้องทางการเมืองรวมถึงพรรคการเมือง ความเดือดร้อนที่กระทบต่อการใช้ชีวิตทำมาหากินของคนเมือง ความรุนแรงจากการปะทะถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต มาถึงความไม่เคารพหลักการมาตรฐานสากลที่เกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นปัจจัยอันตรายสุดๆ ที่มีเฉพาะในประเทศไทย แถมปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลให้ทุนต่างชาติเทกระจาดหุ้นไทยสุทธิ 13,665 ล้านบาทภายในเดือนแรกของปีมะเมียไปแล้ว

เดือนมกราคมที่เพิ่งผ่านไปนั้น ทำให้คนไทยโดยเฉพาะในวงการเศรษฐกิจการเงิน และการลงทุนคงเห็นสัญญาณชัดเจนจากนักลงทุนต่างชาติกันแล้วว่า ต่อให้เสี่ยงสูงแค่ไหน ผลตอบแทนก็ใช่ว่าจะได้สูงตามที่เคยร่ำเรียนกันมา ในเมื่อประโยคนี้ดูจะใช้ไม่ได้กับการลงทุนในประเทศไทยท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่มีความรุนแรงมากขึ้น บ่อยขึ้นในเดือนแรกของปีนี้ที่ผ่านพ้นไป นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยสุทธิในเดือนมกราคมมากถึง 13,665 ล้านบาท และยังเป็นมูลค่าการขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีนี้อีกด้วย หากดูให้ลึกลงไป จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจกับประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะเดือนมกราคม ต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิมากถึง 15 วันทำการ ในขณะที่มีการซื้อสุทธิเข้ามาเพียง 7 วันทำการ นั่นหมายถึง 68% เป็นธุรกรรมด้านการขายหุ้นไทยสุทธิ ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนต่างชาติยังแห่ขายหุ้นไทยสุทธิ 6 วันทำการติดต่อกัน รวมมูลค่าสะสมมากถึง 13,088 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นการขายต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่ต้นปีนี้

หากมองผ่านค่าดัชนีความผันผวนหุ้นไทยเฉลี่ย 90 วัน ที่จัดทำโดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ หรือ MSCI ซึ่งเป็นค่าดัชนีที่ได้รับความเชื่อถือ และใช้อ้างอิงเป็นประจำในการประเมินศักยภาพ และความน่าสนใจในการลงทุนในตลาดหุ้นสำคัญต่างๆ ก็จะพบว่า ค่าดัชนีดังกล่าวของตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นมากกว่า 2 เท่าของค่าดัชนีดังกล่าวในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขาย ค่าดัชนีความผันผวนหุ้นไทยเฉลี่ย 90 วันขึ้นมาอยู่ที่ 20.3 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับค่าดัชนีดังกล่าวของตลาดหุ้นเกิดใหม่ที่มีเพียง 10.7 จุด พูดให้เข้าใจง่ายๆ ตลาดหุ้นไทยไม่เคยมีค่าความผันผวนของดัชนีขึ้น-ลงเฉลี่ยในช่วง 90 วันมากมายขนาดนี้ในรอบ 7 ปี หรือนับตั้งแต่เหตุการณ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคสมัยผู้ว่าการ ธาริษา วัฒนเกส ประกาศใช้มาตรการกันสำรองเงินทุนต่างชาติ 30% ในเดือนธันวาคมปี 2549  

เงินบาทก็ร่วงอ่อนค่า 0.7% ในเดือนแรกของปีมะเมีย โดยลงมาแตะที่ระดับ 33.02 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯเมื่อวันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่เพิ่งผ่านไป นั่นหมายความว่า นักลงทุนต่างชาติลดความเชื่อมั่นในเงินบาทในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนแรกอย่างรุนแรงที่สุดในรอบปีนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเทขายทั้งหุ้น และพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติทั้งสิ้น หากจะมองให้ครบแบบรอบด้าน ก็ต้องยอมรับว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดทุนไทยในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านไปนั้น เกิดจากการประกาศมาตรการลดการซื้อคืนพันธบัตรรอบที่ 3 หรือคิวอี 3 ของธนาคารกลางสหรัฐฯลงอีกเดือนละ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 330,000 ล้านบาท ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจถอนการลงทุนทุกรูปแบบในตลาดทุนกลุ่มประเทศเกิดใหม่ซึ่งมีตลาดทุนไทยรวมอยู่ด้วย โดยสถาบันการเงินต่างชาติที่มีชื่อว่า อีพีเอฟอาร์ โกลบอล หรือ EPFR Global ได้เปิดเผยว่า เฉพาะเดือนมกราคมนั้น มีมูลค่าทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดประเทศเกิดใหม่มากถึง 12,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 402,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติที่เงินทุนไหลออกเร็วที่สุดในรอบ 2 ปีผ่านมา

ต่างชาติจะตบสุทธิหุ้นไทยเป็นเดือนที่ 2 ต่อเนื่องหรือไม่? เงินบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หรือเปล่า? หากสถานการณ์ในเมืองไทยยังคงเหมือนกับประโยคในย่อหน้าแรกข้างบนของบทความนี้ ผู้อ่านทุกท่านก็คงเห็นคำตอบไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้น...................โปรดฟังอีกครั้ง การลงทุนมีความเสี่ยง.

 

บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้