วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หยุด 'เอดส์' ได้ด้วย 4 แพทย์ กับเจ้าของ 'รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล'

"รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล" รางวัลแห่งการเชิดชูเกียรติยศบุคคลด้านต่างๆ ที่ทำคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ที่ได้รับรางวัลประจำปี 2556 ทั้ง 4 ราย ล้วนเป็นบุคคลสำคัญสำหรับการแพทย์ของโลก เนื่องจากเป็นผู้ทำการวิจัยต้นเหตุการแพร่เชื้อและการรักษาเชื้อไวรัส HIV ที่มาของโรคเอดส์ ผู้ได้รับรางวัลในสาขาแพทย์ได้แก่ ศ.นพ.เดวิด ดี. โฮ (Prof. David D. Ho) ผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหารศูนย์วิจัยโรคเอดส์ เอรอนไดอะมอน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และ นพ.แอนโทนี ฟอซี (Dr.Anthony Fauci) ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ สถาบันสุขภาพแห่งชาติรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา

ในส่วนของสาขาการสาธารณสุข คือ ศ.นพ.ปิเตอร์ ปิอ๊อต (Prof. Peter Piot) ผู้อำนวยการวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร และ นพ.จิม ยอง คิม (Dr.Jim Yong Kim) อดีตผู้อำนวยการแผนกเอชไอวี องค์การอนามัยโลก

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณะบดีและผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์ศิริราช อธิบายถึงจุดเริ่มต้นแห่งข้อสงสัยของไวรัส HIV ที่ผู้ได้รับรางวัลพระราชทานค้นพบว่า การตรวจพบไวรัสชนิดนี้ครั้งแรกนั้น พบว่าเมื่อผู้ป่วยได้รับไวรัสเข้าไปในร่างกายครั้งแรก ไวรัสจะหายตัวไปและภูมิต้านทานของร่างกายก็ลดน้อยลงด้วย เหมือนกับว่าร่างกายได้กำจัดไวรัสออกไปได้ ไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย จนกระทั่งมาถึงระยะหนึ่งผู้ป่วยเริ่มมีอาการ จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นว่า ในระยะที่ไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันกำลังควบคุมหรือมันกำลังแพร่พันธุ์

ศ.นพ.เดวิด ดี.โฮ และ น.พ.แอนโทนี ฟอซี พบว่า เมื่อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะหายไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือเรียกว่า 'หลบใน'

ศ.นพ.เดวิด ดี.โฮ เป็นผู้ค้นพบคนแรก ว่า ในขณะที่ไวรัสเข้าสู่ร่างกายและหลบตัวอยู่นั้น จะมีการแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในการรักษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องในระยะนี้ตอนที่ยังไม่มีอาการ และท่านเป็นผู้ที่นำการรักษา ที่เรียกว่า 'HAART' (Highly Active Antiretroviral Therapy) เป็นการใช้ยาต้านไวรัส อย่างน้อย 3 ตัวที่ออกฤทธิ์ต่างกัน ซึ่งมีหลายชนิด การรักษาจะต้องเริ่มตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการ และผลการรักษาก็มีการตอบสนองดีขึ้น

นพ.แอนโทนี ฟอ ซี เป็นผู้ค้นพบว่า เมื่อร่างกายได้รับไวรัส HIV การที่เชื้อไวรัสหายไป หลังเข้าสู่ร่างกายแล้ว มันจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ที่เป็นที่เก็บเม็ดเลือดขาวเกี่ยวกับภูมิต้านทานและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และทำลายภูมิต้านทานของเราให้น้อยลง

'หลักการคือรักษาคนไข้ให้ได้ ก่อนที่ภูมิต้านทานจะหมดลง และปัญหาที่สำคัญ คือ การที่จะให้ผู้ที่ได้รับไวรัส HIV เดินเข้ามาเพื่อให้ได้รับการรักษาได้ตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่ภูมิต้านทานจะถูกทำลาย ไวรัสก็จะหยุดแพร่ตัวลง ผลการรักษาก็จะดีขึ้น พบว่าในอเมริกา 18% ของคนที่ได้รับไวรัสเข้ามาไม่รู้ตัว ว่ามีเชื้อ HIV อยู่แล้ว และ 55% ของคนที่รักษา HIV ตอนที่มารักษายังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตัวเองได้รับเชื้อไวรัสนี้' ศ.นพ.ปิเตอร์ ปิอ๊อต กล่าว

ทั้งสองท่านได้ศึกษาและวิจัยทางการแพทย์และได้ค้นพบว่า เจริญเติบโตของไวรัส HIV ในร่างกายเป็นอย่างไร ค้บพบวิธีการรักษาที่ถูกต้องนั่นคือผู้ป่วยต้องได้รับยารักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ศ.นพ.ปิเตอร์ ปิอ๊อต เป็นคนแรกผู้ที่ให้ความสำคัญและมองว่า ไวรัส HIV เป็นภัยร้ายแรงที่จะส่งผลเสียปัญหาในระยะยาว และได้แสดงให้โลกเห็นถึงความสำคัญในความน่าสะพรึงกลัวของไวรัสนี้  ปิย็อต เริ่มมีบทบาทในการศึกษาระบาดวิทยาของโรคเอดส์ ตั้งแต่ปี 2523 ในโครงการ ซีด้า ในอัฟริกาได้สังเกตุและเห็นถึงความน่ากลัว และได้กระตุ้นให้แต่ละฝ่าย ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ให้เห็นเห็นถึงความน่ากลัวในไวรัสนี้ และยังเป็นผู้ที่ต่อรองกับบริษัทนาต่างๆ ให้ลดราคายาต้านไวรัส ในประเทศกำลลังพัฒนาและด้อยพัฒนา

นพ.จิม ยอง คิม ในฐานะของผู้อำนวยการแผนกเอชไอวี องค์การอนามัยโลก ระหว่างปี 2547-2549 ได้ผลักดันให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างถ้วนหน้า โดยการผลักดัน 'แผนริเริ่ม 3 ใน 5' โดยให้ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและปานกลางได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดผสมหลายตัว 'HAART' จำนวน 3 ล้านคน ภายในปี ค.ศ. 2005 และสามารถบรรลุได้ในปี ค.ศ. 2007 ได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 4 ท่าน รู้สึกเป็นเกียตริและปิติยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติให้เข้ารับพระราชทาน "รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล" ในครั้งนี้.