วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หยุด...ความมืดดำในผืนป่า

แกะรอยปริศนา“กระทิงกุยบุรี”ตายยกฝูง“วางยา-โรคระบาด-ผลประโยชน์”?

ใครฆ่ากระทิงกุยบุรี...?

ทำไมกระทิงกุยบุรีถึงต้องตาย...?

และอะไรคือสาเหตุ...?

ล้วนเป็นคำถามที่ดังอื้ออึงตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือน นับตั้งแต่มีการพบศพกระทิงตัวแรกในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2556 และยิ่งวันเวลาผ่านไป ไม่เพียงไร้วี่แววคำตอบถึงต้นตอและสาเหตุแต่กลับเกิดเรื่องไม่น่าเชื่อ เมื่อมีการทยอยพบซากกระทิงเพิ่มขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงปัจจุบันมีกระทิงตายไปแล้วถึง 24 ตัว มากที่สุดในประวัติศาสตร์การตายของสัตว์ใหญ่ และถือเป็นโศกนาฏกรรมของวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าครั้งสำคัญ

 

 

ที่สำคัญเป็นการตายที่ไม่ปกติอย่างแน่นอน

ซ้ำร้ายยังเป็นการตายในอุทยานแห่งชาติ ที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ตรวจสอบตลอดเวลาและถือเป็นสถานที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุด แต่กระทิงก็เอาชีวิตไม่รอด
จนถึงวันนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงอ้ำอึ้งไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงในการตายของกระทิง...

แม้กรมอุทยานฯจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ออกมาแถลงผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถให้ “คำตอบ” ที่ชัดเจน แต่กลับยิ่งเพิ่มความคลุมเครือมากขึ้น

เมื่อ นายปรีชา วงษ์วิจารณ์ ผอ.สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ระบุว่า ตรวจพบสารไนเตรท ในกระเพาะอาหารกระทิงในปริมาณตั้งแต่ 165-2,021 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในกระทิง 17 ซาก และในจำนวนนี้ 9 ซากพบเชื้อแบคทีเรียคอสติเดียม โนวิอายส์ (Clostridium novyi) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบอยู่ในดินทั่วไป แต่หากรับเชื้อนี้มากๆ ก็ทำให้ตายแบบฉับพลัน อีกทั้งยังเจอพยาธิเลือด (Anaplasma spp.) ในตัวอย่างกระทิง 2 ตัวและพยาธิดังกล่าวก็ทำให้สัตว์ตายได้เช่นกัน

 

 

แต่ขณะเดียวกัน กลับไม่มีใครให้ความกระจ่างถึงที่มาของสารและเชื้อต่างๆ ที่พบในกระทิงว่ามาจากไหน รวมถึงความเป็นไปได้ในประเด็นการตายจากการวางยา โรคระบาดสัตว์ และประเด็นอื่นๆ เช่น สัตว์อื่นๆ ไม่ว่า เก้ง กวาง วัวแดง ซึ่งเป็นสัตว์เท้ากีบ กินพืชอาหารคล้ายๆ กระทิง ทั้งมักจะหากินในบริเวณใกล้เคียงกัน ทำไมถึงไม่ตาย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ไม่มีใครยอมตอบ แต่ต่างคนต่างออกอาการปัดคำถามนี้ให้พ้นตัวอย่างพัลวัน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวร-ขาน จเรตำรวจแห่งชาติ และคณะ ที่ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2557 ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “จากการสอบสวนในเชิงลึกการตายของกระทิง 14 ตัวในจำนวน 18 ตัวมีความผิดปกติแน่นอน” พร้อมกับได้มีการแจ้งความ ว่า “มีการฆ่าและล่าสัตว์ป่าสงวน” แก่ผู้ที่กระทำผิด

นั่นย่อมหมายถึงต้องมีคนเป็นต้นเหตุในการตายของกระทิง แต่จะเป็นฝีมือใครเท่านั้น เจ้าหน้าที่อุทยานฯ กลุ่มนายทุน ชาวบ้าน หรือกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ที่แฝงตัวเข้ามาหาผลประโยชน์ในอุทยานฯ กุยบุรี

และจากความไม่กระจ่างของคำตอบและข้อมูลในการแถลงของกรมอุทยานฯ ยิ่งสร้างความคลางแคลงใจและไม่เชื่อในผลการตรวจสอบ เพราะสาธารณชน กลับไปปักใจเชื่อว่าสาเหตุที่กระทิงตายเพราะ...ถูกวางยา

 

 

ที่สำคัญคือบทเรียนจากอดีตเมื่อปี 2535 ซึ่งเกิดโศกนาฏกรรมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี เมื่อพรานใจอำมหิตต้องการวางยาเบื่อเสือโคร่ง จึงใช้สารพิษ คือ ยา “ฟูราดาน” ซึ่งเป็นยากำจัดแมลงและปลวกในพืชไร่ หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปคลุกเคล้ากับซากเก้งวางไว้ตามด่านสัตว์ หวังจะได้หนังเสือโคร่งที่ไร้รอยกระสุน

แต่โชคร้ายพญาแร้งทั้งฝูง มารับเคราะห์แทนเสือโคร่ง หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครเห็นพญาแร้ง นกกินซากขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในป่าห้วยขาแข้งในเมืองไทยอีกเลย เป็นการสิ้นสุดของสายพันธุ์แร้งประจำถิ่นของประเทศไทย!

ขณะที่ กระทิงเป็นสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่กินพืชอาหาร อย่างหญ้า ทำให้น่าสงสัยว่า กระทิงอาจเข้าไปกินหญ้าในพื้นที่ ที่มีการฉีดยากำจัดศัตรูพืช จนทำให้เสียชีวิตหรือไม่?

คำถามสำคัญนี้ น่าจะได้ คำตอบที่ช่วยฉายภาพให้ชัดขึ้น คือ กระทิงตายใครได้ประโยชน์?

ที่สำคัญ การตายของกระทิงหากมีการเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ที่อนาคตจะมีการผนวกรวมอุทยานฯ กุยบุรี อุทยานฯ แก่งกระจาน และ อุทยานฯอีก 2 แห่งใน จ.ราชบุรี เป็นผืนป่ามรดกอาเซียน ผืนป่าด้านทิศตะวันตก ซึ่งขณะนี้ได้รับงบประมาณเบื้องต้นแล้วกว่า 130 ล้านบาท คนที่จะได้ผลประโยชน์ในจุดนี้มีแน่นอน

โดยเฉพาะหลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางมาดูช้างป่าและกระทิงเมื่อเดือน ส.ค.2556 และมีแนวคิดในการพัฒนาผืนป่ากุยบุรีให้เป็นซาฟารีเมืองไทยเต็มรูปแบบ โดยมีงบประมาณในการบริหารจัดการเบื้องต้นแล้วกว่า 1,000 ล้าน ทำให้ฝ่ายต่างๆ ทั้งข้าราชการ กลุ่มนายทุน องค์กรพัฒนาเอกชน ชาวบ้าน ฯลฯ ต้องการเข้ามามีผลประโยชน์จากโครงการนี้

ยังไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ในการเติบโตของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เฉพาะท่องเที่ยวอย่างเดียว ในแต่ละปีก็มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท รวมทั้งผลประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ลงตัวในพื้นที่อุทยานฯ กุยบุรี เป็นต้น

ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ถูกโจษขานว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวพันกับสาเหตุการตายของกระทิง

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า ความล่าช้าในการคลี่คลายคดีกระทิงตายของกรมอุทยานฯ นั่นแหละคือสาเหตุของปัญหา

เรามองว่าการปล่อยให้การตายของกระทิง ยังคงเป็นปริศนาที่สร้างความค้างคาใจให้กับสาธารณชน โดยลืมไปว่าการดำเนินการค้นหาคำตอบที่แท้จริงยิ่งล่าช้า ก็ยิ่งสร้างความเสียหาย ส่งผลกระทบวงกว้าง อย่างน้อยที่สุดก็เท่ากับประจานความล้มเหลวในการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ถึงเวลาแล้วที่กรมอุทยานฯต้องมีคำตอบที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง ต่อสังคมถึงต้นตอการตายของกระทิง ชี้ชัดให้ได้ว่าอะไรคือต้นตอการตายที่แท้จริง ระหว่างโรคระบาด โรคติดต่อ สารพิษ หรือผลประโยชน์ แทนการปล่อยทิ้งให้เป็นเหมือนปมปริศนาเหมือนทุกวันนี้

ก่อนที่กระทิงอีกกว่า 100 ตัวที่เหลือในป่ากุยบุรี จะต้องสังเวยชีวิตให้กับความมืดดำของผลประโยชน์จากป่ากุยบุรีซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป.....

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

นับตั้งแต่มีการพบศพกระทิงตัวแรกในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2556 และยิ่งวันเวลาผ่านไป ไม่เพียงไร้วี่แววคำตอบถึงต้นตอและสาเหตุแต่กลับเกิดเรื่องไม่น่าเชื่อ เมื่อมีการทยอยพบซากกระทิงเพิ่มขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงปัจจุบันมีกระทิงตายไปแล้วถึง 24 ตัว... 27 ม.ค. 2557 14:30 ไทยรัฐ