วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฝันสุดขอบฟ้า... "คัปปาโดเกีย"

ฝันสุดขอบฟ้า... "คัปปาโดเกีย"

โดย
1 ก.พ. 2557 05:15 น.
  • Share:

ตัวเมืองคัปปาโดเกีย.

หลังจากหลับๆตื่นๆอยู่ราวชั่วโมงเศษ เที่ยวบินอิสตันบูล-ไกเซรี ก็พาเรามาถึงตอนกลางของที่ราบสูงอนาโตเลีย แน่นอน เรากำลังมุ่งหน้าสู่ดินแดนลึกลับ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์เมื่อเกือบ 10 ล้านปีก่อน ดินแดนที่เป็นความฝันของนักเดินทางจำนวนไม่น้อย

แน่นอนที่สุด เรากำลังพูดถึง...คัปปาโดเกีย!

คัปปาโดเกีย  เป็นอาณาบริเวณหนึ่งของที่ราบสูงอนาโตเลีย ที่ประกอบด้วยเมืองใหญ่ๆหลายเมือง เช่น อวาโนส, เนฟเซฮีร์, อูร์กุป


จุดหมายแรกของเราครั้งนี้ อยู่ที่ เกอเรเม่ (Goreme Open Air Museum) ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดแห่งแรกของคัปปาโดเกีย ในเมืองเนฟเซฮีร์ ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งเกอเรเม่ สิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่เบื้องหน้า ชวนให้จินตนาการถึงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคก่อนคริสตกาล

เกอเรเม่ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี 1985 เรื่องราวประวัติศาสตร์ของที่นี่ คือ การเป็นถิ่นฐานที่ตั้งของผู้คนก่อนยุคคริสตกาล เป็นที่ที่ชาวคริสเตียนในยุคแรกๆใช้หลบหนีการล่าสังหารของจักรวรรดิโรมัน

ไกด์สาวจาก Dorak ทัวร์ ซึ่งสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์เลือกให้มานำเราท่องเที่ยวคราวนี้ บอกว่า ในช่วงกลางศตวรรษที่ 1 เซนต์ปอลได้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเขตคัปปาโดเกีย ซึ่งในเวลานั้น ผู้คนยังไม่รู้จักศาสนา ได้แต่นับถือเพเกิน (Paganism) หรือลัทธิบูชาธรรมชาติ และเทพเจ้า แต่เมื่อมีการเผยแพร่ศาสนาเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ผู้คนเริ่มเชื่อว่า พระเยซู คือ ผู้ที่มาไถ่บาปให้มวลมนุษย์ คำสอนของพระองค์ทำให้พวกเขามีชีวิตใหม่ หลุดพ้นจากความแร้นแค้น แต่ทว่าวิถีของคริสเตียนในเวลานั้น ขัดแย้งกับความเชื่อของโรมัน จักรวรรดิโรมันจึงออกไล่ล่าเข่นฆ่าชาวคริสต์ ทำให้ต้องหนีตายมาที่คัปปาโดเกีย โดยอาศัยขุดโพรงหินเพื่อใช้กำบังและอยู่อาศัย ซึ่งโพรงหินเหล่านี้ เกิดจากการกัดเซาะเถ้าถ่านลาวาจำนวนมากของภูเขาไฟเออซิเยส์ และฮาซาน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ภายในโพรงหินเหล่านี้ มีโบสถ์อยู่ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง ทั้งโบสถ์เล็ก โบสถ์ใหญ่ จินตนาการจากสิ่งที่เห็นก็พอจะเดาได้ว่า ห้องใดเป็นห้องประกอบพิธี ห้องใด เป็นห้องอาหาร โรงครัว โรงซักล้าง ตามประวัติศาสตร์บอกว่า เกอเรเม่ไม่ ใช่เป็นแค่ชุมชนหมู่บ้านที่ชาวคริสต์อยู่อาศัย แต่คืออารามศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนาแห่งแรกของโลกด้วย

ยังมีเรื่องราวมหัศจรรย์ให้พวกคุณได้สัมผัสอีก....ไกด์สาวบอก เรากำลังจะเดินทางไปดูเมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนแถบนี้ เมืองที่เจาะลึกลงไปใต้ดินถึง 10 ชั้น มีอุโมงค์ยาวต่อเนื่องกันไปยังเมืองต่างๆอีกหลายสิบเมือง เป็นระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร

ทั้งหมดนี้...อยู่ใต้ดิน!!

ชั่วอึดใจ เราก็มาถึง เคย์มาคลิ (Kaymakli) เมืองใต้ดินที่อยู่ทางตอนใต้ของเนฟเซฮีร์ ไกด์สาวบอกว่า เคย์มาคลิถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่และทางหลบหนีทหารโรมันในช่วงที่ออตโตมันเริ่มรุกรานเข้ามาที่นี่

แม้จะมีชั้นต่างๆลดหลั่นกันลงไปใต้ดินถึง 10 ชั้น แต่เราสามารถที่จะลงไปได้ลึกที่สุดจริงๆแค่ 4 ชั้นเท่านั้น แต่แค่นี้ก็มหัศจรรย์แล้ว

คุณอาจจะไม่เชื่อว่า มันเป็นเมืองขนาดย่อมๆเมืองหนึ่งในชั้นใต้ดินจริงๆปากทางลงถูกปิดด้วยแท่นหินรูปกลม หนัก 300 กิโลกรัม หนาประมาณ 50 เซนติเมตร เหมือนเป็นประตูหิน ซึ่งในแต่ละห้องของอุโมงค์ใต้ดินก็จะมีประตูหินแบบนี้ปิดไว้ มีเพียงรูเล็กๆตรงกลาง ที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่องที่ใช้ส่งเสียงเตือนภัยเวลาที่มีผู้รุกรานเข้ามาบุกรุก

ภายในเมืองใต้ดินเคย์มาคลิ มีทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องเก็บตุนอาหาร ห้องสวดมนต์ ห้องน้ำ รวมถึงห้องเก็บไวน์และเบียร์ และแม้แต่หลุมฝังศพ

ชาวเคย์มาคลิ จะใช้เวลากลางวันอยู่ในเมืองใต้ดินแห่งนี้ เพื่อความปลอดภัย และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พวกเขาก็จะเริ่มออกไปเพาะปลูก ทำกสิกรรมต่างๆ เพื่อให้มีอาหารเพียงพอ ก่อนจะมุดกลับมาอยู่ใต้ดินอีกครั้ง เมื่อแสงของพระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า

วันรุ่งขึ้น พวกเราต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นบอลลูนยักษ์ชมเมืองคัปปาโดเกีย พวกเราแบ่งหน้าที่กันให้ 4 คนขึ้นไปบนบอลลูน ขณะที่อีก 2 คนรอถ่ายรูปอยู่ข้างล่าง

ไอร้อนจากหัวจุดเชื้อเพลิงพวยพุ่ง เตรียมพร้อมที่จะส่งบอลลูนลูกโตขึ้นสู่ท้องฟ้า เราเก็บภาพขั้นตอนการขึ้นบอลลูนไว้เกือบจะทุกช็อต มันน่าตื่นเต้น สำหรับการขึ้นบอลลูนเพื่อชมทัศนียภาพของเมืองในประวัติศาสตร์เช่นนี้

ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ บอลลูนยักษ์ที่สมัคร พรรคพวกของเรา 4 คนขึ้นไปชมเมืองก็แลนดิ้งลงกลางทุ่งหญ้าใหญ่ กัปตันและทีมงานเตรียมพร้อมแชมเปญเพื่อฉลองความสำเร็จของการพิชิตขอบฟ้าแห่งคัปปาโดเกีย มีการมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้โดยสารทุกคน เรียกว่าคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายราว 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,000 บาทที่จ่ายเป็นค่าขึ้นบอลลูนครั้งนี้

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ กิจกรรมตื่นเต้น ท้าทายอย่างใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นการนั่งรถจี๊ปตะลุยพื้นหินขรุขระลัดเลาะไปตามหุบเขา
ที่มีทั้งหุบเขาแห่งรัก อย่าง Love Valley ที่อัศจรรย์ด้วยแท่นหินทรงสูง ดูคล้ายๆดอกกุหลาบ แต่บางคนบอกว่าเหมือนเห็ดมากกว่า

รถจี๊ปวิ่งตะลุยผ่านไปบนแท่นหิน และทะเล ทรายย่อมๆ กระแทกกระทั้นที่ทำให้เราต้องออกเสียงวี้ดว้ายกันตลอดเส้นทาง หินรูปร่างแปลกตาจำนวนมากที่ดูแล้วต้องจินตนาการตาม บางคนบอกว่าคล้ายไก่ แต่บางคนบอกเหมือนอูฐกำลังนั่งก็สุดแล้วแต่จะจินตนาการกันไป แต่ที่คิดเหมือนกันแน่ๆ คือ มันส์สุดๆ

ตกบ่ายเรามีนัดไปชมศูนย์ศิลปหัตถกรรมในคัปปาโดเกีย เริ่มจากศูนย์จำหน่ายพรม ที่ว่ากันว่า หญิงสาวชาวคัปปาโดเกียทุกคนต้องเรียนวิชาถักทอพรม ถือเป็นหน้าที่และคุณสมบัติสำคัญของการออกเรือน เช่นเดียวกับผู้ชายคัปปาโดเกียที่ต้องมีวิชาปั้นหม้อ ที่ทดสอบกันด้วยการขึ้นรูปฝาหม้อให้พอดีกับปากหม้อจึงจะถือว่าผ่าน

รถแล่นไปตามถนน บ้านถ้ำ ยุคโบราณ ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านบ้าง โรงแรมบ้าง เพื่อคงความเป็นธรรมชาติอย่างที่บรรพบุรุษเคยอยู่ โพรงหินหลายแห่งเป็นที่สำหรับเลี้ยงนกพิราบเพื่อนำขี้ของมันมาเป็นเชื้อเพลิง เมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับ อัศจรรย์ ถูกปลุกให้ตื่นโดยผู้มาเยือนอย่างไม่ขาดสายปีละหลายล้านคน

โลกยุคใหม่กับผู้คนในเมืองเก่าที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืน

เราโบกมือลาคัปปาโดเกีย หลังเสียงปรบมือให้ Dervish Show และระบำหน้าท้องแบบชาติอาหรับในค่ำคืนสุดท้าย

คืนที่กลิ่นฮุคคาห์ กับชาหอมกรุ่น ยังติดตรึงใจไม่รู้คลาย.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้