วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ธีระชัย' แนะแบงก์ขอคลังตรวจสอบหนังสือกฤษฎีกาก่อนประมูลดอกเบี้ย

อดีต รมว.คลัง แนะแบงก์ขอคลังดูหนังสือคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนร่วมประมูลดอกเบี้ย ชี้เสี่ยงผิดกฎหมาย-รัฐบาลชุดใหม่อาจไม่จ่ายหนี้ ผู้บริหารต้องรับผิดชอบเอง ห่วงรัฐบาลใช้เป็นกลลวงให้ชาวนาลงคะแนนเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่...

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.57 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ไทยรัฐออนไลน์” กรณีกระทรวงการคลังส่งหนังสือชี้ชวนสถาบันการเงินเอกชนเข้าร่วมประมูลดอกเบี้ย เพื่ือให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้ในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินที่จะเข้าร่วมประมูลดอกเบี้ยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งออกโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ควรขอเรียกดูหนังสือคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนเข้าร่วมการประมูลดอกเบี้ย หรือปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลรักษาการ 

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง หากกระทรวงการคลังนำคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เป็นความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนเดียวมาอ้างอิงในการประมูลขายตั๋วเงินคลัง เพราะหากเป็นการลงนามความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเพียงคนเดียว จะไม่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีผลต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน และอาจไม่รับจ่ายคืนหนี้ หรือจ่ายคืนหนี้ช้ากว่าเดิม ทำให้ผู้บริหารแบงก์เอกชนมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องรับผิดชอบหนี้ดังกล่าวในนามส่วนตัว

“มติคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะมีผลผูกพันถึง ครม.ชุดหน้า จะต้องเป็นมติที่เป็นคณะบุคคล หมายถึงมติของคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ใช่มติของเลขาธิการเพียงคนเดียว ซึ่งจะไม่มีผลผูกพันต่อ ครม.ใหม่ โดยส่วนตัวคิดว่าเลขาธิการอาจยังไม่คำนึงถึงประเด็นต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบอย่างรอบคอบ ดังนั้น แบงก์พาณิชย์ที่เข้าร่วมประมูลถือว่ามีความเสี่ยงมาก ทางออกที่ดีที่สุดในการหาเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาคือกระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งระบายข้าวให้ได้โดยเร็วที่สุด” นายธีระชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า

"ผมอดที่จะคิดไปไม่ได้ ว่านี่เป็นหมากลวงหรือไม่ คือพยายามให้ชาวนาและครอบครัว ไปลงคะแนน เลือกพรรคร่วมรัฐบาล ให้กลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ มิฉะนั้น ชาวนาจะไม่ได้เงินตามแผนนี้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็หวังช่วยสลายการชุมนุมของชาวนาออกไปก่อน จนกว่าจะผ่านวันเลือกตั้ง แต่การที่ ครม.มีมติแบบนี้ และประกาศทั่วไปดังนี้ แม้ยังไม่เริ่มขบวนการกู้ ผมคิดว่าอาจจะเข้าข่าย ต้องการให้มีผลต่อการเลือกตั้งแล้ว อาจจะเข้าความผิดมาตรา 181(4) แล้วก็ได้ น่าเห็นใจชาวนามากครับ หากรัฐมนตรีคลังได้ดูงานใกล้ชิด และจัดแก้ปัญหาไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภา ก็คงไม่เกิดความเดือดร้อน เหมือนทุกวันนี้ แต่มาวันนี้ ยุบสภาไปแล้ว ช่องทางที่จะหาเงิน ที่ปลอดภัยจริงๆ ก็มีแต่ต้องเร่งระดมขายข้าว ส่วนการกู้ มีปัญหา เสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย แบงค์รัฐคงจะไม่เสี่ยงให้รัฐบาลกู้ เพราะจะเข้าข่าย เป็นผู้สนับสนุน ต้องร่วมรับผิดด้วย ตามมาตรา 181(4)  ส่วนแบงค์เอกชน เขามีผู้ถือหุ้นกำกับอยู่ ถ้าเขาให้กู้ในกระบวนการที่ผิดกฎหมาย และหากรัฐบาลใหม่ ไม่ชำระหนี้ ก็จะถูกผู้ถือหุ้นฟ้องส่วนตัวได้ ยิ่งเป็นแบงก์ต่างประเทศ ลืมได้เลย จะหาคนมาเสี่ยงยากมาก”

ในขณะที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 9 พรรค ประชาธิปัตย์  ขึ้นเวทีปราศรัยแยกปทุมวัน วานนี้ (29 ม.ค.) โดยระบุว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดหน้าได้นั้น ต้องเป็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นมติที่เป็นคณะบุคคล ไม่ใช่มติของเลขาธิการ ซึ่งหากเป็นจริงมติดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพัน ครม.ชุดใหม่ในทันที และความเสี่ยงสูงสุดจะอยู่ที่แบงก์พาณิชย์ที่เข้าร่วมประมูล ซึ่งอาจไม่ได้รับเงินคืน.