วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สำรวจซีอีโอโลกบ้านเราติดอันดับ 8 น่าลงทุน ต่างชาติยาหอม "รักเมืองไทย"

“ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ฯ” เผยผลสำรวจ  CEO โลก มองไทยติดท็อปเท็นน่าลงทุนในอีก 3–5 ปีข้างหน้า แม้มีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมือง ชี้เป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะนักลงทุนญี่ปุ่น ยังไม่ทิ้งเมืองไทยเหมือนกัน แต่อาจชะลอลงทุนใหม่ก่อน ห่วงสถานการณ์การเมือง หนี้เสีย ทุจริต สุดยอดจุดอ่อนซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย หรือ PwC หนึ่งในเครือ ข่ายบริษัทผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชี บริการให้คำปรึกษาด้านภาษี และบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจรายใหญ่ของโลก เผยผลสำรวจล่าสุด “PwC Global CEO Survey ครั้งที่ 17” ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่าง เดือน ก.ย. ถึง ธ.ค.56 โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูง หรือซีอีโอทั่วโลก 1,344 คนใน 68 ประเทศ ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ 18 ราย, เวียดนาม 11 ราย, มาเลเซีย 9 ราย, อินโดนีเซีย 11 ราย, ฟิลิปปินส์ 5 ราย,และไทย 16 ราย เพื่อนำไปเผยแพร่ในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประจำปี 57 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 ถึง 25 ม.ค.57 ณ กรุงดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเวทีที่บรรดานักธุรกิจ ผู้นำประเทศสถาบันการศึกษาและสื่อมวลชน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันในประเด็นที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ผลสำรวจที่น่าสนใจ พบว่า ซีอีโอทั่ว โลกถึง 39% มั่นใจการเติบโตรายได้ทางธุรกิจ (Revenue growth) ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 36% หลังได้รับปัจจัยบวกจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป แต่มองอัตราการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ในบางประเทศว่าจะชะลอความร้อนแรงในปีนี้ นอกจากนี้ ซีอีโอทั่วโลกเรียกร้องให้ผู้นำประเทศตื่นตัวในเรื่องของการรักษาวินัยทางการคลัง การผลักภาระภาษี รวมทั้งการควบคุมและกำจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากเกินไป

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับประเทศไทย ซีอีโอโลกมองว่า เป็นหนึ่งใน 10 ตลาดนอกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (BRIC) ประกอบด้วย จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล ที่น่าลงทุนในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า แม้มีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองกดดันในระยะสั้น โดยซีอีโอทั่วโลกมีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นเป็นกว่าสองเท่าของปีที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารฯ แสดงความเชื่อมั่นถึง 44% ในปีนี้ เปรียบเทียบกับปีก่อนที่มีเพียง 18% ทั้งนี้ ประเทศที่ซีอีโอทั่วโลกมองเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุนนอกเหนือไปจากกลุ่มประเทศ BRIC 10 อันดับแรกในปีนี้ พบว่า สหรัฐอเมริกา มาเป็นอันดับ 1  อินโดนีเซียเป็นอันดับ 2 เยอรมนี อันดับ 3 เม็กซิโก อันดับที่ 4 สหราชอาณาจักร อันดับ 5 ตุรกีอันดับที่ 6 ญี่ปุ่น อันดับ 7 ไทยได้อันดับ 8 ออสเตรเลีย อันดับ 9 และ เวียดนาม อันดับ 10

ทั้งนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ซีอีโอในอาเซียนถึง 85% ที่มองว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเป้าหมายหลักของการควบรวมกิจการ (Mergers & acquisitions) โดยได้รับอานิสงส์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มการจ้างงานของซีอีโอในภูมิภาคอาเซียนมีการปรับตัวสูงขึ้น ส่วนปัจจัยความกังวลของซีอีโอในภูมิภาคอาเซียนต่อภัยคุกคามเชิงเศรษฐกิจและนโยบาย (Economic and policy threats) ผู้บริหารส่วนใหญ่เกือบ 80% กังวลเรื่องของความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ภัยคุกคามทางธุรกิจ (Business threats) ผลสำรวจระบุว่า มีซีอีโอในอาเซียนถึง 90% ที่กังวลเรื่องของการขาดแคลนบุคลากรหรือแรงงานที่มีทักษะ (Availability of key skills)

ด้านนายสุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด (ดีลอยท์ ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน กล่าวว่า จากการเดินทางพบปะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินและการผลิต พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายด้าน อีกทั้งญี่ปุ่นมีการลงทุนในประเทศไทยมายาวนาน มีการสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ได้กำหนดให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองของไทยที่ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ และมีแนวโน้มยืดเยื้อในขณะนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนเพิ่มของนักลงทุนญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผลกระทบในเชิงลบจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ โดยจุดแข็งของภาคการเงินไทย คือ การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมหนี้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นโอกาสการลงทุนและการเจริญเติบโตของตลาดนี้ในอนาคต ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มองว่า จุดแข็งของไทยคือกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแกร่ง และการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีศักยภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนจุดอ่อน คือ ความไม่มั่นคงทางการเมือง การบริหารสินค้าคงคลัง การตรวจสอบภายใน และปัญหาการทุจริต ทั้งนี้ นอกจากสองภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว ยังพบว่ามีอีกหลายธุรกิจที่สนใจลงทุนในไทย เช่น ธุรกิจค้าปลีก อิเล็กทรอนิกส์คอมเมิร์ช พลังงาน และการบริการอื่น.