วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ โครงการประชานิยมรับจำนำข้าวทุกเม็ดตันละ 15,000 บาท ของ รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กลายเป็น “มหากาพย์แห่งการคอร์รัปชัน”  ยังส่งผลให้รัฐบาลถังแตก เป็นหนี้ชาวนา ผู้ยากจนกว่า 130,000 ล้านบาท (ไม่รวมเงินที่ขาดทุนจากการขายข้าวรับจำนำไปแล้ว 2 แสนกว่าล้านบาท)

ทำให้ รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องตกอยู่ในสภาพ “ไม่มีไม่หนี ไม่จ่าย” แต่ “เบี้ยวนัดจ่ายเงินชาวนา” ไปเรื่อยๆ หลายครั้งแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้จะได้เงินเมื่อไร ล่าสุด ชาวนาทุกภาค ตั้งแต่ เหนือ อีสานกลาง ใต้ และ ตะวันตก ได้รวมตัวกันปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินค่าข้าวที่ติดค้างมานานกว่า 4 เดือนแล้ว

โครงการประชานิยม “รับจำนำข้าวทุกเม็ดในราคาตันละ 15,000 บาท” ถือเป็น “บาป” ที่รัฐบาลทำไว้กับชาวนา  เพราะแทนที่จะทำให้ชาวนารวยขึ้นอย่างที่วาดฝันให้ชาวนาเคลิบเคลิ้ม แต่ 2 ปีที่ผ่านมากลับทำให้ชาวนาทั่วประเทศจนลงถ้วนหน้า มีแต่ พ่อค้าข้าวบางกลุ่ม โรงสีบางกลุ่ม และ นักการเมืองบางกลุ่ม เท่านั้นที่รวยกันพุงปลิ้น แถมยัง ทำให้ต้นทุนการทำนาเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพข้าวกลับลดลง และ ทำลายตลาดข้าวไทยในตลาดโลกเสียหายยับเยิน จนประเมินมูลค่าไม่ได้

ไม่รู้อีกกี่สิบปี ตลาดข้าวไทยในตลาดโลกจึงจะฟื้นกลับมาได้อีก

น่าสงสารที่สุดก็คือ ชาวนาผู้ยากจน ลงทุนปลูกข้าวไปกลางปีที่แล้ว พอข้าวสุกเก็บเกี่ยวขายไปโครงการรับจำนำของรัฐบาล ก็ถูกหักค่าความชื้นได้เงินไม่ถึงตันละ 15,000 บาท และไม่ได้รับเงินทันที ได้แต่ใบประทวน จนบัดนี้จำนำข้าวไป 4 เดือนแล้ว ใบประทวนก็ยังเบิกเงินจากรัฐบาลไม่ได้ และยังไม่รู้จะได้เมื่อไหร่ ฤดูปลูกข้าวใหม่ก็กำลังจะมาถึง หนี้เก่าก็ยังไม่ได้ใช้  เพราะยังไม่ได้เงินขายข้าวจากรัฐบาล ดอกเบี้ยเก่าก็พอกพูน หนี้ใหม่ก็กำลังจะมา เพราะต้องไปกู้เงินมาลงทุนปลูกข้าวล่วงหน้า

นี่คือ ผลร้ายมหันต์ จาก โครงการประชานิยม ของ นักการเมือง ที่หวังใช้โครงการประชานิยมซื้อเสียงคนจน โดยไม่สนใจความมั่นคงของประชาชนและประเทศในระยะยาว

นิตยสารข้าวไทย ฉบับส่งท้ายปีที่แล้ว ได้ลงบทวิจัย “โครงการวัดระดับการแข่งขันในตลาดส่งออกข้าวไทย” ของ ดร.อิทธิพล มหาธนเศรษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตรฯ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้ศึกษา นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อหวังยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก แต่ผลวิจัยกลับพบว่า “2 ปีนโยบายรับจำนำข้าว ประเทศไทยไร้อำนาจเหนือตลาด ในการส่งออกข้าวโดยสิ้นเชิง”

การวิจัยได้โฟกัสไปที่ ตลาดส่งออกข้าวไทยที่สำคัญใน 4 ภูมิภาค คือ จีน อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และ แอฟริกาใต้ โดยใช้ข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2541-2554 โดยกำหนดให้ ไทยต้องแข่งกับเวียดนามในการส่งออกข้าวไปจีนและอินโดนีเซีย และ ไทยต้องแข่งกับอินเดียในการส่งออกข้าวไทยไปยังสหรัฐฯ และแอฟริกาใต้

ผลวิจัยพบว่า ราคาข้าวไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นสูงตามที่รัฐบาลคาดหวัง และ ไม่มีอำนาจเหนือตลาดในการส่งออก ทั้ง “ข้าวขาว” และ “ข้าวหอมมะลิ” เพราะ ประเทศคู่แข่งมีข้าวทดแทนขายแข่งกับไทยได้เป็นอย่างดี เช่น “ข้าวขาวรวมทุกชนิด” ที่มีการแข่งขันกันรุนแรง ข้าวขาวจากเวียดนามและอินเดียมีราคาถูกกว่า สามารถทดแทนข้าวไทยได้เป็นอย่างดี ทำให้ไทยต้องเสียตลาดข้าวให้กับคู่แข่ง เพราะขายแพงกว่า

โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ที่เราเชื่อว่าเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก ผลการศึกษากลับพบว่า การส่งออกข้าวหอมมะลิก็ไม่มีอำนาจเหนือตลาดในจีน สหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ และ ไม่มีผลต่อราคาเพราะมี “ข้าวเวียดนาม” ที่ ทดแทนข้าวหอมมะลิในจีน ได้เป็นอย่างดี และ อินเดียก็มีข้าวทดแทนข้าวหอมมะลิไทยในสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี

โครงการรับจำนำข้าว ถ้ายังขืนทำต่อไป ก็มีแต่จะเจ๊งกันหมดตั้งแต่ ชาวนา โรงสี ไปจนถึง ผู้ส่งออก ยกเว้น “นักการเมือง” ที่จะรวยอยู่กลุ่มเดียว.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

27 ม.ค. 2557 09:59 ไทยรัฐ