วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ถึงกฤษฎีกา

ถึงกฤษฎีกา

โดย ซี.12
28 ม.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

เมื่อวานนี้เอ่ยถึงเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ออกไปโดยได้พาดพิงถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาพอสมควร

คือการที่หน่วยงานนี้มักจะถูกผู้คนในรัฐบาลอ้างเสมอว่ากฤษฎีกาว่าอย่างนั้นกฤษฎีกาว่าอย่างนี้เวลาอยากจะทำหรือไม่ทำอะไร

ตั้งแต่เรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง ไปจนถึงการลาออกจากการรักษาการหรือการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีนั่นแหละ

ประเด็นแรกนั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าทำได้สบายมาก แต่ประเด็นหลังยังอ้างกันอยู่ไม่รู้จบ หากนานไปก็มีหวังที่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ทันได้สั่งลาอะไร

มาวันนี้ขอพาดพิงต่อถึงเรื่องราวของกฤษฎีกาอีกสักวันเพราะหน่วยงานนี้วางปรัชญาในการทำงานเอาไว้ว่า

“คณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นสถาบันที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ เป็นสถาบันทางวิชาการ และเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งของการปกครองประเทศโดยกฎหมาย (rule of law) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ต้องยึดถือของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นหลักประกันว่าการใช้อำนาจทางปกครองจะเป็นไปตามกฎหมายซึ่งรัฐสภาได้ตราขึ้นตามความประสงค์ของประชาชนในสังคม และเพื่อให้ เป็นหลักประกันว่าอำนาจทางปกครองจะไม่ตกเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

คณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามิใช่ที่ปรึกษาของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งเท่านั้น และ มิได้ปฏิบัติงานตามทิศทางที่รัฐบาลประสงค์เพียงประการเดียว แต่ปฏิบัติงานเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองเป็นไปตามกฎหมายและเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ในการจัดทำกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย คณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคำนึงถึงความถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์และความสอดคล้องกับศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมุ่งหมายให้ฝ่ายปกครองสามารถนำไปแก้ปัญหาที่แท้จริงของสังคมได้”

ขอตั้งคำถามเฉพาะส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้พิจารณาตัวเองว่ายังยึดมั่นในปรัชญาส่วนที่ระบุว่า เป็นหลักประกันว่าอำนาจทางปกครองจะไม่ตกเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ และ มิได้ปฏิบัติงานตามทิศทางที่รัฐบาลประสงค์เพียงประการเดียว ไว้อย่างเหนียวแน่นใช่หรือไม่

ถ้าใช่ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์การแก้รัฐธรรมนูญตามอำเภอใจของคนในรัฐบาลและการเข็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยออกมาจนกลายเป็นชนวนขัดแย้งในบ้านเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

อย่าอ้างแบบศรีธนญชัยว่าไม่เกี่ยวไม่ข้องเพราะรัฐบาลไม่ได้เสนอกฎหมายเหล่านั้นและไม่ได้ถามมาเลยทำอะไรไม่ได้

ถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็ล้มเลิกปรัชญานี้ไปเสียดีกว่ากระมัง.

“ซี.12”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้