วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หวั่นการเมืองแรง วอนหันหน้าเจรจา

องค์กรวิชาชีพทุกภาคส่วนกว่า 60 องค์กร ตั้งกลุ่มเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หวังยุติความรุนแรง การเผชิญหน้าทุกรูปแบบ แนะดึงตัวแทนประชาชนร่วมเจรจาหาทางออกประเทศ พร้อมเป็นตัวกลางนัดสร้างเวทีกลาง จัดโต๊ะเจรจาให้ทุกฝ่าย...

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรวิชาชีพทุกภาคส่วนกว่า 60 องค์กร ได้แก่ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ ภาคประชาสังคม ภาคข้าราชการ สื่อมวลชน ได้มีการเปิดตัว "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" (Reform Now Network) เพื่อเรียกร้องคู่ขัดแย้งใน 3 ประเด็น ได้แก่ ขอให้ "หยุดความรุนแรง เริ่มการเจรจา เดินหน้าปฏิรูป"

ทั้งนี้ สำหรับตัวแทนองค์กรต่างๆ ที่เข้าร่วม ประกอบด้วย ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตกรรมการคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบ และค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และปลัดกระทรวงยุติธรรม ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และนักสันติวิธี ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสมัชชาเกษตรกรแห่งชาติ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้น

ดร.กิตติพงษ์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้า และออกจากความขัดแย้งได้นั้น การปฏิรูปประเทศไทยสำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดร่วมของทุกฝ่าย โดยจุดที่ต้องมารวมตัวกัน เพราะความขัดแย้งเริ่มนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง มองเป็นพวกเขา พวกเราอย่างมาก อาจทำให้เกิดความรุนแรงอย่างไม่มีมาก่อนในบ้านเมือง ดังนั้น กระแสเช่นนี้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย จำเป็นต้องปฏิรูปทันที เป็นวาระของประชาชน โดยประชาชนต้องมีส่วนร่วม

ด้าน ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาควิชาการมีความเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง และได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา ทปอ. ได้มีการออกแถลงการณ์มาเป็นระยะๆ

"เรามองเห็นว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องมาร่วมกันหาทางออกร่วมกัน ถึงแม้จะเห็นแตกต่างกันก็ตาม แต่เรามีจุดร่วมเดียวกัน คือ ผลประโยชน์ของประเทศ และ ทปอ.ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดมั่นในสันติวิธี และยึดมั่นการปฏิรูปประเทศไทย จึงพร้อมร่วมเป็นเครือข่ายรวมพลังขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยไม่สามารถละเว้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปได้" ประธาน ทปอ. กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน จะทำให้บ้านเมืองไม่มีทางออก ทางไปข้างหน้า ดังนั้น ข้อเสนอของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ก็เพื่อหยุดความรุนแรง พร้อมกันนี้ เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ความขัดแย้งก็ยังไม่หยุด ฉะนั้น การพูดคุย เจรจา และเดินหน้าปฏิรูป จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในระยะยาว

นายประพัฒน์ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง จึงควรหยุดความรุนแรง นั่งเจรจา และมานั่งคุยเรื่องปฏิรูปประเทศไทยกัน พร้อมกันนี้ ได้ขอให้คนไทยลุกขึ้นมาเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปไปพร้อมๆ กัน

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่เรื่องระยะสั้น เป็นเรื่องระยะยาว จะเกิดได้หรือไม่ท่ามกลางความขัดแย้ง คงไม่ง่าย แต่หากต้องการเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้น ก็ควรได้รับการสานต่อ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมรวมพลังประชาชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้ผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลรับไปทำ

อย่างไรก็ตาม นางปิยะมาน กล่าวว่า ปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูป เพราะเดินมาถึงทางตันแล้ว จำเป็นต้องลดความรุนแรงก่อน มาคุยกัน เจรจากันในฐานะคนไทยด้วย พร้อมเสนอให้หยุดพูดเรื่องกฎหมายไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" ออกแถลงการณ์ ดังนี้
1. หยุดความรุนแรง การยั่วยุ ลดการเผชิญหน้า และการส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชน และผู้มีความเห็นต่าง โดยเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องสิทธิ์ในการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป และประชาชนที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

2. เริ่มต้นเจรจาเพื่อหาทางออกประเทศ เพราะไม่มีความขัดแย้งใดในโลกที่หาทางออกได้โดยปราศจากการเจรจา ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเดินหน้าไปได้หรือไม่ก็ตาม คู่ความขัดแย้งและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเจรจาเกี่ยวกับการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไก องค์กร ที่มาของตัวแทนจากประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม

3. เดินหน้าปฏิรูปทันที ปกป้องวาระการปฏิรูปประเทศมิให้ถูกลดความสำคัญลงภายใต้บรรยากาศการเผชิญหน้าของฝ่ายต่างๆ และมิให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศถูกซุกไว้ใต้พรม และสูญเสียโอกาสของความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และความเห็นพ้องร่วมกันการปฏิรูป

รวมถึงอาสาร่วมสร้าง "เวทีกลาง-พื้นที่การมีส่วนร่วม" เพื่อให้ทุกฝ่ายนำเสนอความคิดเห็น แลกเปลี่ยน เพื่อรวบรวมประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูป โดยไม่รวมศูนย์รวบอำนาจ.