วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเรียนการสอนบนความหลากหลายท่ามกลางความขัดแย้ง ตอนที่ 3 ลูกศิษย์กับครูและการประท้วงเชิงสัญลักษณ์

ความสัมพันธ์ของศิษย์กับครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างจากความสัมพันธ์ ของผู้เรียนและผู้สอนในระดับอุดมศึกษา และระดับการศึกษาหรือประเภทของการศึกษาอื่นๆ ตัวอย่างของการฝึกหัดครูใน University of Helsinki ที่ดำเนินการโดยภาควิชาการฝึกหัดครู (Department of Teacher Education) คณะพฤติกรรมศาสตร์ (Faculty of Behavioral Sciences) ประเทศฟินแลนด์ แสดงให้เห็นลักษณะของความสัมพันธ์ด้วยการกล่าวขานเรียกผู้เรียนและผู้สอนในระดับโรงเรียนโดยใช้ภาษาอังกฤษที่หมายถึงผู้สอนว่า “Teachers” และเรียกผู้เรียนหรือลูกศิษย์ว่า “Pupils” เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง “ครู” กับ “ลูกศิษย์” ที่มากกว่าการเป็น “ผู้สอน” หรือ Instructors กับ “ผู้เรียน” หรือ Learners เท่านั้น

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “ลูกศิษย์กับครู” ในประเทศไทยมีการยกย่องนับถือครู และกำหนดให้มี “วันครู” ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคมของทุกปี นอกจากนั้นยังมี “พิธีไหว้ครู” ซึ่งนิยมจัดในภาคเรียนที่หนึ่งของแต่ละปีการศึกษา และจะเลือกจัดพิธีในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นพิธีของลูกศิษย์กับครูในระดับโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ และเป็นประเพณีปฏิบัติที่ใช้กับทุกระดับการศึกษาทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความสัมพันธ์และสำนึกในความสัมพันธ์นั้นแตกต่างกันในแต่ละระดับและประเภทของการศึกษา

ความหลากหลายของลูกศิษย์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีคุณครูที่ทำหน้าที่สั่งสอนทั้งวิทยาการและการอบรมความประพฤติ ปลูกฝังค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ที่เป็นวัฒนธรรม ศีลธรรม จริยธรรมและนิติธรรมที่เป็นความต้องการของการเป็นพลเมืองดีในประเทศไทย การขจัดความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ทำได้อย่างเหมาะสมตามกรอบของกฎหมาย หลักสูตรและการสอน สามารถสร้างหรือเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพที่พึงประสงค์และเหมาะสมกับสังคมไทยให้เกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากยังเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง คุณครูจึงมีบทบาทมากและทำความแตกต่างโดยเฉพาะความคิดความเชื่อที่ไม่พึงประสงค์ให้ลดลงหรือหมดไปได้ง่าย หรือส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงสนับสนุนให้โดดเด่นขึ้นได้ง่ายเช่นกัน

แต่ความหลากหลายและความแตกต่างของผู้เรียนรวมทั้งผู้สอน เริ่มเห็นภาพของ “อัตลักษณ์” หรือ “Identity” ของแต่ละคนมากขึ้นในระดับการศึกษาสูงขึ้น โดยที่ผู้เรียนมีวัยสูงขึ้น มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความคิด ความเชื่อ เป็นของตนเองมากขึ้น และพร้อมจะแสดงความคิด ความเชื่ออย่างเปิดเผยตามสิทธิและเสรีภาพที่ตนเองเชื่อว่ามีสิทธิในการแสดงออกในชั้นเรียนได้ตามกฎหมายที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ (เช่น บทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพทางวิชาการในรัฐธรรมนูญ) ในขณะที่ผู้สอนมีขอบเขตของการสอนทางวิชาการ (เช่น ต้องสอนตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนการสอน หรือ มคอ. 3) หรือมีฐานะเป็น ผู้สอน (Instructor) ตามสาระในรายวิชามากกว่าจะเป็นครู หรือ Teachers เหมือนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ รวมทั้งความรู้อันเกิดจากข้อมูลข่าวสารที่ฝ่ายผู้เรียนและฝ่ายผู้ สอนได้รับมาจากแหล่งความรู้ที่แพร่หลายและเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้ทั้งฝ่ายผู้เรียนและผู้สอนมีความคิด ความเชื่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรู้แตกต่างกัน ฝ่ายผู้เรียนอาจต้องอยู่ภายใต้วัฒนธรรมของสังคมไทยที่ต้องเคารพเชื่อฟัง ครู/อาจารย์ และฝ่ายผู้สอนถือว่าตนเองมีฐานะและอำนาจในการถ่ายทอดความรู้และตัดสินระดับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน มีอิทธิพลต่อการสำเร็จการศึกษาของผู้เรียน

สภาพความขัดแย้งทางวิชาการอาจแสวงหาข้อยุติได้ง่าย แต่สภาพความขัดแย้งทางความคิดที่มีอุดมการณ์เป็นพลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ประกอบกับการแทรกแซงทางอุดมการณ์อาจเกิดขึ้นทั้งฝ่ายผู้เรียนและฝ่ายผู้สอน ซึ่งทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนอาจอยู่ในภาวะที่อึดอัดและไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ และภูมิปัญญาได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างถูกครอบงำความคิดและอุดมการณ์ และจะเกิดการต่อต้านความคิดและอุดมการณ์ของอีกฝ่ายทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งนำไปสู่การต่อต้านในกระบวนการของการเรียนการสอน



การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Acts)

เมื่อผู้เรียนออกมาแสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพตามความคิดและอุดมการณ์ด้วยการประท้วง ในรูปแบบต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 ศาลของสหรัฐอเมริกายอมรับสิทธิการประท้วงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพข้อที่ 1 หรือ The First Amendment ที่บัญญัติสิทธิการแสดงออกในการพูด เขียน ไม่เฉพาะแต่สื่อสารมวลชนได้รับการคุ้มครองสิทธินี้ แต่บุคคลทั่วไปก็ได้รับ การคุ้มครองด้วย กรณีที่เกิดขึ้นเรียกว่า Thinker v. Des Moines School District, 393 U.S. 503 (1969) นักเรียนมัธยมศึกษาจำนวนหนึ่งโดนลงโทษให้พักการเรียนจากการที่สวมใส่แถบสีดำที่ข้อมือเพื่อประท้วงนโยบายของรัฐบาลที่มีต่อสงครามเวียดนาม ศาลของสหรัฐอเมริกาพิพากษาว่า สิทธิและเสรีภาพตามรายการสิทธิบัญญัติข้อที่ 1 (The First Amendment) ในการแสดงออกนั้นไม่เพียงการพูดและเขียนที่ได้ยินและอ่านได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์” หรือ “Symbolic Acts” อีกด้วย

ต่อมาศาลสูงในสหรัฐอเมริกายังได้นำหลักการนี้มาใช้กับกรณีของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วยในกรณี Healy v. James, 408 U.S. 169 (1972) ที่ Central Connecticut State College ในรัฐ Connecticut ที่นักศึกษาได้จัดตั้งชมรมหรือกลุ่มขึ้นมาในรูปขององค์การนักศึกษาชื่อ Democratic Society (SDS) ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการกิจการนักศึกษาแล้ว แต่อธิการบดีไม่ยอมรับอ้างว่าปรัชญาขององค์การนักศึกษานั้นขัดต่อเสรีภาพทางวิชาการของสถานศึกษาที่ได้มีพันธกิจกำหนดไว้

ศาลสูง (Supreme Court) พิพากษาว่าเหตุผลของอธิการบดีฟังไม่ขึ้น (Insufficient) และมีคำสั่งให้ยอมรับองค์การนักศึกษาที่ตั้งขึ้นดังกล่าว ต่อมาคำพิพากษานี้ได้ใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การนักศึกษาที่มีรสนิยมรักเพศเดียวกันอีกด้วย เช่น ในกรณีของ Gay Students Organization of the University of New Hampshire นอกจากนี้ศาลยังได้วินิจฉัยข้ออ้างของสถานศึกษาที่มีระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่สถานศึกษาได้บัญญัติขึ้นตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดให้ไว้ แต่ศาลสูงได้วินิจฉัยว่า ระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษานั้นจะขัดหรือแย้งกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่ได้

อย่างไรก็ดีตัวอย่างของการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของผู้เรียนในสถานศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่ยกตัวอย่างมานั้น ยังมีอีกหลายกรณีที่ศาลสูงไม่ถือว่าเป็นสิทธิที่จะคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไปละเมิดสิทธิผู้อื่น แนวคิดในการคุ้มครองสิทธิของส่วนบุคคล กับการคุ้มครองสิทธิของสาธารณะนั้นในประเทศสหรัฐอเมริกามีประวัติความเป็นมา ในเรื่องของการยอมรับสิทธิส่วนบุคคลมากและให้น้ำหนักไม่น้อยกว่าสิทธิของสาธารณะที่จะรบกวนความเป็นส่วนตัวของบุคคล



ในสังคมไทย การตีความการสั่งสอนให้เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว หรือพยายามชี้ว่าการเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ต้องเห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าตนเอง และยกย่องผู้ที่ทำประโยชน์แก่สังคม เสียสละความสุขหรือแม้กระทั่งสิทธิและเสรีภาพส่วนตัวให้กับผู้อื่นหรือแก่สังคมเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การตีความแบบขยายความอาจสร้างความเข้าใจผิดและทำให้เกิดความสับสนและต่อต้านคำสอนและค่านิยมดังกล่าวเนื่องจากขาดการอธิบายขยายความถึงความเข้าใจในคำสอนที่ว่า “อย่าเห็นแก่ตัว” ให้แจ่มแจ้ง

สำหรับในชั้นเรียนการแสดงออก ที่อาจนำไปสู่การโต้แย้ง และเกิดการโต้เถียงบนฐานของความคิดและอุดมการณ์รวมทั้งการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ เช่น การวางหรีดดำ การเผาโลงศพ หรือการแจกใบปลิว การเขียนภาพล้อ การแสดงละคร รวมทั้งการโพสต์ข้อความลงใน Social Media และการประท้วงไม่เข้าชั้นเรียนของนักเรียนและนักศึกษาเมื่อมีปัญหาขัดแย้งกับครู/อาจารย์และผู้บริหาร เป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มเห็นในสังคมไทย

ความขัดแย้งในชั้นเรียนอาจนำไปขยายต่อออกสู่นอกห้องเรียน นอกสถานศึกษา อาจกลายเป็นความขัดแย้งของสังคมโดยรวม การเข้าใจถึงความขัดแย้งและจัดการกับปัญหาเหล่านี้จึงเป็นความจำเป็น และเป็นความเข้าใจที่ต้องใช้หลักวิชา ไม่ควรใช้เพียงสำนึกเบื้องต้นของตนเองแก้ปัญหา เพราะไม่อาจเชื่อได้ว่าการแก้ปัญหาตามสามัญสำนึกของผู้สอนที่มีต่อปัญหาความขัดแย้งในชั้นเรียนจะยุติลงได้อย่างบริบูรณ์

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

 

ความสัมพันธ์ของศิษย์กับครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างจากความสัมพันธ์ ของผู้เรียนและผู้สอนในระดับอุดมศึกษา และระดับการศึกษาหรือประเภทของการศึกษาอื่นๆ ตัวอย่างของการฝึกหัดครูใน University of Helsinki ที่ดำเนินการโดยภาควิชาการฝึกหัดครู 26 ม.ค. 2557 14:14 ไทยรัฐ