วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำบุญหลังปีใหม่

ทำบุญหลังปีใหม่

  • Share:

ปีใหม่ที่ผ่านมา หลายๆคนคงมีโอกาสได้ไปทำบุญ ได้เริ่มต้นชำระจิตใจตนเองด้วยการเข้าวัดปฏิบัติธรรม...สวดมนต์ข้ามคืน... ตักบาตรพระสงฆ์...

ตอนนี้ เวลาผ่านมาพักหนึ่งแล้ว คุณมีโอกาสได้ทำบุญกันอีกไหม???

...คำตอบส่วนใหญ่คงจะตอบว่า ไม่มีเลย...ไม่มีวันหยุดไปวัดแล้ว ยิ่งหยุดยาวเพื่อไปปฏิบัติธรรมยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย...จะตักบาตรตอนเช้าก็เหนื่อยจากงาน...ไม่มีเวลาขยับตัวไปทำบุญเลย

คำตอบเหล่านั้นสะท้อนว่าคนส่วนมากยังคิดว่าการทำบุญคือการเข้าวัดปฏิบัติธรรม การสวดมนต์ ตักบาตร แต่คุณรู้ไหม...เราทำบุญกันได้ทุกวัน ทุกนาทีของการดำเนินชีวิต

ชาวพุทธทั่วไปท่องจำได้อย่างขึ้นใจว่าบุญเกิดจาก “ทาน ศีล ภาวนา” ตามพุทธพจน์ที่กล่าวว่า บุญกิริยาวัตถุ (การทำบุญ) มี 3 ประการ คือ การทำทาน (ทานมัย) การรักษาศีล (สีลมัย) และการภาวนา (ภาวนามัย)...“ทาน ศีล ภาวนา” นี้ เป็นหมวดใหญ่ๆของการทำบุญ ที่เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ 3” ซึ่งกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก

ในฐานะพุทธศาสนิกชน บางคนทำบุญกิริยาวัตถุได้ครบทั้งในส่วนของทาน ศีล ภาวนา...บางคนทำทาน ถือศีลได้สม่ำเสมอ ภาวนาได้บ้างตามวาระ โอกาสที่เหมาะสม...บางคนทำทานได้สม่ำเสมอ แต่ไม่มีโอกาสทั้งในการถือศีล และภาวนา...ในขณะที่บางคนไม่มีโอกาสทั้งในการทำทาน การถือศีล และการภาวนา...

วันนี้ขอเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ให้ทุกคนฟังอีกครั้งว่า การทำบุญไม่ยาก ไม่วุ่นวายอย่างที่คิด...การทำบุญอยู่ใกล้ตัวเรามาก และเราสามารถสร้างบุญได้ในทุกนาทีของชีวิตจริงๆ เพราะนอกจาก “บุญกิริยาวัตถุ 3” ที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎกแล้ว ได้มีการขยายความเกี่ยวกับ “บุญ” ในอรรถกถาพระไตรปิฎก ว่าด้วย “บุญกิริยาวัตถุ 10” ซึ่งหมายรวมถึงการทำบุญอีก 7 ประการ นอกเหนือจากการทำบุญด้วยการให้ทาน การรักษาศีล และการภาวนา...บุญ 7 ประการนี้ เป็นบุญที่หลายคนได้ทำอยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยคิดว่าสิ่งนั้นเป็น “บุญ” ประกอบด้วย

(1) การมีความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น (อปจายนมัย)...ถึงตรงนี้หลายคนคงมีคำถามว่า การอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นบุญได้อย่างไร...ต้องอธิบายอย่างนี้ค่ะว่า ในขณะที่เราอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น เรากำลังละซึ่ง “ตัวตน” ของเรา...ละซึ่งความยึดมั่น ยึดถือในอัตตาต่างๆ ในชั่วขณะนั้น จิตเราก็จะปลอดจากโลภะ โมหะ โทสะ ซึ่งเป็นตัวกิเลสที่คอยสร้างอกุศลจิตให้เกิดขึ้นแก่เรา... ลองหลับตานึกดูก็ได้...ทุกครั้งที่เรามีความอ่อนน้อมต่อผู้อื่น...จิตเราจะอ่อนโยน พลังที่แผ่ออกมาจะเป็นพลังที่ร่มเย็น หรือพลังเมตตานั่นเอง...

(2) การช่วยเหลือขวนขวายในกิจที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) นอกจากการช่วยงานสงฆ์แล้ว “กิจที่ชอบ” ในที่นี้ยังหมายรวมถึง กิจที่ทำแล้วเป็นการเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น...นับรวมตั้งแต่งานเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งถึงงานจิตอาสาประเภทต่างๆ...นึกออกแล้วใช่ไหมคะ เวลาเราไปทำงานจิตอาสา เราปีติ และอิ่มบุญกลับมาขนาดไหน

(3) การอุทิศบุญกุศลให้ผู้อื่น (ปัตติทานมัย)...ข้อนี้ ชาวพุทธหลายคนก็คงปฏิบัติกันอยู่อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว...นั่นก็คือการแผ่เมตตา...แผ่บุญให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และล่วงลับไปแล้ว ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารแห่งนี้

(4) การยินดีในความดีของผู้อื่นหรืออนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การตั้งจิต หรือกล่าววาจายินดีด้วยการอนุโมทนาบุญกับความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ และอนุโมทนารับส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ ทุกครั้งที่มีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงไปทำบุญมา แล้วกลับมาบอกคุณว่า “เอาบุญมาฝาก” และคุณตอบรับด้วยจิตที่ยินดีในสิ่งที่เขาเหล่านั้นได้ทำมา ด้วยการอนุโมทนาบุญ คุณก็ย่อมได้รับบุญด้วย...นอกจากนั้น คุณยังสามารถอนุโมทนาบุญได้ในทุกโอกาสที่คุณเห็นใครก็ตาม...ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก กระทำสิ่งที่ดีในทุกๆที่ แม้แต่ในทีวีก็ตาม

(5) การฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) หมายถึง บุญที่เกิดจากการฟังธรรม...การฟังธรรมเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะถ้าเกิดจากจิตที่ศรัทธาและตั้งมั่น ในสมัยพุทธกาล มีสาวกของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยการฟังธรรม...แม้ว่าสมัยนี้ เราจะไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์โดยตรงแล้ว แต่ก็นับว่าเราโชคดีเป็นอย่างมากที่สามารถเข้าถึง “ธรรม” ได้ในช่องทางต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมที่เผยแผ่ทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือ ซีดี หรือแม้แต่ทางอินเตอร์เน็ต...ขอเพียงแค่ให้มีสติในการคัดสรรเท่านั้น...

(6) การแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) หมายถึง การเผยแผ่ธรรมแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการสาธยายธรรมโดยตรง หรือการเผยแผ่ผ่านข้อเขียน หรือผ่านสื่อประเภทต่างๆก็ตาม นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงการให้ข้อคิดดีๆ หรือสั่งสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งหากเป็นการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนแล้ว จิตของเราก็จะเป็นจิตที่ให้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะการให้ธรรม ดังคำกล่าวที่ว่าการให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง...

(7) การทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐุชุกรรม) ในที่นี้ หมายถึง การทำความเห็นให้ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งที่สุดแล้วก็คือ “สัมมาทิฏฐิ” หรือความเห็นชอบในอริยสัจ 4 นั่นเอง...

จะเห็นได้ว่า บุญทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีเพียงข้อเดียวที่ต้องทำโดยใช้ “เงิน” เป็นปัจจัย นั่นคือ การทำบุญด้วยการให้ทาน ที่เหลือเป็นบุญที่เกิดขึ้นที่ “ใจ” ของเราทั้งสิ้น...

ดังนั้น เราจึงสามารถทำบุญได้ในทุกๆ วัน และทุกๆ นาทีของการดำเนินชีวิต...และแน่นอน บุญจะได้มามากที่สุด ก็ต่อเมื่อคุณทำบุญโดยไม่หวังบุญ...บุญที่แท้จริงเกิดจากจิตที่ปราศจากโมหะ โลภะ และโทสะ...

ขออนุโมทนากับบุญทุกประการที่ทุกท่านได้กระทำมา และจะพึงกระทำต่อไปค่ะ...

 

ผศ.ดร.ภัสวดี นิติเกษมสุนทรี

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้