วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"ดร.โกร่ง"ชี้พยากรณ์ศก.ทำไม่ได้ ชะตากรรมบ้านเมืองขึ้นอยู่กับคน 2 ฝ่าย

"ดร.โกร่ง"ชี้พยากรณ์ศก.ทำไม่ได้ ชะตากรรมบ้านเมืองขึ้นอยู่กับคน 2 ฝ่าย

  • Share:


“ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ไว้ว่า ไม่สดใส และอาจจะรวมไปถึงปี 2558 ด้วย เมื่อเทียบกับประเทศในประชาคมอาเซียนด้วยกัน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ จะยกเว้นก็แต่ประเทศอินโดนีเซีย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้คนดูไม่ออกว่า การเมืองของไทยจะผันแปรไปอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ส่วนใหญ่จะมองไปในทางลบมากกว่า พวกเรากันเองก็มีความรู้สึกอย่างนั้น ถ้าไม่หลอกตัวเอง

ดร.โกร่ง เขียนบทความเรื่องนี้ไว้ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มาลงทุนในตลาดทุนของไทยตลอดปี 2556 และปีต่อไป คงเป็นการขายหุ้นและตราสารทางการเงิน ทำให้ราคาหุ้น ราคาพันธบัตร และตราสารทางการเงินต่างๆน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไป

ค่าเงินบาทก็คงจะอ่อนค่าลงต่อไปจาก 33 บาท อาจไปถึง 35 บาทก็ได้ พร้อมกับดอกเบี้ยจะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นเพราะเงินไหลออก

ในระยะสั้นภายในปี 2557 นี้ อาจจะมีปฏิวัติรัฐประหารตามที่ผู้ชุมนุม และนายทหารนอกราชการ 2-3 คนต้องการ หลงการปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นมา จะอยู่ได้นานแค่ไหน 6 เดือน ปีหนึ่ง แล้วก็มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สภานิติบัญญัติที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแพ้การเลือกตั้งอีก จะทำอย่างไร เพราะประชาชนภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ยังไม่ยอมเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร จะปฏิรูปการเมืองอย่างไร กองทัพจะยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างไร

ถ้ามีฝ่าย “คนเสื้อแดง” จากต่างจังหวัดยกเข้ามาชุมนุมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2553 จะทำอย่างไร จะต้องกระชับพื้นที่หรือขอพื้นที่คืนอย่างที่เคยทำมาอีกหรือไม่

มหาอำนาจที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง อันได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน จะว่าอย่างไร หรือจะคิดว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ” อย่างที่เคยคิดได้หรือไม่ เพราะครั้งนี้ประเทศเหล่านี้รวมทั้งประเทศอื่น อีก 50 ประเทศประกาศสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง

ถ้าเกิดมีปฏิวัติรัฐประหาร ปฏิกิริยาของเขาที่แสดงผ่านองค์การค้าระหว่างประเทศ ผ่านทางองค์กรสิทธิมนุษยชนและอื่นๆจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ตะวันตกรวมทั้งจีนและอาเซียนสามารถกดดันให้พม่าเดินหน้าไปสู่ระบบแก้ไขรัฐธรรมนูญของเขาให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แล้วจะยอมให้ประเทศไทยหันกลับไปแทนที่พม่าได้อย่างไร

แต่ถ้ากองทัพไม่กล้าทำการปฏิวัติ ไม่กล้าทำการรัฐประหาร แล้วประกาศตน “เป็นกลาง” ซึ่งไม่มีกองทัพที่ไหนในประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน แล้วความขัดแย้งระหว่างคนกรุงเทพฯกับคนต่างจังหวัดที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้จะทำอย่างไร ถ้าการเลือกตั้งทั่วไปจัดขึ้นไม่ได้ หรือจัดขึ้นได้อย่างทุลักทุเล แล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะอีกจนรัฐบาลเพื่อไทยทนไม่ไหวถอนตัวออกไป อะไรจะเกิดขึ้น

ส่วน “สภาประชาชน” ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะมีใครที่ “มวลมหาประชาชน” ไว้ใจแต่งตั้งขึ้นบ้าง แล้วสภาประชาชนแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ซึ่งไม่เชื่อว่า มีราษฎรอาวุโสคนหนึ่งก็หายหน้าไปนานแล้ว อีกคนก็ประกาศถอย เพราะเสนอความคิดที่เป็นนามธรรมสวยหรู ได้รับการยกย่องจากสื่อ แต่ยังไม่เคยมีอะไรออกมาเป็นรูปธรรมใช้เงินไปถึง 2,000 ล้านบาท ศึกษาหาทาง “ปฏิรูป” การเมืองประเทศ จนป่านนี้ก็ไม่มีใครเคยอ่านผลงานที่มีราคาถึง 2,000 ล้านบาท

ตกลงก็ยังไม่รู้ว่า ใครจะรับเป็น “ประธานสภาประชาชน” ใครจะเป็น “คนดี” มีความเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จนเกิดความมั่นใจทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้

ในระยะยาว ขณะนี้เกิด “ทฤษฏี” จำนวนมากมายหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยว่า เป็นความขัดแย้งทางโครงสร้าง มีทั้งที่พูดกันได้อย่างเปิดเผยและไม่สามารถพูดได้อย่างเปิดเผย แต่ก็คุยกัน ซุบซิบกันในวงการสภากาแฟ ขณะที่สื่อมวลชนไทยเลือกข้างไปแล้ว คงไม่มีใครไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง ถ้ายังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่สื่อมวลชนต่างประเทศที่เป็นภาษาอังกฤษกลับเสนอข้อมูลและความคิดเห็นได้อย่างเสรีกว่า เพราะไม่ต้อง “เซนเซอร์” ตัวเองอย่างที่สื่อมวลชนไทยส่วนน้อยที่เลือกอีกข้างต้องทำ

คนที่อ่านภาษาอังกฤษได้และต้องการอ่าน ต้องการเปิดหูเปิดตาตัวเองก็สามารถหาอ่านได้ ไม่ยากเย็นอะไร เพราะทุกวันนี้ โลกออนไลน์มีราคาถูกกว่าหนังสือพิมพ์หรือการซื้อหนังสือพิมพ์ทั้งเล่ม คนต่างจังหวัดทุกวันนี้ ลูกหลานที่อ่านภาษาอังกฤษได้ก็มีอยู่ทุกหมู่บ้าน มิได้ผูกขาดอยู่แต่ชนชั้นนำในกรุงเทพฯเท่านั้น

ถ้าความขัดแย้งเชิงโครงสร้างอย่างนี้มีอยู่ อุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นได้เสมอ และอุบัติเหตุทางการเมืองอาจจะถูกสร้างขึ้นโดย ซีไอเอ โดย เคจีบี  หรือโดยมหาอำนาจใดก็ได้ ถ้าเขาเห็นว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแพ้ แล้วจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของชาติเขา
ถ้าเชื่อว่าปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ การคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ทั้งระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว จะอาศัยแต่เพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งนอกและในประเทศไม่ได้ ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางการเมืองเข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย แต่การคาดการณ์เหตุการณ์ทางการเมืองระยะสั้นทำได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับคนที่กุมชะตาบ้านเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีเพียง 4-5 คน อย่างมากก็ไม่เกิน 10 คน

ในระยะยาว น่าจะคาดการณ์อะไรได้บ้าง แต่ปัจจัยต่างๆก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้า “ดุลแห่งความกลัว” หรือ “balance of terror” ที่ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ เคยเสนอไว้เกิดเปลี่ยนไป อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

การพยากรณ์เศรษฐกิจจึงทำไม่ได้ในระยะต่อไปนี้

ดร.โกร่ง ระบุด้วยว่า ก่อนสิ้นปี 2556 หน่วยงานต่างๆทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ต่างก็พยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจบนสมมติฐานอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกว่า สหรัฐฯ คงจะอยู่ในภาวะทรงตัวหรือดีขึ้นเล็กน้อย  ส่วนยุโรปยังคงย่ำแย่ต่อไป ญี่ปุ่นไม่ค่อยแน่นักว่าจะยังรักษาภาวะการฟื้นตัวของตนได้แค่ไหน หลังการเปลี่ยนนโยบายการเงินและการปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง ส่วนจีนประกาศชัดว่าจะลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง

ขณะเดียวกัน ก็คาดการณ์ภาวะการเงินโลกว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯน่าจะลดการเพิ่มปริมาณเงิน หรือที่เรียกอย่างโก้ว่าการผ่อนคลายทางด้านปริมาณหรือคิวอีลงจนเลิกไปในที่สุด การที่ชาวโลกคาดการณ์ว่า มาตรการคิวอีจะลดลง ก็เป็นผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นมาเรื่อยๆจาก 28 บาท เป็น 33 บาท ในเวลาไม่ถึงปี และอาจแข็งค่าต่อเนื่องไปอีกเมื่อเทียบกับเงินบาท เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ก็น่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่หลุดจากเป้าหมด

มีความเคลื่อนไหวในเอเชีย กล่าวคือ จีนประกาศว่าตนมีนโยบายให้ใช้เงินหยวนเป็นสื่อกลางในการค้าขายและการลงทุนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แต่จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามนโยบายให้เงินหยวนเป็นเงินตราระหว่างประเทศ หรือ internationalized เพื่อให้เงินหยวนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่บอกว่าเป็นสัดส่วนเท่าใดในการชำระหนี้ระหว่างประเทศ แต่ก็คาดกันว่าไม่น้อยกว่าเงินยูโร และคงมากกว่าเงินเยนมาก เพราะญี่ปุ่นประกาศเสมอมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 แล้วว่า ญี่ปุ่นไม่มีความปรารถนาที่จะให้เงินเยนเป็นเงินตราระหว่างประเทศ

ถ้าดูทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุนโดยตรง หรือ FDI ที่จะมาสร้างโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณการผลิตสินค้า และบริการเพื่อส่งออก เนื่องจากในภูมิภาคนี้ คุณภาพของแรงงานไทยดีที่สุด

แม้ว่าเวียดนามกำลังตามมาติดๆ ค่าแรงในเมืองจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนแซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว จีนจึงต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่ประหยัดแรงงาน แล้วสั่งชิ้นส่วนจากต่างประเทศมากขึ้น โดยมุ่งสร้างการใช้จ่ายของคนจีนในประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งอนุญาตให้มณฑลและท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจลงทุนมากขึ้น โดยปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพื่อลดความกดดันในเรื่องเงินเฟ้อ เพราะนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของจีนเป็นไปอย่างเป็นระบบชัดเจนและสอดคล้องกัน ซึ่งจะทำให้จีนมีการนำเข้ามากยิ่งขึ้น และลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลง

แม้อัตราการเพิ่มของรายได้ประชาชาติของจีนจะลดลง แต่สัดส่วนการนำเข้าของจีนจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกของประเทศ
ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ซึ่งจะเปิดสมบูรณ์ในต้นปี 2558 และในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดในแง่ที่ตั้ง.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้