วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จุดเดือดการเมืองไทย 'ลอบยิง-ปาบึม'แกนนำ สงครามแย่งชิงอำนาจ

หากจะพูดว่าขณะนี้การเมืองไทยเดินทางมาถึงยุคมืด คงจะไม่เกินความจริงแต่อย่างใด เพราะตอนนี้ความแตกแยกมาถึงจุดที่เกินจะควบคุม การปฏิวัติ ล้มล้างอำนาจรัฐกลายเป็นเรื่องธรรมดา บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย นักการเมืองต่างสีกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น พยายามทุกวิถีทางให้อำนาจมาอยู่ฝั่งตน แกนนำคนแล้วคนเล่าถูกทำร้ายและหมายปองถึงชีวิต...

ถูกศัตรูสั่งสังหารเพื่อหวังเผด็จศึก !!

ไม่น่าเชื่อว่าช่วง 5 ปี หลังมานี้ เหล่าแกนนำของกลุ่มชนไม่ว่าจะสีเหลืองหรือแดง รวมทั้งนักการเมือง ต่างเคยถูกลอบยิงมานักต่อนัก และอีกมากมายที่ถูกข่มขู่ ปาระเบิดใส่บ้าน ซึ่งแต่ละรายล้วนเคยเผชิญกับนาทีชีวิตแล้วเอาตัวรอดมาได้อย่างสะบักสะบอม “ไทยรัฐออนไลน์” จึงขอรวบรวมเหล่าแกนนำที่ถูกลอบยิง มีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นกระแสข่าวใหญ่โต ให้ทุกท่านได้ย้อนความทรงจำกัน

นาทีระทึก ยิงถล่ม “สนธิ” เย้ย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 

ถือเป็นเหยื่อคนแรกที่เปิดศักราชการลอบยิงแกนนำ ซึ่งเกิดกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำตัวเป้งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกดักสังหาร ในเช้าตรู่ของวันที่ 17 เม.ย. 52 ขณะที่เจ้าตัวพร้อมผู้ติดตามโดยสารมากับรถตู้สีดำคันหรู เพื่อมุ่งหน้าไปจัดรายการทางช่องสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี

ไม่มีการเตือน ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า เมื่อรถตู้ผ่านสี่แยกบางขุนพรหมไปได้ไม่กี่เมตร รถกระบะที่วิ่งตามเอื่อยๆ 2 คัน ก็เร่งความเร็วขึ้นมาแซงรถตู้ของนายสนธิ และชั่วพริบตานั้น คนร้ายที่นอนหมอบอยู่ท้ายกระบะ ก็ได้จังหวะลุกขึ้น อาวุธสงครามพร้อมอยู่ในมือ เล็งเป้าไปที่รถตู้ พร้อมกระหน่ำยิงไม่ยั้ง กระสุนจากปืนอาก้า 64 นัด ปืนเอสเค 17 นัด เอ็ม 16 อีก 3 นัด พุ่งอย่างแม่นยำเข้าใส่รถตู้ทะลุกระจกไปสร้างบาดแผลหนักให้ผู้โดยสารทั้ง 3 คนทันที

คมกระสุนเข้าฝังในขมับด้านขวาของนายสนธิ มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณใบหน้าด้านขวายาว 3 ซม. บาดแผลฉีกขาดเล็กน้อยทั่วไปบริเวณข้อมือขวา และแผลถลอกทั่วไปบริเวณลำตัวด้านข้างแถบขวา ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ในสภาพร่างกายอาบด้วยเลือดสีแดงฉาน แพทย์รีบนำเข้าห้องผ่าตัด เพื่อผ่ากะโหลกศีรษะ นำคมกระสุนที่ฝังในออก โดยไม่รับประกันความปลอดภัยของแกนนำกลุ่มพันธมิตร

 

แต่ทว่าเหตุการณ์นั้น นายสนธิ กลับรอดตายอย่างปาฏิหาริย์

เหตุอุกอาจครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการตีแสกหน้ารัฐบาลในชุดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าอย่างจัง เพราะระหว่างนั้นรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วางกำลังพร้อมอาวุธเต็มพิกัด เพื่อรักษาจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเขต กทม. รวมไปถึงสี่แยกบางขุนพรหม แต่คนร้ายกลับสามารถโจมตีรถตู้อย่างง่ายดาย ซึ่งทีมสอบสวนมั่นใจว่า คนร้ายกลุ่มนี้ถูกฝึกมาอย่างดี เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ และผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งการลอบสังหารนายสนธิครั้งนี้ จะต้องเป็นขบวนการที่ทรงอิทธิพล ที่ต้องการโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างกลุ่มอำนาจใหม่ และแม้จะผ่านมากว่า 5 ปี คดีนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ยังคงหาตัวคนบงการที่แท้จริงไม่ได้

คำสั่งตาย ปิดบัญชี “เสธ.แดง”

 

คดีลอบยิงแกนนำเสื้อเหลือง ยังไม่ทันคลี่คลาย 1 ปีต่อมา เหตุการณ์ใหญ่ก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง กับการลอบยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง นายทหารสุดฮาร์ดคอร์ แกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สร้างศัตรูไว้ทุกที่ ไม่เกรงกลัวผู้ใด

โดยขณะที่ เสธ.แดงถูกยิง คือในวันที่ 13 พ.ค. 53 นั้น เป็นช่วงเวลาที่แกนนำผู้นี้ได้เตรียมการป้องกันการบุกกดดันจากรัฐบาล ซึ่งพยายามจะเข้ามาในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง และกำลังออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศภายนอกบังเกอร์ บริเวณทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีสีลม ฝั่งสวนลุมพินี มีการวิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาล กระทั่งเวลา 19.20 น.

เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เมื่อมีคนร้ายลอบใช้ปืนยิงเข้าที่ศีรษะของ เสธ.แดง ทำให้เขาล้มลงต่อหน้าผู้สื่อข่าว ท่ามกลางกล้องโทรทัศน์จำนวนมากที่บันทึกภาพไว้ได้ หลังจากหายตกใจจากเหตุการณ์ การ์ดคนสนิทรีบนำตัว เสธ.แดง ส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน


กระสุนนัดนั้นเข้าจุดสำคัญ คือ เข้าท้ายทอยด้านขวา และทะลุออกท้ายทอยด้านซ้าย ซึ่งแพทย์ออกมาแถลงว่า เสธ.แดง มีอาการสาหัส เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก เพราะกระสุนเข้าที่เนื้อสมอง จะสามารถอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น 
แต่ เสธ.แดง ไม่โชคดีอย่าง นายสนธิ เพราะหลังจากถูกลอบยิงได้ 4 วัน เสธ.แดงก็หมดลมหายใจ

 ทิ้งคำพูดสุดท้ายขณะตอบคำถามของผู้สื่อข่าวจากนิวยอร์กไทม์ส ที่ว่า “กองกำลังทหารไม่สามารถเข้ามาในนี้ได้…” ก่อนจะล้มฟุบหมดสติ

จากไปท่ามกลางข้อครหาว่า "ใครกันแน่คือผู้ลงมือ"

กระสุนสังหาร พุ่งเป้า “ขวัญชัย”

อีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับกรณีคนร้ายลอบยิงประธานชมรมคนรักอุดร นายขวัญชัย สาราคำ หรือที่รู้จักกันในนาม ขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าตัวกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หน้าบ้าน โดยคนร้ายขับรถเข้ามาจอดอยู่บริเวณริมรั้วบ้าน ก่อนลงมือสาดกระสุนชุดแรกเข้าโจมตี ทำให้ นายขวัญชัย ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาขวาและต้นแขนขวา จากนั้นกระสุนสังหารก็กระหน่ำเข้ามาไม่ขาดสาย สิ่งที่ ขวัญชัย ทำได้คือ ลากตัวเองเข้าไปหลบข้างในบ้าน จนกระทั่งทุกอย่างรอบตัวสงบลง

 

กลายเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา จากนั้นสื่อทุกสำนักต่างเฝ้าติดตามอาการนายขวัญชัยอย่างใกล้ชิด แพทย์สรุปได้ว่า นายขวัญชัยถูกยิงเข้าที่บริเวณต้นแขนขวาทะลุ 2 นัด และที่ขาขวากระสุนฝังใน ล่าสุดแกนนำคนเสื้อแดงอุดรฯ พ้นขีดอันตรายแล้ว

เมื่ออาการแกนนำปลอดภัย ประเด็นใหม่ที่ถูกจับตาคือปมการสังหารครั้งนี้ นางอาภรณ์ สาราคำ ภรรยานายขวัญชัย มั่นใจว่า สามีถูกลอบฆ่าเพราะวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักเพื่อปกป้องประชาธิปไตยและรัฐบาล และล่าสุดเพิ่งวิจารณ์บิ๊กทหาร รวมถึงการตั้งค่าหัวนายสุเทพ จนถูกฝ่ายตรงข้ามตั้งค่าหัวเช่นกัน

 

แต่ก็ยังไม่ตัดทิ้งปมการเมืองท้องถิ่นที่นายขวัญชัยมีส่วนขับไล่บุคคลคนหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหน แต่ ขวัญชัย ไพรพนา ถือเป็นบุคคลผู้หนึ่งที่มีคนไม่พอใจในบทบาท หรือการปฏิบัติตัวซึ่งไม่เคยเกรงใจใครที่ไหน จนถึงขั้นเคยมีคนมาเผาสถานีวิทยุ และเอาไม้หน้าสามไล่ตีจนบาดเจ็บมาแล้ว ดังนั้นไม่ว่าขวัญชัยจะถูกยิงถล่มด้วยเงื่อนไขใด และใครเป็นผู้ลงมือยิง สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือ เหตุการณ์ยิงถล่มในครั้งนี้ เกิดจากความไม่พอใจในพฤติกรรมของ นายขวัญชัย เป็นแน่

 ไม่เพียงแค่ลอบยิงเพื่อหมายชีวิตเท่านั้น

 

เกมการเมืองไทยปัจจุบันยังนิยมขู่ศัตรูด้วยการวางระเบิดบ้านพัก อย่างกรณีที่คนร้ายขว้างระเบิดขวด 4 ลูก และก้อนอิฐใส่บ้าน น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือตั๊น อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และหนึ่งในแนวร่วม กปปส. ในวันที่ 19 ธ.ค. 56 หรือกรณีบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลขที่ 32/3 ซอยสุขุมวิท 31 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ถูกมือดี ลอบปาระเบิด ในช่วงดึกของวันที่ 14 ม.ค. 57 แรงระเบิดสร้างความเสียหายทำให้ฝ้าหลังคาบ้านกระจกแตกเล็กน้อย และทำให้ห้องนอน นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ บิดานายอภิสิทธิ์เสียหาย โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

 

เนื่องจากขณะเกิดเหตุไม่มีใครอยู่บ้าน !??

สำหรับจุดประสงค์ในการก่อเหตุนั้น เป็นที่รู้กันว่าเพื่อหวังสร้างสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้หมายเข่นฆ่าเอาชีวิต เหมือนในกรณีของแกนนำทั้งสามข้างต้น แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะปลุกกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่ถือข้างฝ่ายนั้นๆ ความโกรธแค้นที่คุกรุ่นในใจ ถูกเร่งเชื้อให้โหมแรงขึ้นเรื่อยๆ ความคิดแตกแยกถูกจุดติด และไม่มีทีท่าว่าความขัดแย้งในบ้านเมืองจะสงบ หรือลดลง เพราะต่างคนต่างไม่ยอมถอย ทุกวันนี้ประชาชนตาดำๆ ก็ได้แต่เฝ้าถามว่า เมื่อไรเมืองไทยจะกลับไปสงบสุขดังเดิม เหตุใดสยามเมืองยิ้มจึงถูกแทนที่ด้วยสีหน้าอันวิตกกังวล ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงนกหวีดและการจุดเทียนไข นอกจากนี้ ยังมีเหยื่อรายล่าสุด คือ นายสุทิน ธราทิน อดีต ผอ.พรรคการเมืองใหม่ แกนนำ กปท. ซึ่งถูกยิงตายในเหตุชุลมุนหน้าวัดศรีเอี่ยม ย่านบางนา อีก 1 ราย

 

จึงทำให้อดวิตกกังวลไม่ได้

ว่าใครจะเป็นเหยื่อความรุนแรงทางการเมืองคนต่อไป?


หากจะพูดว่าขณะนี้การเมืองไทยเดินทางมาถึงยุคมืด คงจะไม่เกินความจริงแต่อย่างใด เพราะตอนนี้ความแตกแยกมาถึงจุดที่เกินจะควบคุม การปฏิวัติ ล้มล้างอำนาจรัฐกลายเป็นเรื่องธรรมดา บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย นักการเมืองต่างสีกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น พยายามทุกวิถีทางให้อำนาจมาอยู่ฝั่งตน แกนนำคนแล้วคนเล่าถูกทำร้ายและหมายปองถึงชีวิต... 26 ม.ค. 2557 15:37 26 ม.ค. 2557 17:52 ไทยรัฐ