วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนจากตูนิเซีย ต้นตำรับอาหรับสปริง

มีข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งจาก สำนักข่าวรอยเตอร์  รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า สมัชชาแห่งชาติตูนิเซีย Tunisia’s National Assembly ได้ลงมติเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตูนิเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นบันไดขั้นสุดท้ายในการ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ขึ้นในตูนิเซีย หลังจากที่ต้องตกอยู่ในวิกฤติการเมืองมาตลอด 3 ปี นับตั้งแต่ “ประชาชนตูนิเซีย”ลุกขึ้นชุมนุมขับไล่ อดีตประธานาธิบดี ซีเน่ เอล–อาบีไดน์ เบน อาลี จอมเผด็จการจนสำเร็จ

ตูนิเซีย เป็นประเทศเล็กๆในทวีปแอฟริกาเหนืออยู่ติดกับประเทศลิเบีย

หลายคนอาจลืมชื่อ “ตูนิเซีย” ไปแล้ว แต่ถ้าพูดถึง “อาหรับสปริง” ขึ้นมาทุกคนคงจำได้ ประชาชนตูนิเซีย นี่แหละคือ “ต้นตำรับอาหรับสปริง” ที่ลุกขึ้นปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของ อดีตประธานาธิบดี เบน อาลี ด้วยมือเปล่า บางคนก็เรียกว่า “การปฏิวัติดอกมะลิ” และกลายเป็นต้นแบบการลุกขึ้นปฏิวัติของประชาชนอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง

แต่ผ่านมา 3 ปี ก็มีเพียง ตูนิเซีย ประเทศเดียวที่ทำได้สำเร็จ

มุสตาฟา บน จาฟาร์ ประธานสมัชชาแห่งชาติตูนิเซีย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้คือความฝันของชาวตูนิเซีย มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าการปฏิวัติครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้  จะทำให้ตูนิเซีย เป็น “รัฐพลเรือน” ที่มีความเป็น “ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง

ก่อนหน้าที่จะมีการโหวตผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตูนิเซีย นายอาลี ลาราเอ็ด นายกรัฐมนตรีสายอิสลามิสท์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางไปสู่การเปลี่ยนผ่านของประเทศ ด้วยการแต่งตั้ง “รัฐบาลรักษาการกลาง” ขึ้นมารักษาการจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญใหม่

อดีตนายกฯ อาลี ลาราเอ็ด กล่าวว่า เขาหวังว่าตูนิเซียจะเป็นแบบอย่างของการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแนวทางที่ประนีประนอมและพัฒนาการเชิงบวกของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น เช่น ลิเบีย อียิปต์ โดยสิ้นเชิง

การลาออกของ อดีตนายกฯอาลี ลาราเอ็ด เป็น ส่วนหนึ่งของข้อตกลง ที่จัดทำขึ้นโดย “คนกลาง”  เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ (ผมเคยเขียนไปหลายครั้ง แต่ “คนกลาง” ที่จะมาทำเรื่องนี้ จะต้องเป็น “มืออาชีพ” ไม่ใช่ใครก็ได้อย่างมีการเสนอชื่อในเมืองไทย และก็ล้มเหลวมาตลอด) หลังจากที่เกิดเหตุรุนแรงลอบสังหาร ส.ส. ฝ่ายค้านเมื่อกลางปีที่แล้ว จนส่งผลกระทบต่อการลงมติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฝ่ายค้านคว่ำบาตรไม่เข้าร่วมประชุมสภา

หลังจากที่ นายอาลี ลาราเอ็ด ลาออก ประธานาธิบดีมอนเซฟ มาร์ซูกี ก็แต่งตั้ง นายเมห์ดี โจมา อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและวิศวกร ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลรักษาการชุดใหม่” ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง โดยมีหน้าที่หลักคือ “จัดการเลือกตั้งทั่วไป” ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตูนิเซียให้มีความสะอาดโปร่งใส

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า หลังจากที่สมาชิกสมัชชาแห่งชาติยกมือรับรองผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว สมาชิกในสภาต่างก็ชูธงชาติสีแดงและสีขาวโอบกอดกันด้วยความยินดี ความแตกแยกในชาติได้สลายไปพร้อมกับการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมอ่านข่าวนี้แล้วก็อยากเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในรัฐสภาไทย

วันนี้ สมัชชาแห่งชาติตูนิเซีย จะลงมติแต่งตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง 9 คน เพื่อทำหน้าที่เลือกตั้งกันต่อไป

เป็นไงครับ ฟังแล้วก็เหมือนรูปแบบที่เมืองไทยเราคิดกันไว้เปี๊ยบเลย แต่ 9 ปีหลังการปฏิวัติ 2549 เราไม่ได้ก้าวไปไหนเลย มีแต่ถอยหลังลงคลอง ทุกวันนี้ก็ยังหา “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมว่าเมืองไทยเรายังขาดนักการเมืองที่มีความจริงใจต่อชาติและยอมเสียสละเพื่อชาติ เหมือน อดีตนายกฯตูนิเซีย ที่ยอมลาออกเพื่อให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยท่ีสมบูรณ์ ด้วยมุมมองเชิงบวกและประนีประนอม ไม่ใช่การมุ่งปกป้องอำนาจอย่างเดียว.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

28 ม.ค. 2557 10:34 ไทยรัฐ