วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เราควรออกไปเลือกตั้งหรือไม่

หมายเหตุ : นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา ได้เขียนบทความเรื่อง "เราควรออกไปเลือกตั้งหรือไม่" โดยให้แง่คิดประกอบการพิจารณาถึงการจะไปหรือไม่ไปเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ทั้งนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ได้ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ตามเนื้อหาดังต่อไปนี้…

เราควรออกไปเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อการเลือกตั้งทำท่าว่าจะมีขึ้นแน่ๆ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ คำถามที่มีคนถามอยู่เป็นประจำก็คือ แล้วประชาชนทุกฝ่ายควรจะทำอย่างไร ควรออกไปเลือกตั้ง หรือควรอยู่เฉยๆ ไม่ออกไปเลือกตั้ง

มีคนส่งข้อความใน social media ชักชวนให้ทุกคนไม่ออกไปเลือกตั้ง เพื่อว่าถ้ามีคนออกไปเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 50 แล้วจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ คนที่ส่งข้อความนั้นจะมีเจตนาอย่างไรไม่ทราบ แต่ความเข้าใจนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะถึงจะมีคนไปเลือกเพียงร้อยละ 10 การเลือกตั้งนั้นก็ไม่เป็นโมฆะ เพราะกฎหมายให้นับแต่เฉพาะคะแนนของคนที่ไปลง ไม่ได้นับคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์

สมมติว่าในเขตเลือกตั้งหนึ่ง มีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนจำนวน 100,000 คน มีผู้สมัคร 2 คน ในวันเลือกตั้งทั้งเขต มีคนไปลงคะแนนเพียง 10 คน นาย ก.ได้ 10 คะแนน นาย ข.ไม่ได้คะแนนเลย นาย ก. ก็ได้รับเลือกตั้ง ทั้งยังกล่าวอ้างอย่างเต็มปากด้วยความภูมิใจว่าได้รับเลือกมาด้วยคะแนน 100 เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งนั้นก็ใช้ได้ตามกฎหมาย

ความเป็นโมฆะของการเลือกตั้ง จะไม่ได้เกิดจากจำนวนคนที่ออกไปใช้สิทธิ์ หากแต่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ไม่อาจจัดการเลือกตั้งได้ในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งทั้งรัฐบาลก็รู้ และ กกต.ก็รู้ เพียงแต่ยังไม่ได้มีการพูดกันอย่างจริงจัง ซึ่งนั่นก็คงนำไปสู่ความรับผิดชอบ ทั้งทางอาญาและทางแพ่งที่อาจจะเกิดมีขึ้นกับรัฐบาลและ กกต.ในวันข้างหน้า ขึ้นอยู่กับว่าใครจะป้องกันตัวเองได้รอบคอบกว่ากัน

ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลพากันไม่ออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง คงมีแต่คนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลออกไปลงคะแนน ผลจะเป็นดังนี้

1. คนที่ไม่ออกไปใช้สิทธิ์จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทุกคน เว้นแต่คนที่ได้แจ้งเหตุไม่ไปลงคะแนนไว้แล้ว

2. คะแนนที่ปรากฏจากการเลือกตั้ง จะเป็นว่า ผู้มาใช้สิทธิ์ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เลือกผู้สมัครของรัฐบาล ซึ่งเป็นผลดีต่อรัฐบาลทำให้เกิดกำลังใจในการดำเนินการตามนโยบายที่คิดว่าดี แล้วต่อไปได้อย่างเต็มที่ และใช้เป็นข้ออ้างตามหลักของการเลือกตั้งปัจจุบันได้ว่าคนทั้งหมดหรือเกือบ ทั้งหมดสนับสนุนการกระทำของรัฐบาล

3. ส่วนคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ก็จะถูกกล่าวอ้างได้ว่า เป็นพวกที่ไม่สนใจในการเลือกตั้ง หรือไม่สนใจในผลของการเลือกตั้ง ใครจะทำอย่างไรก็รับได้เสมอ

แต่ถ้าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลพากันออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน ผลจะเป็นดังนี้

1. คนที่เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลก็จะเป็นโอกาสแสดงให้รัฐบาลรับรู้ถึงความเห็นด้วยนั้น อันเป็นกำลังใจที่สำคัญให้แก่รัฐบาลที่จะทำการตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย ก็จะได้ใช้โอกาสนี้ไปแสดงให้ปรากฏว่าไม่เห็นด้วย โดยการไปทำเครื่องหมายในช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง” หรือที่เรียกกันว่า no vote หรือ vote no หรือแม้แต่ผู้ที่คัดค้านการเลือกตั้ง ก็ต้องไปใช้สิทธิ์ด้วยการทำเครื่องหมายในช่องดังกล่าว เพราะเป็นทางเดียวที่จะแสดงออกอย่างเป็นทางการได้

2. สำหรับในเขตที่มีคนสมัครคนเดียว คนที่ไม่เห็นด้วยยิ่งต้องไปใช้สิทธิ์เพื่อแสดงออกเพราะตามกฎหมายนั้น เมื่อมีผู้สมัครคนเดียว ผู้สมัครคนนั้นจะได้รับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในเขตนั้น และต้องได้คะแนนมากกว่าจำนวนผู้ vote no การไปใช้สิทธิ์เพื่อทำเครื่องหมายในช่องดังกล่าวจำเป็นความสำคัญ และมีผลตามกฎหมาย เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะขจัดคนที่เราเห็นว่าไม่ดี ให้ไม่ได้รับเลือกตั้ง

3. สำหรับในเขตที่มีคนสมัครมากกว่าหนึ่งคน แม้คะแนน vote no จะไม่มีผลต่อการได้รับเลือกตั้งของผู้สมัคร แต่ก็จะเป็นเครื่องหมายแสดงว่ามีประชาชนไม่ต้องการผู้สมัครคนนั้นขนาดไหน ยิ่งถ้าคะแนน vote no มีมากกว่าคะแนนที่เขาได้รับ เขาก็จะอ้างไม่ได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ได้เลือกให้เขามาเป็นผู้แทน ข้อสำคัญน้ำหนักของคะแนน vote no จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง ให้พัฒนาไปอีกชั้นหนึ่ง คือ ต่อไป ไม่ว่าจะมีผู้สมัครกี่คน สมควรจะกำหนดไว้ในกฎหมายหรือไม่ว่า คนที่จะได้รับเลือกตั้งจะต้องได้คะแนนมากกว่าคะแนน vote no และเมื่อมีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ (เพราะไม่มีใครได้รับเลือกตั้ง) คนที่สมัครแล้วได้คะแนนน้อยกว่าคะแนน vote no จะต้องหมดสิทธิ์ในการลงรับสมัครในการเลือกตั้งครั้งนั้น เพระถือว่าประชาชนเสียงข้างมากได้แสดงให้ปรากฏว่าไม่เอาคนนั้นแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะดึงดันให้ประชาชนต้องเลือกอีก ถ้าสามารถผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้มีผลดังกล่าวได้ สิทธิ์ของเราจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพราะบอกได้ว่าเราจะเอาหรือไม่เอาใคร

4. การไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กันทั้งหมด ก็จะพากันถูกตัดสิทธิ์ในทางการเมือง ในยามจำเป็นที่จะต้องเข้าชื่อกันเพื่อดำเนินการบางอย่าง เช่น ถอดถอน หรือเสนอกฎหมาย ก็จะไม่เหลือใคร

5. การไปใช้สิทธิ์ จะแสดงว่าประชาชนมิได้รังเกียจการเลือกตั้งหรือคัดค้านการเลือกตั้ง เพียงแต่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องปรับปรุงกติกาเสียใหม่ให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมเสียก่อน จึงแสดงออกด้วยการ vote no การไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกจากความสะใจแล้ว ก็ไม่ได้ผลอะไร ทั้งยังอาจถูกแปลไปว่าไม่มีใครสนใจในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปกติของการเลือกตั้งทั่วไปที่คนเกือบครึ่งหนึ่งมิได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งการเลือกตั้งนั้นก็ยังดำเนินต่อไป และใช้อ้างอิงได้

6. ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ออกไปใช้สิทธิ์ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีใครถือโอกาสขนใครไปใช้สิทธิ์แทนเรา ขนาดการใช้สิทธิ์ล่วงหน้า ยังมีคนขนคนที่ไม่มีบัตรแสดงตนมาลงคะแนนเอาด้านๆ เมื่อจับได้คาหนังคาเขา ตำรวจยังปล่อยตัวไปเสียอย่างนั้นแหละ

โดยสรุป การเลือกครั้งนี้ (หากจะมีขึ้นตามความต้องการของรัฐบาล) ประชาชนทุกคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต้องออกไปใช้สิทธิ์กันทุกคน ทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยรัฐบาล เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะแสดงออกให้เห็นถึงความประสงค์อันแท้จริงของประชาชน อุตส่าห์ออกกันมามืดฟ้ามัวดิน แต่ถูกเขากล่าวหาว่ามีเพียงไม่กี่หมื่นกี่แสนคน เพราะไม่มีใครนับมายืนยันให้ยอมรับกันได้ว่าเป็นแสนหรือเป็นล้าน การไปใช้สิทธิ์นี่แหละจะยืนยันได้ว่าคนไม่เห็นด้วยมีจำนวนเพียงไม่กี่แสนคน จริงหรือ

ที่สำคัญที่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ต้องออกไป เพื่อเป็นกำลังใจให้รัฐบาล ในขณะเดียวกันคนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องออกไปเพื่อไปแสดงออกให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยการ vote no คนจำนวนมากเขาลำบากตรากตรำ พลัดที่นาคาที่อยู่ มากินนอนกลางถนนด้วยความเหนื่อยยากเป็นเดือนๆ แม้แต่ชีวิตก็ต้องเสียไป แล้วเราจะนั่งรอเสวยผลจากความลำบากของเขา บนชีวิตเลือดเนื้อของเขา โดยไม่ทำอะไรเลย แม้เพียงแค่ออกไปแสดงให้ปรากฏในคูหาเลือกตั้ง จะไม่เป็นการเอาเปรียบเขาเกินไปหรือ จะไม่อายตัวเองและลูกหลานทีเดียวหรือ

ส่วนการที่การเลือกตั้งที่จัดให้มีขึ้นจะกลายเป็นโมฆะในภายหลังหรือไม่ ก็ไม่มีผลกระทบกับการออกไปใช้สิทธิ์ของประชาชน เพราะตัวเลขที่จะปรากฏจากผลการออกไปใช้สิทธิ์จะยังใช้ได้และนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างได้ในที่สุด เพราะเหตุที่จะกลายเป็นโมฆะนั้น จะไม่เกี่ยวกับจำนวนคนที่ออกไปใช้สิทธิ์ หากแต่เกี่ยวกับกระบวนการในการจัดการเลือกตั้ง และวันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง

แต่ถ้าเกิดเหตุเภทภัยใดจนทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หน่วย เลือกตั้งได้ ก็เป็นอันจนใจ ไม่จำเป็นต้องลำบากถึงขนาดจะต้องดันทุรังให้เป็นภัยแก่ตัวเอง เพราะถ้าเหตุเกิดขึ้นเช่นนั้น การเลือกตั้งในหน่วยนั้นก็คงไม่มีอยู่ดีแหละ

มีชัย ฤชุพันธุ์
29 ม.ค.57

เมื่อการเลือกตั้งทำท่าว่าจะมีขึ้นแน่ๆในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ คำถามที่มีคนถามอยู่เป็นประจำก็คือ แล้วประชาชนทุกฝ่ายควรจะทำอย่างไร ควรออกไปเลือกตั้ง หรือควรอยู่เฉยๆ ไม่ออกไปเลือกตั้ง 29 ม.ค. 2557 21:59 30 ม.ค. 2557 08:21 ไทยรัฐ