วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยหลังวันที่ 2 ก.พ.?

ถึงวันนี้ คงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามที่กำหนดไว้เดิมในพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ.นี้ ท่ามกลางการทัดทานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอีกหลายภาคส่วนของสังคม

เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายรัฐบาลหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการยืนยันที่จะให้มีการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมคือ ไม่มีกฎหมายรองรับให้เลื่อนหรือกำหนดเลือกตั้งใหม่ได้ (ทั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นมาแล้วว่าสามารถทำได้) และ กกต.ยังสามารถจัดการเลือกตั้งได้ในจังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศ (มีปัญหาเพียง 10 กว่าจังหวัดเท่านั้น)


ที่สำคัญ รัฐบาลบอกว่า แม้จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป หรือแม้แต่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ตามที่ กกต.ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลสนับสนุนให้มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้มีเวลาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ในขณะนี้เสียก่อน

คราวนี้ เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งแล้ว ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา จะมีอะไรบ้าง สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังดำเนินอยู่ในขณะนี้ จะมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง รวมทั้งยังมีปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ อีกหรือไม่ ที่จะเป็นตัวแปรที่มีผลต่อสถานการณ์บ้านเมืองในอนาคต

ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่า การจัดการเลือกตั้งจะไม่ได้เสร็จสิ้นในวันที่ 2 ก.พ.นี้เพียงวันเดียว เพราะข้อเท็จจริงปรากฎว่า มีเขตเลือกตั้งอย่างน้อย 28 เขตที่ไม่สามารถรับสมัครเลือกตั้งได้ จึงจะไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบเขตเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้


ทั้งนี้ ยังไม่รวมเขตเลือกตั้งอีก 16 เขตที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ซึ่งผู้สมัครคนนั้นจะได้รับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนในเขตนั้น และต้องได้คะแนนมากกว่าจำนวนผู้ vote no หรือผู้ที่ไปลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน

ขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า ในเขตเลือกตั้งของจังหวัดในภาคใต้ที่จะต้องมีการเปิดให้ประชาชนไปใช้สิทธิเสือกตั้ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แม้ว่าในเขตนั้น จะยังไม่มีผู้สมัครในระบบเขตก็ตามนั้น ไม่น่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งได้ เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ

ส่วนทางด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้งที่รับผิดชอบด้านการจัดการเลือกตั้งให้ข้อมูลว่า แม้การเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ เขตเลือกตั้งส่วนใหญ่จะเปิดให้ประชาชนไปใช้สิทธิได้ตามปกติ แต่ก็จะยังไม่สามารถนับคะแนนและประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขตฯ ในเขตนั้นๆ ได้เพราะต้องรอผลการลงคะแนนของประชาชนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าและขอใช้สิทธิ์นอกเขตที่ไม่สามารถไปลงคะแนนเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาได้เสียก่อน ซึ่ง กกต.กำหนดวันเลือกตั้งในส่วนนี้ใหม่ไว้ในวันที่ 23 ก.พ.นี้

นอกจากนี้ ในการนับคะแนน ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อก็เช่นกัน หากหน่วยเลือกตั้งใด ยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้ประชาชนไปลงคะแนนได้ ก็จะมีผลทำให้การนับคะแนนรวมและการกำหนดสัดส่วน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้รับเลือกตั้ง ไม่สามารถทำได้ทั้งระบบ ทั้งนี้ นายสมชัยประเมินว่า จะสามารถจัดการเลือกตั้งเพื่อให้มีจำนวน ส.ส.อย่างน้อย 475 คนหรือร้อยละ 95 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 เดือน ซึ่งก็จะมีผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้


ดังนั้น หากจะมีคำถามว่า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ คงตอบได้ไม่ยากว่า สภาพคงเป็นอย่างที่เป็นอย่างทุกวันนี้คือ เราจะมีรัฐบาลรักษาการที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ และไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างชอบธรรมและปกติสุข ไปอีกอย่างน้อย 4-6 เดือน เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถที่จะดำเนินการใดๆ กับผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กำลังขยายวงออกไปมากขึ้นทุกที
ขณะที่ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง กปปส. กปท.และคปท. ก็คงจะหามาตรการยกระดับการชุมนุมไปเรื่อยๆ เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมตรีลาออกทั้งคณะเพื่อเปิดโอกาสให้มีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนกลางตามมาตรา 3 และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งพยายามผลักดักให้มีสภาประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศไทยตามที่ประกาศไว้

ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ต้องพยายามที่จะลากเวลาในการรักษาการให้นานที่สุด จนกว่าจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งแน่นอนว่า พรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดและจัดตั้งรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ และพยายามจัดการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของฝ่ายตนต่อไป


สรุปคือ ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมามีอำนาจ มวลชนอีกฝ่ายหนึ่งก็จะลุกขึ้นมาต่อต้าน เมื่อพบว่าฝ่ายที่มีอำนาจพยายามจะรวบอำนาจและใช้อำนาจตามอำเภอใจ หมุนเวียนเป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป
มาถึงตรงนี้แล้ว คงพอจะเห็นได้ว่า สภาพความขัดแย้งทางการเมืองเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าพลังของ “ไทยเฉย” จะลุกขึ้นมากดดันให้ทั้ง 2 ฝ่ายที่ต่างมีมวลชนให้การสนับสนุนเป็นเครื่องต่อรองสำคัญ ต้องหันหน้ามาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ที่น่าสนใจในขณะนี้ คือมีกลุ่มนักคิด นักวิชาการ นักวิชาชีพและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนมาก พยายามที่จะตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาผลักดันการปฏิรูปประเทศไทย อาทิ กลุ่มเครือข่ายผู้รับใช้การปฏิรูปประเทศโดยสันติของประชาชนไทย หรือกลุ่ม Restart ประเทศไทย นำโดยนายธีรยุทธ บุญมีที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมาและเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปหรือกลุ่ม Reform Now นำโดยนายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ อดีตกรรมการคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่จะเปิดตัวในวันที่ 30 ม.ค.นี้


ทำให้พอมีความหวังว่า กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้ จะเป็นพลังกดดันให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายยอมหันหน้ามาพูดคุยกันบนโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม โดยยอมสละผลประโยชน์ส่วนตัวโดยอ้างหลักการที่ตนเห็นว่าเป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า คนที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยภายหลังวันที่ 2 ก.พ.นี้ ก็คงไม่พ้นคนไทยทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง และฝ่ายที่ยังเป็นไทยเฉย ที่ไม่สนใจว่า ประเทศกำลังจะเดินหน้าไปสู่หายนะหรือไม่ ซึ่งจะต้องร่วมกันหาทางออกที่ทำให้ประเทศไทยบอบช้ำน้อยที่สุด นั่นเอง...

 


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
http://www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

ถึงวันนี้ คงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามที่กำหนดไว้เดิมในพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.พ.นี้ ... 30 ม.ค. 2557 00:06 ไทยรัฐ