วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บัตรปาร์ตี้ลิสต์ ส่งภาคใต้ไม่ทัน

บัตรปาร์ตี้ลิสต์ ส่งภาคใต้ไม่ทัน

  • Share:

‘กกต.’สั่งเลิกกาบัตรหลักสี่เลือกได้65จว.

กกต.มีมติปิดการลงคะแนนในเขตหลักสี่ หลังเกิดเหตุปะทะรุนแรงจนมีผู้บาดเจ็บ พร้อมสรุปจัดเลือกตั้งทั่วประเทศได้แค่ 65 จังหวัด เพราะ กทม. และ 11 จังหวัดภาคใต้มีปัญหาป่วนมาก ทั้งกรรมการประจำหน่วยถอนตัว รับหีบบัตรไม่ได้ และกระจายบัตรลงคะแนนไปไม่ได้ ประธาน กกต.เมิน “มีชัย” วิจารณ์ทำงานไม่รอบคอบ ระบุถ้าหยุดจัดเลือกตั้งก็จะถูกฟ้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่ “มาร์ค” ตัดใจไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อ้างเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะที่เด็ก ปชป. เฮโลไม่ไปลงคะแนนกันเพียบ “ชวนนท์” จี้ “ยิ่งลักษณ์” รับผิดชอบหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้านนายกฯข้องใจประเทศชาติจะอยู่อย่างไรถ้าไม่ยอมรับกติกา

ท่ามกลางปัญหาหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง ล่าสุดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ระบุมีแนวโน้มว่าบัตรลงคะแนนระบบบัญชีรายชื่อจะกระจายไปยังหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ไม่ได้ และจะมี 28 เขต เลือกตั้งที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกัน คนของพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากประกาศตัวจะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

คาด 28 เขตภาคใต้จัดเลือกตั้งไม่ได้

ช่วงเช้าวันที่ 1 ก.พ. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ว่า จากการตรวจเยี่ยมสำนักงาน กกต.ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ คาดว่าจะมี 28 เขตใน 8 จังหวัดภาคใต้ซึ่งไม่มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา พัทลุง กระบี่ ตรัง ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ได้ เนื่องจากขณะนี้บัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เป็นบัตรของ 14 จังหวัดภาคใต้ยังไม่สามารถเอาออกมาจากที่ทำการไปรษณีย์ 3 จุด คือ จ.ชุมพร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ส่วนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามปกติ สำหรับการจัดการเลือกตั้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น กกต.ได้ทำหนังสือไปแต่ละจังหวัด หากเห็นว่าในเวลา 08.00 น. วันที่ 2 ก.พ. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้ง และไม่ปลอดภัย ให้เป็นดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่ สามารถยุติการลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้นได้ทันที

แนะคนเสียสิทธิแจ้งเหตุใน 7 วัน

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าว ถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ว่า วันที่ 1 ก.พ.ถือเป็นสุกดิบ เพราะเป็นวันที่ กปน. มารับเอกสาร หีบบัตร โดยภาพรวมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง มีความพร้อมมาก ส่วนพื้นที่ที่ยังมีปัญหาอยู่ขณะนี้คือ กทม. ยังติดขัดในเรื่องการรับหีบบัตรในเขตหลักสี่ มีผู้ชุมนุมมาปิดล้อมตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 31 ม.ค. ส่วนกปน.ที่ยังขาดอยู่ เราก็ได้เพิ่มแล้ว ขณะที่ภาคใต้ จังหวัดที่มีความพร้อม คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สามารถรับหีบบัตรได้และเหตุการณ์ปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีมวลชนปิดล้อมไปรษณีย์ทั้ง 3 จุด คือ จ.ชุมพร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จึงยังไม่สามารถนำบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อออกมาได้ หากไม่สามารถนำบัตรออกมาได้จะส่งผลให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตอย่างเดียว ส่วนจังหวัดที่ไม่มีผู้สมัครก็จะไม่มีการเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ต้องมาแจ้งเหตุเสียสิทธิภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

ยันมีมาตรการรัดกุมป้องกันทุจริต

นายสมศักดิ์ สุริยมงคล รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีการยกเว้นประทับตราบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อแก้ปัญหาในการจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปตามหน่วยเลือกตั้งว่า กกต.มีมาตรการควบคุมบัตรเลือกตั้งตั้งแต่การผลิตจนถึงขั้นตอนสุดท้ายดังนี้ 1.ทำลวดลาย สัญลักษณ์ รหัส ซ่อนไว้ในบัตร 2.ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบลวดลายพิเศษ 3.พิมพ์ตัวอักษรขนาดเล็กซ่อนไว้ในบัตร ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้แว่นขยายมีกำลังสูง มาตรการนี้หากพบบัตรปลอมผู้ที่จะสามารถพิสูจน์ทราบได้มีเพียงไม่กี่คนใน กกต. ขณะเดียวกันการผลิตบัตรเลือกตั้งจะมีเลขที่เล่ม ลำดับที่ ระบุไว้ เพื่อควบคุมการจัดส่งจากส่วนกลางออกไปยัง 375 เขต บัตรเลือกตั้งไม่สามารถใช้ข้ามหน่วย  หากข้ามเขต จะถือว่ามีการทุจริต จนเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นเวลา 15.00 น. กปน.จะเจาะรูตรงกลางบัตรที่ไม่ได้ใช้ เพื่อป้องกันการนำบัตรไปใช้อีกหลังเลือกตั้งแล้วเสร็จ ดังนั้น การประทับตราจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการก่อนการนำบัตรไปใช้ ซึ่งเราจะให้กกต.เขตเป็นผู้รับผิดชอบ จึงไม่ต้องกลัวว่าการที่บัตรเลือกตั้งไม่มีประทับตราจะนำไปสู่การทุจริต รับรองจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ปธ.กกต.เมิน “มีชัย” วิจารณ์

ต่อมาในช่วงบ่าย ที่ตึกโดมบริหาร ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กกต. ถึงการกระจายบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อในภาคใต้ที่ถูก กปปส.ไปปิดล้อมที่ทำการไปรษณีย์ 3 จุดที่ชุมพร หาดใหญ่ และทุ่งสง ว่า จะพยายามแก้ไขปัญหาจนถึงตอนเช้าวันที่ 2 ก.พ. ส่วนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตที่กระจายไปแล้ว ทราบว่ามีการไปบล็อกบางเขต ต้องพยายามจนถึงเช้าวันที่ 2 ก.พ.เช่นกัน ซึ่ง กกต.คงต้องพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหานี้ เพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา วิจารณ์ กกต.ไม่พิจารณาแง่มุมต่างๆให้รอบคอบในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งที่รู้ว่าการเลือกตั้งอาจจะเป็นโมฆะ ประธาน กกต.ตอบว่า เป็นเพียงความเห็นของนายมีชัย ถ้าเราทำตามคือหยุด ไม่จัดการเลือกตั้ง กกต.คงต้องโดนถูกดำเนินคดีข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แค่นี้ก็ถูกคนนั้นคนนี้ขู่ฟ้องอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น เป็นเรื่องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้ กกต.ยังต้องทำหน้าที่ต่อไป

รับภาคใต้ส่งบัตรปาร์ตี้ลิสต์ไม่ทัน

กระทั่งเวลา 17.20 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เดินทางกลับจากการตรวจความพร้อมจัดการเลือกตั้งที่ภาคใต้ ได้มาเข้าร่วมการประชุม กกต.ด้วย โดยนายสมชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมว่า บัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขตใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีปรากฏการณ์คล้ายกันในหลายจังหวัดคือถูกสกัดไม่ให้เอาออกมา ถ้าไม่สามารถเอาบัตรเลือกตั้งออกมาได้ การเลือกตั้งจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการทำลายหีบบัตรและอุปกรณ์เลือกตั้งที่เกาะยาว จ.พังงา และ จ.ชุมพร สำหรับบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อใน 14 จังหวัดภาคใต้ คาดว่าคงกระจายให้ไม่ทันแล้ว แต่ขอให้ทุกหน่วยรอจนถึงเวลา 08.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายศรันย์ ฉุยฉาย หรือ “อั้ม เนโกะ” นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มธ. พร้อมเพื่อนนักศึกษา 1 คน ได้ยื่นดอกไม้จันทน์ให้กับนายสมชัย แต่นายสมชัยไม่สนใจ รีบเดินขึ้นตึกเพื่อประชุมร่วมกับ กกต.อีก 4 คนทันที

มติ กกต.ปิดลงคะแนนเขตหลักสี่

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต.ว่า ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดในภาคเหนือ กลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ว่ามีความพร้อมจัดการเลือกตั้งในเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว มีเพียงบางจังหวัดในภาคกลางที่มีมวลชนมาปิดล้อมอยู่บ้าง แต่การเจรจาสามารถพูดจากันได้ ดังนั้น จะสามารถเปิดการลงคะแนนได้รวม 62 จังหวัดใน 3 ภาค ส่วนกทม.ที่เขตหลักสี่ 158 หน่วยนั้น นายวีระ ยี่แพร่ ผอ.กกต.กทม. รายงานมีมวลชนมาปิดล้อมและเกิดเหตุปะทะกัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงเสนอให้ปิดการลงคะแนน และ กกต.ทั้ง 5 คนเห็นชอบด้วย เพราะบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ คูหา บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เอกสารทั้งหมดไม่สามารถเข้าไปได้ ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งในเขตดังกล่าว ดังนั้น ขอให้ประชาชนในเขตหลักสี่ไปแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่นภายใน 7 วันเพื่อรักษาสิทธิ

สรุปเลือกตั้งได้แค่ 65 จังหวัด

นายภุชงค์กล่าวว่า ส่วนภาคใต้มีเพียง 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่มีเฉพาะบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตเท่านั้น ส่วนจังหวัดที่เหลือน่าจะไม่สามารถจัดการได้ เนื่องจากกรรมการประจำหน่วยถอนตัวจำนวนมาก และการรับหีบบัตรก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น สรุปทั่วประเทศมีเพียง 65 จังหวัดที่จัดการเลือกตั้งได้ แบ่งเป็นภาคกลาง เหนือ อีสาน 62 จังหวัด และภาคใต้อีก 3 จังหวัด ส่วนอีก 12 จังหวัด คือ กทม. และ 11 จังหวัดภาคใต้มีปัญหาในการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงการจัดการเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งใน 83 เขต ที่มีปัญหาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ โดย กกต.จะพิจารณาถึงวันที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง ที่เคยมีการให้ความเห็นว่าวันที่ 23 ก.พ. จะเป็นวันเลือกตั้งทดแทนนั้น ยังไม่ได้ข้อยุติ เช่นเดียวกับ 28 เขตเลือกตั้งใน 8 จังหวัดภาคใต้ที่ยังไม่มีผู้สมัคร กกต.ยังไม่มีมติในเรื่องนี้ โดยจะขอความชัดเจนจากรัฐบาลก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรหลังวันเลือกตั้ง 2 ก.พ.

“มาร์ค” ตัดใจไม่ไปลงคะแนน

เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Abhisit Vejjajiva ว่า “พรุ่งนี้ผมจะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้ และผมจะไม่ไปแจ้งเหตุผลที่ไม่ไปใช้สิทธิ เนื่องจากไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นในการรักษาสิทธิที่ กกต.ประกาศ แจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพราะไม่ต้องการให้มีใครไปสร้างสถานการณ์วุ่นวายที่หน่วยเลือกตั้งโรงเรียนสวัสดีวิทยา”

โฆษก ปชป.ตอกย้ำเลือกตั้งไม่ชอบ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่า สาเหตุเป็นเพราะ 1.การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดกฎหมายและละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์จึงไม่ต้องการไปร่วมสังฆกรรม 2.การเลือกตั้งปี 2549 นายอภิสิทธิ์ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่กาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน มีเหตุที่ต่างกับครั้งนี้คือการเลือกตั้งปี 2549 จัดถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดกฎหมายชัดเจน 3.นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าจะไม่แจ้งเหตุผลใดๆให้ กกต.ทราบเพื่อเป็นการสำรองสิทธิให้ตัวเอง 4.หากสุดท้ายการเลือกตั้งครั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสามารถดำเนินต่อไปได้ นายอภิสิทธิ์ก็พร้อมจะเสียสิทธิทางการเมือง 5.สาเหตุที่ต้องประกาศล่วงหน้าเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้คู่ต่อสู้ทางการเมืองหรือผู้ที่ไม่หวังดีเอาเรื่องนี้มาสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายที่หน้าหน่วยเลือกตั้งซอยสวัสดี และไม่ต้องการให้ใครไปจ้างคนมาถ่ายรูป หรือทำตัวเป็นอีแอบเหมือนพรรคเพื่อไทย สำหรับตนก็จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเช่นกัน แต่จุดยืนกรณีนี้ถือเป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละคน ไม่ใช่มติพรรค

จี้นายกฯรับผิดชอบถ้าเลือกตั้งโมฆะ

นายชวนนท์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหาและอาจถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ กลายเป็นการเลือกตั้งที่สูญเปล่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล จะรับผิดชอบอย่างไร ขอเรียกร้องให้บอกสังคมไทยให้ชัดก่อนไปลงคะแนนวันที่ 2 ก.พ.ว่า ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะจะรับผิดชอบอย่างไร

เด็ก ปชป.ส่อไม่เข้าคูหาอีกเพียบ

นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ หากในอนาคตต้องเสียสิทธิทางการเมืองก็ไม่เสียดาย เนื่องจากประเทศยังมีคนเก่งอีกมากที่พร้อมจะเข้ามาทำงานเพื่อชาติ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ไปใช้สิทธิ คิดว่าลูกพรรคหลายคนก็จะไม่ไปใช้สิทธิเหมือนกัน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า น่าจะมีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะก่อนหน้านี้มีอดีต ส.ส.โทรศัพท์มาถามตนจำนวนมาก ซึ่งได้บอกไปว่าเป็นนักการเมืองก็ต้องกล้าหาญ ขนาดประชาชนยังเสี่ยงชีวิตไปชุมนุมประท้วงเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้อง เราเป็นนักการเมืองแค่เสียสิทธิจากการไม่ไปเลือกตั้งเท่านั้น ทำไมถึงจะทำไม่ได้

รอ เม.ย.ไปเลือกตั้ง ส.ว.ก็ได้สิทธิคืน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า  เมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยมิชอบ ก็ต้องเป็นโมฆะอยู่แล้ว เราจึงไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่จะได้สิทธิทางการเมืองกลับคืนมาเมื่อไปเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับประเทศ การเลือกตั้งระดับชาติที่จะมาถึงคือการเลือกตั้ง ส.ว.ในเดือน เม.ย.

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ติดตามปัญหาโครงการรับจำนำข้าวมาโดยตลอด กำลังจับตาดูว่าสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะกู้เงินจ่ายให้ชาวนาหรือไม่ ถ้ารัฐบาลกู้เงินจะเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) และมาตรา 181 (4) ตนก็จะใช้สิทธิร้องคัดค้าน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษาสิทธิทางการเมืองเอาไว้ ดังนั้น จำเป็นจะต้องไปลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าไม่ได้หวงสิทธิเลือกตั้ง เพราะถึงอย่างไรก็สามารถได้สิทธิคืนในเดือน เม.ย.ที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ว.อยู่แล้ว

นายกฯย้ำอยู่อย่างไรถ้าไร้กติกา

เมื่อเวลา 11.20 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่า คงต้องถามว่าคำว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงอะไร ที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ กติกาทั้งหมดไม่ได้ทำในสมัยรัฐบาลนี้ แต่ร่างในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ทุกอย่างเราก็ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของภาคประชาชน หลังจากที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตลอด และรัฐบาลที่ผ่านมาได้เห็นชอบกติกา ส่วน กกต.ก็มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในการเลือก และแต่งตั้ง ก็ขอให้เชื่อใน กกต. หวังว่า กกต.จะทำหน้าที่ของตัวเองในการเลือกตั้ง เพื่อให้กระบวนการต่างๆเดิน ถ้าเราไม่ยอมรับกติกาทั้งหมดแล้วจะบอกประเทศอื่น และจะบริหารประเทศได้อย่างไรโดยที่ไม่มีกติกา

พท.ซัด “เทือก–มาร์ค” ต้นเหตุขัดแย้ง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า มีคำถามทั้งจากในประเทศและต่างประเทศว่า ประเทศไทยเดินทางมาถึงสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และชนะมาอย่างถล่มทลาย ที่มาของปัญหาหลักมาจาก 2 คู่หูดูโอคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันวางแผนปั่นป่วน ปล้นอำนาจรัฐ ทั้งที่แพ้การเลือกตั้งติดต่อกันมา 21 ปี

แฉแผนบันได 7 ขั้นปล้นอำนาจรัฐ

นายอนุสรณ์กล่าวว่า การปล้นอำนาจรัฐใช้แผนบันได 7 ขั้นดังนี้ 1.พรรคประชาธิปัตย์วางแผนป่วนสภา ลากเก้าอี้ประธาน ปาแฟ้ม บีบคอเพื่อนสมาชิก ทุ่มเก้าอี้ ทำร้ายตำรวจสภา ตั้งใจทำให้เป็นรัฐสภาที่ล้มเหลว เพื่อให้ส่งผลกระทบเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว 2.นายสุเทพลาออกมาตั้งม็อบ กปปส. 3.นายอภิสิทธิ์พา ส.ส.ลาออกเพื่อกดดันรัฐบาลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน 4.อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปนำม็อบ ตามแผน 1 พรรค 2 ระบบ คือระบบรัฐสภากับระบบฟุตปาท 5.นายอภิสิทธิ์ประกาศบอยคอตการเลือกตั้ง หวังสร้างโรงละครแบบเดียวกับปี 2549 6.กปปส.ก่อจลาจล ขัดขวางการรับสมัคร ขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพฯและภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ 7.นายอภิสิทธิ์มอบหมายนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดินให้องค์กรอิสระชี้การเลือกตั้งไม่ชอบ ในขณะที่นายสุเทพตีปี๊บรับลูกป่าวประกาศ ถือเป็นแผนบันได 7 ขั้นปล้นอำนาจรัฐที่คนลงมือโหดเหี้ยมและหวังผลในระยะสั้น

หนุนศาล รธน.ตัดสินโมฆะ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญขอให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะว่า  ต้องตีความก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 245 ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้ แต่การร้องว่าการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้น มองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำของบุคคล ซึ่งไม่น่าเข้าข่ายที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้ได้ แต่ตนก็พร้อมสนับสนุนการยื่นเรื่องดังกล่าว และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะจะเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากจะทำให้ได้สภาใหม่เร็วกว่าการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่หน่วยเลือกตั้งที่มีปัญหา เพราะการเลือกตั้งซ่อมต้องใช้เวลาถึง 180 วัน และไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเลือกตั้งได้สำเร็จทั้งหมด แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เป็นโมฆะ ก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน คำถามสำคัญจะตกไปอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ตามกฎหมายหากไม่ลงสมัคร 2 ครั้งติดต่อกันจะถูกยุบพรรค

จัดขบวนรถรณรงค์ชวนคนเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆกว่า 30 พรรค จาก 53 พรรคการเมืองที่ลงรับสมัครเลือกตั้ง ร่วมกันจัดกิจกรรม “ขบวนรถประชาธิปไตย ชวนคนไทยไปเลือกตั้ง” นำรถแห่มากว่า 50 คัน ออกรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยตระเวนไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน สะพานใหม่ รามอินทรา มีนบุรี รามคำแหง บางนา จ.สมุทรปราการ กลับมาฝั่งธนบุรี เข้า จ.นนทบุรี และกลับมาหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งนอกจากรถแห่แล้วยังมีรถเก๋งรถกระบะร่วมขบวนอีกรวมประมาณ 100 คัน โดยทำสัญลักษณ์ด้วยการเปิดไฟหน้า ระหว่างทางมีการแวะปราศรัยเป็นระยะ เช่น ที่ตลาดสะพานใหม่ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่การหาเสียงให้พรรค แต่เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมา กกต.ไม่ค่อยออกมาประชาสัมพันธ์ พวกเราจึงต้องออกมารณรงค์กันเอง มีชาวบ้านมาสอบถามมากว่าจะเลือกตั้งได้หรือไม่ จะมีการขัดขวางหรือไม่ ตนจึงบอกไปว่า กกต.จะต้องดูแลเรื่องนี้

“อนุทิน” ชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงว่า ขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือก ตั้ง ถึงแม้ขณะนี้จะมีความเห็นหลากหลายว่าควรจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะงดออกเสียง เป็นความเห็นของแต่ละคน ไม่ใช่คำตัดสินชี้ขาดของศาล ดังนั้น เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ถูกตัดสิทธิใดๆ ประชาชนจึงควรออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตนเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนับผลคะแนนได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่าจะไม่ไปปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งต่างๆ อีกทั้งประเมินจากความตั้งใจของประชาชนที่ต้องการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งก็มีเป็นจำนวนมาก ผลการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับ ในใจลึกๆยังคิดว่าถ้าผลการเลือกตั้งออกมาน่าจะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของประเทศ

ฟันธงหลัง 2 ก.พ. ปฏิรูปพลิกโฉม

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี สมาชิกกลุ่ม ส.ว.รักชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ขอสนับสนุนแนวทางกลุ่มเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เพราะถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เสียดายที่เคยเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้คนกลุ่มเหล่านี้ออกมามีบทบาทขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ไม่ได้รับสนองตอบ วันนี้ทุกคนมีจุดร่วมกันแล้ว ดังนั้น ต้องเดินหน้าต่อเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แต่การปฏิรูปที่ว่าขอให้ยึดโยงกับอำนาจของประชาชนเป็นหลัก ส่วนกระบวนการต่างๆจะเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน คงต้องถกแถลงกันให้ตกผลึกอีกที โดยเฉพาะเรื่องที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. ฟันธงล่วงหน้าไปเลยว่าหลังจากวันที่ 2 ก.พ.ไปแล้ว ที่มาของ ส.ส. ส.ว.จะไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่แบบระบบในปัจจุบันอีก

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้