วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จับชีพจรเศรษฐกิจกลางสมรภูมิการเมือง

จับชีพจรเศรษฐกิจกลางสมรภูมิการเมือง

  • Share:

เพื่อให้การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างตรงจุด  “ทีมเศรษฐกิจ”  ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจาก  “ภาคเศรษฐกิจจริง” ของประเทศ  เริ่มจากภาคการส่งออกและการค้าปลีก–ค้าส่งตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนของประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเส้นเลือดทางเศรษฐกิจ รวมทั้ง มุมมองจากธนาคารของรัฐที่ดูแลสินเชื่อรายเล็กรายย่อย และการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐไปพร้อมกัน

การค้าในประเทศซบ–ส่งออกหลังพิงฝา

“พรศิลป์  พัชรินทร์ตนะกุล” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นคนแรกที่ให้ความเห็นกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ถึงภาพรวมของภาคส่งออกของไทยว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังไม่กระทบต่อภาพรวมการส่งออกมากนัก ตราบใดที่ยังไม่มีการปิดล้อมท่าเรือ สนามบิน เพราะผู้ผลิต-ส่งออก ยังดำเนินการผลิตและส่งออกได้ตามปกติ

“แต่ยอมรับว่า  เริ่มมีบ้างที่ลูกค้าอาจไม่เชื่อมั่น  โดยลูกค้าบางรายที่ไม่ใช่ลูกค้าประจำมีสิทธิ์คิดว่า ผู้ผลิตไทยจะผลิตได้หรือไม่  ถ้าผลิตได้จะส่งออกได้ทันหรือไม่  บางรายจึงอาจหันไปสั่งซื้อจากประเทศอื่นแทน โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม  ที่ลูกค้าจะสั่งซื้อล่วงหน้านาน  3-6  เดือน  แต่ถ้าเป็นลูกค้าประจำ คงไม่เท่าไหร่”

ทั้งนี้ แม้วิกฤติการเมืองยังไม่รู้จะจบลงเมื่อไร แต่ภาคเอกชนยังประเมินว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปีนี้น่าจะยังขยายตัวได้ดีกว่าปี 56 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 4-7% เพราะคาดว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะฟื้นตัว ขณะที่ยุโรปยังไม่ฟื้นตัวแข็งแกร่งนัก ส่วนจีนน่าจะขยายตัวราว 7%
นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรน่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่อาจมีผลกระทบต่อสินค้าอุตสาหกรรม ที่อาจมีต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น

ส่วนการค้าการลงทุนภายในประเทศนั้นมองว่า ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาเที่ยวไทย ขณะที่ประชาชนเองก็ไม่มั่นใจที่จะนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

“ทั้งหมดจะส่งผลให้ภาวะการค้าขายในประเทศชะลอตัวลง ร้านอาหาร หรือภัตตาคารใหญ่ๆ อาจต้องปิดร้านเร็วขึ้น หรือปิดในช่วงกลางคืนจากปกติที่เคยเปิดขาย หรือยอดขายในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกต่างๆ โดยปกติจะโตเฉลี่ยปีละ 5–7% แต่ปีที่ผ่านมาโตเพียง 2% เท่านั้น”

แต่ที่ทำให้ภาคธุรกิจกังวลก็คือ ภาคเอกชนประเมินว่าเราจะยังไม่มีรัฐบาลไปอีกหลายเดือน เพราะการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ยังคงได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ครบเสียง จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกหลายครั้ง ในช่วงปลายเดือน มี.ค.-เม.ย. และกว่าที่รัฐบาลใหม่จะทำงานได้จริง ก็อาจล่วงเข้าปลายเดือน เม.ย.หรือต้นเดือน พ.ค.ไปแล้ว

“สภาพการณ์ตอนนี้ เราต้องช่วยตัวเอง ราชการคงทำอะไรไม่ได้ นโยบายไม่มี เอกชนคงต้องช่วยตัวเองมากขึ้น ต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้ประเทศที่ไม่มีรัฐบาล เราต้องวางตัวเองว่าจะทำอย่างไร อย่าสนใจรัฐบาล และคงต้องคุยกับภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไรด้วย”

สำหรับหอการค้าไทย ขณะนี้มีนโยบายที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้มากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง โดยจะให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยธุรกิจเล็กในการทำธุรกิจ ต้องเดินหน้าพัฒนาเป็นห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ต้องวางแผนเป็นกลุ่มธุรกิจ ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลเข้ามา

ความมั่งคั่งหุ้นไทยสูญ 1.3 ล้านล้าน!

สำหรับตลาดทุนไทยอีกหัวใจของการลงทุนนั้น  “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ และประธานสภาตลาดทุนไทย ได้ฉายภาพให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ได้เห็นถึงผลกระทบของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายปีก่อนว่าหากประเมินผลกระทบต่อตลาดทุน เปรียบเทียบตั้งแต่มีการชุมนุมเมื่อปลายเดือน ต.ค.55 พบว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงมากกว่าตลาดหุ้นอาเซียนอื่นๆ โดยหุ้นไทยร่วงลงไปแล้วราว 12% หรือประมาณ 170 จุด ขณะที่ตลาดอาเซียน 4 ตลาดใหญ่คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง 3-4% เท่านั้น

นอกจากนี้ วิกฤติที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ “มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” หรือ “มาร์เก็ตแคป” โดยรวมของตลาดหุ้นไทยลดลงไปถึง 1.3 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าบริษัทจดทะเบียนที่ลดลง และความ “มั่งคั่ง” ในกระเป๋าของนักลงทุนที่หดหายไป ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือนด้วยซ้ำ!

หากประเมินในแง่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) พบว่า หุ้นไทยถูกลดมูลค่า หรือ “ดิสเคาต์ (Discount)” ลงไปมากจากความเสี่ยงทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยหากย้อนหลังไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ค่า P/E โดยเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยจะต่ำกว่า 4 ตลาดหลักในอาเซียนราว 10% แต่ในช่วง 3 เดือนมานี้  P/E ตลาดหุ้นไทยลดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอาเซียนถึง 25% ขณะที่ในช่วง 3 เดือนนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท

“ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วกับตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และยังคงมีโอกาสได้รับผลกระทบต่อเนื่องต่อไปอีกหากเหตุการณ์ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งนั่นจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้ลดลงเรื่อยๆ”

วิกฤติทางการเมืองข้างต้น ยังส่งผลกระทบไปถึงแผนการระดมทุนของบริษัทใหม่ๆ โดยที่หลายบริษัทได้เลื่อนหรือชะลอการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดออกไป ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการพัฒนาตลาดทุนแล้ว ยังทำให้ภาคธุรกิจสูญเสียโอกาสในการใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมเงินทุนไปขยายธุรกิจอีกด้วย

“ไพบลูย์” ยังโฟกัสลงไปถึงผลกระทบที่เกิดกับบริษัทจดทะเบียนด้วยว่า ยังมีในแง่การเติบโตของรายได้ และกำไรที่ลดลงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเป็นผลมาจากการชะลอการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนก็ชะลอแผนการลงทุนที่สำคัญ หลังไม่มั่นใจกับการลงทุนภาครัฐ โดยจะเห็นว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนปี 56 จะเติบโตได้แค่ 10% เทียบจากต้นปีก่อนที่มีการคาดการณ์ว่าจะโตได้ถึง 25%

ที่น่าเป็นห่วงไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เศรษฐกิจในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้แค่ 3% ซึ่งหากสามารถหยุดปัญหาการเมืองได้ตอนนี้ ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ถึง 4% หรือมากกว่า แต่หากวิกฤติยังคงยืดเยื้อต่อไป เศรษฐกิจปีนี้อาจโตได้ไม่ถึง 3% ด้วยซ้ำ

“ที่น่าเป็นห่วงคือในปี 57 ที่วิกฤติทางการเมืองที่คงยืดเยื้อ และยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะจบลงอย่างไร อาจจบลงที่สุญญากาศทางการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะมีผลลบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโตลดลงเหลือ 5% เท่านั้น เพราะไม่มีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ไม่ว่าจากนโยบายทางการคลัง หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ”

ไพบูลย์ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “น่าเสียดายทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวควรเป็นโอกาสที่ไทยจะได้อานิสงส์ แต่เรากลับมีปัญหาภายในทำให้ไม่ได้อานิสงส์ใดๆ ในขณะที่การพัฒนาตัวเองของภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน (เออีซี) ก็หยุดชะงัก แรงส่งในเรื่องนี้หายไป ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราต่างเตรียมความพร้อมกันเต็มที่”

สินเชื่อแบงก์วูบ...สะท้อนใช้จ่ายถดถอย

ข้ามฟากมายังธนาคารพาณิชย์ ผู้ปล่อยสินเชื่อหล่อเลี้ยงภาคเศรษฐกิจที่สามารถสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ดีว่า “เฟื่องฟู” หรือ “ซบเซา” อย่างไรนั้น “ทีมเศรษฐกิจ” มีความเห็นจาก 2 นายแบงก์

เริ่มจาก “วรภัค ธันยาวงษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ประเมินผลกระทบจากวิกฤติทางการเมืองในขณะนี้ว่า ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศที่เตรียมเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานใหม่ต่างก็ชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนจากปัจจัยการเมือง

ทั้งนี้ แม้การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นจะจำกัดอยู่แต่ในพื้นกรุงเทพฯ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างน้อย 20 กลุ่ม โดยเฉพาะ “เอสเอ็มอี” ที่ทำธุรกิจโรงแรม ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อัตราการเข้าพักจากที่เคยอยู่ที่ระดับ 80-90% ลดลงเหลือ 20-30% เท่านั้น

“ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ขยายออกไปยังต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว ล่าสุดจากที่ได้เดินทางไปยังจังหวัดอุดรธานี และหนองคาย ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารว่า ที่ดินในจังหวัดที่เคยบูมค่อนข้างมากก่อนหน้าเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี  ปัจจุบันได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะมีการคาดการณ์ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นจะยืดเยื้อ”

กระนั้น ข่าวดีของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงพอมีอยู่ นั้นคือ ภาคการส่งออกที่มีมูลค่า 2 ใน 3 ของจีดีพี ที่จะได้ “อานิสงส์” จากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐฯที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถส่งสินค้าไปขายต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ยังจะเป็นแรงหนุนให้ภาคส่งออกของไทยได้อีกทาง

“สำหรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารตั้งแต่ช่วงสิ้นปี ถ้าเป็นสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีสัญญาณการปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่สินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) และรายย่อยมีการปล่อยในอัตราที่ช้าลง ซึ่งในส่วนของธนาคารเองได้เตรียมทบทวนเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากที่ตั้งเป้าขยายตัวของสินเชื่อปีนี้ไว้ที่ 6-8% ก็อาจคงเป้าสินเชื่อไว้ในระดับเดิม หรือปรับลดเป้าหมายลง ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งคงต้องรอดูว่า วิกฤติทางการเมืองที่คุกรุ่นอยู่นี้จะยืดเยื้อแค่ไหน ถ้าการเมืองจบเร็ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ขณะที่ “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เห็นว่า ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาของผู้ใช้สินเชื่อรายย่อย ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิต โดยส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือน และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ทำให้ความต้องการสินเชื่ออยู่ในภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลของสินเชื่อในช่วง 3 สัปดาห์แรกของปี 57 พบว่า สินเชื่อบ้านของธนาคารกสิกรไทยมียอดการปล่อยสินเชื่อลดลง 24% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ปล่อยกู้ได้ 1,037 ล้านบาท ปีนี้ลดลงมาเหลืออยู่เพียง 770 ล้านบาทเท่านั้น  เนื่องจากผู้จองซื้อบ้าน และคอนโดมิเนียมชะลอการโอนออกไป เพราะต้องการเก็บสภาพคล่องไว้

ขณะที่สินเชื่อบุคคล “สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย” ปรับตัวลดลง 70% มียอดบัตรใหม่เพียง 9,886 บัตรเท่านั้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 32,594 บัตร วงเงินสินเชื่อลดลง 54% อยู่ที่ 523 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1,143 ล้านบาท บัตรเครดิตทั้งในแง่ของการซื้อสินค้าและการถอนเงินสดล่วงหน้า มีอัตราการเติบโต 19% เทียบกับปี 56 ที่โตถึง 30% ในขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 13% ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

“ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรของธนาคารกสิกรไทยอยู่ที่ 14,000 ล้านบาทเทียบกับปี 56 อยู่ที่ 11,800 ล้านบาท ส่วนยอดการถอนเงินสดล่วงหน้าปี 57 อยู่ที่ 1,590 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 56 ที่มียอดการถอนเงิน 1,380 ล้านบาท   เป็นสัญญาณว่าในปีนี้ลูกค้ามีความต้องการกดใช้เงินสดมากขึ้น”

ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลให้มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและเครื่องประดับ ธุรกิจท่องเที่ยวมียอดการใช้จ่ายเติบโตชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยขยายตัวถึง 52% ในปี 56 ลดลงเหลือ 9% ในปีนี้ โรงแรมที่เคยขยายตัวถึง 21% ในปีนี้ขยายตัว 0% ภัตตาคารและร้านอาหาร การขยายตัวลดจาก 26% เหลือ 19% ในปีนี้ และปั๊มน้ำมัน การขยายตัวลดจาก 23% เหลือ 14% ในขณะที่ทองคำในปี 56 ที่เคยขยายตัวสูงถึง 33% แต่ในปี 57 มียอดการใช้ติดลบถึง 7%

รากหญ้า–รายย่อยส่ออ่วมเอ็นพีแอล

สุดท้าย “ทีมเศรษฐกิจ” สนทนากับ “วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าถึงหัวอกของผู้ยากไร้มากที่สุด ให้ความเห็นว่า “ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารอย่างแน่นอน แต่จะมีผลกระทบมากหรือน้อยแค่ไหนเร็วเกินไปที่จะตอบคำถามได้ในเวลานี้”

เพราะจากการติดตามตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ “เอ็นพีแอล” ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่ถึงหลักพันล้านบาท จากสิ้นปี 56 ธนาคารออมสินมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.67 ล้านล้านบาท เอ็นพีแอล 1.14% หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การเมือง ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“หากเหตุการณ์ยังไม่มีความชัดเจน กล่าวคือไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลเมื่อไหร่ ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ และหากปัญหาการเมืองลากยาวไปจนถึงไตรมาสแรกของปี หนี้เอ็นพีแอลก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”

สำหรับสิ่งที่เป็นห่วง นายวรวิทย์กล่าวว่า มีอยู่ 2 เรื่องคือ 1.กรณีที่ชาวนาจำนำข้าวเข้ากับโครงการรับจำนำข้าวแล้วไม่ได้เงิน ซึ่งตัวเลขล่าสุดรัฐบาลค้างชำระอยู่ 100,000 ล้านบาท เพราะชาวนาถือเป็นคนฐานรากของสังคม คนเหล่านี้เมื่อได้เงินมาแล้วก็จะใช้จ่ายหมดไปเพื่อการดำรงชีวิต เม็ดเงิน 100,000 ล้านบาทที่ชาวนาไม่ได้รับ ทำให้ชาวนาไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่มีเงินลงทุนเพาะปลูกใหม่ในฤดูกาลหน้า ธุรกิจค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้านก็หยุดชะงัก

เงินสดหรือสภาพคล่องที่เคยหมุนเวียน 2–3 รอบก็ไม่เกิดขึ้น หากไม่มีเงิน 100,000 ล้านบาทก็เท่ากับเงินหมุนหายไป 300,000 ล้านบาท ผลกระทบที่ตามมาคือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับชาวนาเช่น เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น ร้านขายของชำ ร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอุปกรณ์การเกษตร เป็นต้น

ที่ผ่านมาธนาคารออมสินไม่ได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการเกษตร แต่เมื่อชาวนาไม่ได้รับเงินจากรัฐบาล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้ธนาคารออมสินไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงไม่ควรปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวลากยาวออกไป ไม่เช่นนั้น ปัญหาหนี้สินของชาวนาจะกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่แก้ไขได้ยาก เพราะนอกจากเป็นหนี้ในระบบแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะมีหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นอีก

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นการสูญเสียโอกาสทองของฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่น เนื่องจากธุรกิจโรงแรมและที่พักที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงธุรกิจเดียว แต่ยังลุกลามไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกหลายร้อยธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจแสดงโชว์ต่างๆ ซึ่งมีพนักงานเกี่ยวข้องหลายหมื่นคน และในจำนวนนั้นมีลูกค้าของธนาคารออมสินที่ใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล หรือกู้ซื้อบ้านรวมอยู่ด้วย

“ได้กำชับให้สาขาของธนาคารไปสำรวจลูกค้าว่า มีลูกค้ารายใดที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว เพื่อเข้ามาพูดคุย และเจรจาประนอมหนี้ ซึ่งในช่วงนี้ต้องถือเป็นการเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์การเมืองต่อไปว่า จะเป็นไปในทิศทางไหน เพื่อประเมินและวางแผนช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารออมสินต่อไป”

ท้ายที่สุด นายวรวิทย์ ฝากความหวังว่า ปัญหาการเมืองจะยุติโดยเร็ว เพื่อช่วยกันประคับประคองให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อนสิ้นไตรมาสแรก แต่หากปัญหาเลวร้ายและลุกลามไปถึงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 หากปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเป็นบวกได้ก็เก่งแล้ว เกรงว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะติดลบเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว.

 

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้