วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปริญญา แนะ4แนวทาง สำหรับ2ก.พ.

ปริญญา แนะ4แนวทาง สำหรับ2ก.พ.

  • Share:

“ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” แนะแนวทางประกอบการพิจารณาการเลือกตั้ง ส.ส. 4 แนวทาง “ใช้สิทธิ-ไม่ใช้สิทธิ” ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคล...

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.57 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว  แนะนำทางเลือกในการใช้สิทธิ หรือ ไม่ใช้สิทธิ ในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (2 ก.พ.) โดยทางเลือกที่ 1 ไปเลือกตั้งและเลือกพรรคและผู้สมัครที่ชอบ สำหรับผู้ที่มีพรรคและผู้สมัครที่จะเลือกแล้ว

ทางเลือกที่ 2 ไม่ไปเลือกตั้ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 72 กำหนดว่า "บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง" ถ้าไม่ไปเลือกตั้งจะต้อง "เสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด" ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรากำหนดสิทธิที่ต้องเสียไว้ 3 ประการคือ 1. สิทธิในการคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. (หมายความว่า ถ้าท่านมีหลักฐานว่าคนที่ได้รับเลือกตั้งมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ท่านสามารถคัดค้านได้ถ้าท่านไปเลือกตั้ง  2. สิทธิในการสมัคร ส.ส., ส.ว. และผู้บริหารและสมาชิกสภาของการปกครองท้องถิ่นต่างๆ และ 3. สิทธิในการสมัครกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่เลือกแนวทางไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สามารถไปแจ้ง "เหตุอันสมควร" ที่ทำให้ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ภายใน 7 วันหลังวันเลือกตั้ง แต่ถ้าไม่ไปแจ้งเหตุและทำให้เสียสิทธิดังกล่าว สิทธิทั้ง 3 ประการ ก็จะกลับมาใหม่เมื่อไปเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ในครั้งต่อไป 

อย่างไรก็ตาม การไม่ไปเลือกตั้งเป็นทางเลือกหนึ่งในการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่การที่มีผู้ไปใช้สิทธิไม่ถึง 50% ไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ วิธีนี้เป็นการแสดงออกด้วยการไม่แสดงออก ทำให้อาจมีข้อเสียคือแยกไม่ออกระหว่างผู้ที่ต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย กับการเลือกตั้งครั้งนี้กับผู้ที่นอนหลับทับสิทธิ

ทางเลือกที่ 3 กากบาทในช่อง "ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น ถ้าในเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครแค่คนเดียว ผู้สมัครคนนั้นต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 20% ของ "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น" และต้อง "มากกว่าคะแนนที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" แต่ถ้ามีผู้สมัครหลายคนไม่มีเงื่อนไขนี้ ดังนั้น จำนวนของผู้ที่กากบาท "ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" จะมีผลทางกฎหมายเฉพาะแต่ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตที่มีผู้สมัครแค่คนเดียว ถ้ามีผู้สมัครหลายคนจะไม่มีผลทางกฎหมาย จะมีผลแต่เพียง "ความชอบธรรม" ถ้าผู้ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนไม่ประสงค์จะลงคะแนน

ส่วนในกรณีของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นเรื่องความชอบธรรมแบบเดียวกับในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในเขตที่มีผู้สมัครหลายคน 

“การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อนั้นเป็นระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน คือพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้จำนวน ส.ส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้จากประชาชน นั่นหมายถึงว่าไม่ประสงค์จะลงคะแนนและบัตรเสียจะถูกตัดออกไปจากการคำนวณ ซึ่งต่างไปจากในแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ผู้ชนะมีคนเดียว ถ้าผู้สมัครมีหลายคน จะกาช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือเลือกคนที่แพ้ก็ เสียของเหมือนกัน แต่การเลือกตั้งแบบสัดส่วนไม่มีเสียของ เพราะคะแนนทุกคะแนนจะนำมาคิดเป็นที่นั่งหมด” 

ดังนั้น จึงเกิดทางเลือกที่ 3.2 คือ กากบาทในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนนเฉพาะในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อให้เลือกพรรคเล็กๆ พรรคใดพรรคหนึ่งที่มีนโยบายที่น่าสนใจ จำนวนที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมี 125 คน นั่นหมายความว่าถ้าพรรคใดได้คะแนน 0.8% ก็จะได้ ส.ส. 1 คน สมมติมีผู้ไปใช้สิทธิ 25 ล้านคน ถ้าพรรคเล็กๆ พรรคใดได้คะแนน 2 แสนคะแนน พรรคเล็กๆ พรรคนั้นก็จะได้ ส.ส. 1 คน

ทางเลือกที่ 4 คือไม่กาอะไรเลย หรือทำบัตรเสีย เป็นทางหนึ่งในการแสดงออก แต่ปัญหาคือจะแยกไม่ออกระหว่างผู้เจตนาทำบัตรเสียกับผู้ที่ทำบัตรเสียจริงๆ.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้