วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อภินิหารน้ำมันไทย คนไทย?จ่ายแพง

โดย

พลังงานไทย ปัญหาปลายน้ำ อยู่ที่ “การตั้งราคา”...ที่เป็นกลไกการตลาดเทียม ด้วยการอิงราคาสิงคโปร์...

นพ.ระวี มาศฉมาดล กรรมการ กปปส. ขอยกตัวเลขสมมติว่าเป็นน้ำมันสำเร็จรูปจะได้ไม่สับสน

“ราคาน้ำมันสิงคโปร์ที่ขายให้เรา สมมติว่า...ราคานำเข้าอยู่ที่ลิตรละ 20 บาท บวก...ค่าขนส่ง ค่าเสื่อม ค่าระเหย ค่าประกัน สมมติว่าเพิ่มอีก 2 บาท มาถึงเมืองไทยเป็นลิตรละ 22 บาท ต่อไปก็จะมีค่าใช้จ่ายในการใส่แท็งก์ รถไปส่งจนถึงปั๊มน้ำมัน ตีว่าเป็นค่าการตลาดอีกลิตรละ 3 บาท...”

ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม จะเคาะอยู่ที่ลิตรละ 25 บาท

หยุดอยู่ตรงนี้...อยู่ที่ “น้ำมันราคาลิตรละ 22 บาท” ไม่ว่าน้ำมันจากประเทศตะวันออกกลาง หรือที่ไหนก็ได้ที่มากลั่นที่สิงคโปร์แล้วเราซื้อมาก็เป็นราคาเท่านี้ ปรากฏว่า...พอมาเป็นน้ำมันในเมืองไทย เฉพาะตัวเลขที่รายงานจากกระทรวงพลังงาน ประเทศไทยมีมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ...อีก 40 เปอร์เซ็นต์เป็นน้ำมันนำเข้า

“ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวเลขทางการ ความเป็นจริงคิดเอาเองตามประสาคนไทยที่เห็นแหล่งพลังงานในประเทศไทยมีไม่น้อย ไม่แน่ปริมาณในประเทศอาจจะเพียงพอด้วยซ้ำ ถ้าตรวจสอบกันให้ดีๆ ซึ่งก็ทำได้แค่ตั้งปุจฉาเอาไว้ก่อนในประเด็นนี้”

คุณหมอระวี ย้ำว่า น้ำมันในประเทศไทย กลั่นในเมืองไทย ความเป็นจริงน่าจะต้องถูกกว่าน้ำมันที่กลั่นในสิงคโปร์ ต้องต่ำกว่าลิตรละ 20 บาท ใช่ไหม

เพราะฉะนั้นราคาหน้าแท็งก์ที่จะจ่ายขายออกไปได้เลย อย่างสูงสุดก็ควรจะอยู่ที่ 20 บาท ปรากฏว่า มาอิงราคากันที่ลิตรละ 22 บาท (อิงราคาน้ำมันสิงคโปร์)...ซึ่งบวกค่าขนส่งและอื่นๆไปเรียบร้อยแล้ว

“ส่วนต่างกำไรข้างต้น หายไปไหน หรือมีใครเอาไปกิน...”

พลังงานไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนจนเราตัดสินใจมาชุมนุมที่นี่เพื่อมาจุดประเด็นปฏิรูปพลังงานไทยในอนาคต ถ้าไม่เริ่มทำเอาไว้ก่อน กว่าจะลดราคาน้ำมันลงได้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งเดือน

“วันนี้เราเตรียมเอาไว้แล้ว ถ้าปฏิรูปสำเร็จ เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่เข้ามาทำงานก็พร้อมที่จะลดได้ทันที มีความหวังอาจจะลดได้ถึงลิตรละ 7–8 บาท”

ไกลเกินฝัน...เกินจริงคนไทยไปหรือเปล่า? “ร้อยเปอร์เซ็นต์ น่าจะถูกกว่าปัจจุบันมาก” คุณหมอระวี ว่า ทัศนะส่วนตัวจะต้องค่อยๆลดลงไปอยู่ในราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันในอาเซียน น้ำมันเบนซินราคาอยู่ที่ลิตรละ 19-25 บาท ส่วนน้ำมันดีเซลจะต้องต่ำกว่านั้นแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายแม้จะมีการปฏิรูปสัมปทานที่รัฐเปิดให้ไปแล้ว 20 รอบ ถ้าเปลี่ยนโครงสร้างไม่ได้ เบนซินอาจจะอยู่ที่ 35 บาท แต่ก็ยังมีวิธีการแก้ไข

วกกลับมาที่ประเด็นตัวเลขราคาน้ำมันอิงราคาสิงคโปร์ ซึ่งน้ำมันผลิตในเมืองไทย จริงๆแล้วอาจอยู่ที่ลิตรละ 18 บาท หรืออาจจะถูกกว่า เพราะฉะนั้นราคาขายบวกค่าขนส่งต่างๆก็ไม่น่าจะเกิน 20 บาท จะเห็นว่าราคาน้ำมันสิงคโปร์กับบ้านเรายังมีส่วนต่างกันอยู่ถึง 5 บาท แต่ปรากฏว่ากระทรวงพลังงานให้อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาที่หน้าโรงกลั่นขายอยู่ที่เท่ากัน

แม้จะเป็นตัวเลขสมมติก็พอจะเห็นช่องโหว่ไม่น้อย หากรู้ว่าตัวเลขการลงทุนเฉลี่ยกี่บาร์เรลเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่แล้วล่ะก็...จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น

คำถามมีว่า...ข้อมูลเหล่านี้มีการชี้แจงบ้างไหม สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุณหมอระวี บอกว่า ได้มีการประชุมกับกระทรวงพลังงาน
รอบที่หนึ่งยับยั้งสัมปทานรอบที่ 21 ซึ่งเป็นรอบใหม่เขาก็ยอมชะลอเอาไว้ก่อน ขอเวลา 2 เดือนเพราะคิดว่าเราจะชนะ ชนะแล้วพลังงานไทยจะได้รับการปฏิรูป

ในรอบที่สองที่คุยกัน...ลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91...95 ลงลิตรละ 5 บาท กับหยุดขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี เขาไม่ตกลง แต่มีการตั้งกรรมการศึกษาร่วมกัน ฝ่ายประชาชนกับฝ่ายกระทรวงพลังงานประชุมคุยกันแล้วก็จะประชุมอีกรอบหนึ่ง เขาตอบคำถามเราไม่ได้?

คำถามที่ตอบไม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องต้นทุนราคา “ค่าการตลาด” ที่เอาตัวเลขจากหลายประเทศมาเปรียบเทียบ อยู่ที่ 1-1.50 บาทเท่านั้น แล้วทำไมค่าการตลาดบ้านเราอยู่ที่ 3-4 บาท

“อเมริกาค่าแรงบ้านเขาสูงกว่าเรา 10 เท่า...ค่าการตลาด ค่าขนส่งบ้านเขาก็ยังถูกกว่าเรา...”

สมมติว่าวันนี้ประเทศไทยไม่มีน้ำมันเลย นำเข้าน้ำมันมาใช้ในประเทศอย่างเดียว แล้วปฏิรูปพลังงานไทย แก้ระบบ กฎหมายที่ผูกขาดได้สำเร็จ นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากมาเลเซียเช่าแท็งก์ใส่น้ำมันแล้วก็ส่งน้ำมันขาย มั่นใจว่าทำได้ในราคาขายไม่เกินลิตรละ 30 บาท

“ขายลิตรละแค่นี้ก็กำไรเละแล้วนะ” คุณหมอระวีว่า

อีกประเด็นที่ต้องคุยเชื่อมโยงก็คือ ประเทศไทยหวังดีกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพของน้ำมันจากมาตรฐานยูโร 2 เป็นยูโร 4 เป็นประเทศเดียวในอาเซียน สิงคโปร์ยังยูโร 2 เลย ผลคืออะไร?...

“...เป็นเหมือนกับการล็อกสเปก อาเซียนเขาใช้มาตรฐานยูโร 2 ทำไมเราใช้ยูโร 4 เวลาเราจะไปซื้อน้ำมันก็ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น...ใช่ไหม แล้วโรงกลั่นไทยก็มีเยอะมาก เอาน้ำมันดิบมากลั่นแล้วส่งออก ก็ต้องกลั่นเป็นมาตรฐานยูโร 4 ขณะที่ปลายทางต้องการแค่มาตรฐานยูโร 4...ก็ได้ราคายูโร 2 เรื่องนี้ก็เป็นความสูญเสียสาหัส”

รายละเอียดพลังงานไทยปลายน้ำ ยิ่งขุดก็ยิ่งเจอ ยิ่งพบเงื่อนปมสูญเสียที่สลับซับซ้อน อย่างจะตั้งปั๊มน้ำมันสักแห่งปกติอาจใช้เงิน 10 ล้านฯ แต่ปั๊ม ปตท.ใช้ 20 ล้านฯ ทำให้มีคำถามตามมาว่าเงินนี้หายไปไหน แล้วกำไรมหาศาลปีละสองแสนล้านฯ ทั้งกลุ่มธุรกิจ ก็มีข่าวว่าค่าใช้จ่ายหายไปจากระบบเป็นหมื่นล้านฯ ได้ยังไง?

“น่าสนใจว่า ถ้าเปลี่ยนผู้บริหารฯ อุดช่องว่าง เงินรั่วไหล การลงทุนในต่างประเทศที่ขาดทุนยับเยิน  กำไรก็อาจจะทะลุมากกว่าทุกวันนี้ อาจพุ่งไปถึงปีละ 2.5–3 แสนล้านบาทก็เป็นได้”

คุยกันแต่ปัญหา รูรั่ว น่าจะต้องถามกันถึงวิธีแก้ คุณหมอระวี บอกว่า หนึ่ง...เราคิดว่าเป้าหมายหลักของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ก็คือการโค่นระบอบทักษิณ ไล่รัฐบาลออกไป ในรอบนี้ยืนยันว่า ผมจุดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน เริ่มตั้งทัพที่สวนลุมฯ แล้วก็สู้กันมาเรื่อยๆ เติบโต ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกำนันสุเทพฯกระโดดลงมา แล้วก็กำเนิดเป็น กปปส. แล้วเป็นมวลมหาประชาชน

ถึงวันนี้ยังยืนยันว่า เป้าหมายหลักของเราที่มาที่นี่ ที่ ปตท.สำนักงานใหญ่ กระทรวงพลังงาน ริมถนนวิภาวดีรังสิต ก็คือโค่นระบอบทักษิณ ...เป้าหมายที่ตั้งธงกันไว้ มี 2 ระยะ เป้าหมายเฉพาะหน้ากับระยะยาว เฉพาะหน้าก็คือ ขับไล่รัฐบาล ต่อรองกับกระทรวงพลังงาน ให้ลดราคาน้ำมันให้ได้ 5 บาท รวมทั้งหยุดขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี

สำหรับเป้าหมายระยะยาว...การเตรียมการปฏิรูปพลังงานประเทศไทย จะเดินหน้าไปในทิศทางใด...อย่างไร? ระดมนักวิชาการ...เอ็นจีโอที่ติดตามเรื่องพลังงาน ต่อสู้เรื่องพลังงานไทยมาร่วมประชุมโต๊ะเดียวกัน วางแผนถ้าวันนี้พวกเราเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เราจะปฏิรูปอะไรก่อนบ้าง

นพ.ระวี มาศฉมาดล กรรมการ กปปส. เป็นหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตในเหตุการณ์ยิงแกนนำ กปท.หน้าวัดศรีเอี่ยม บางนา ประเด็นต่อสู้ทางการเมืองกับเรื่องใหญ่ปฏิรูปพลังงานไทย...เป็นเดิมพันใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะต้องแลกมาอีกกี่ความสูญเสีย.