วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เช็กความพร้อมก่อนลุย! เปิดตัวเครื่องมือหนุนธุรกิจไทยรุกเออีซี

จากการที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี หรือ Asean Economics Community) จะมีผลจริงจังในวันที่ 31 ธ.ค.2558

โดย ณ วันนั้น ว่ากันว่าจะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างที่หลายคนคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เพราะเออีซีนับเป็นการรวมตัวของชาติต่างๆในอาเซียน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน มีรูปแบบคล้ายๆกลุ่มยูโรโซน เพื่อให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆกับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า-ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า

ดังนั้น เมื่อเร็วๆนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ระดมนักวิจัยทำดัชนีวัดความพร้อมขององค์กรไทยก่อนเข้าสู่เออีซี

เพราะเห็นว่าถึงแม้การเมืองไทยจะยังยุ่งเหยิงแค่ไหน แต่เศรษฐกิจก็ยังต้องเดินหน้าไปไม่มีวันหยุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายที่จ่อคอหอยอยู่ตอนนี้คือการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

แต่ดูเหมือนตั้งแต่ต้นปีมา  กระแสเรื่องนี้จะถูกกลบด้วยกระแสการเมืองร้อน ในขณะที่ปีนี้น่าจะเป็นช่วงสุกดิบที่ทุกหน่วยงานจะต้องเตรียมตัวกันอย่างขมีขมันเพื่อให้มีความพร้อมพอที่จะไม่ตกขบวนรถไฟในการก้าวเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนแห่งนี้

ข่าวสารเกี่ยวกับเออีซีที่ถูกเผยแพร่มาเป็นระยะๆก่อนหน้านี้   ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้อมูลเชิงภาพรวมหรือรายอุตสาหกรรมที่ชี้ว่าประเทศไหนมีความพร้อมมากกว่ากัน หรืออุตสาหกรรมใดที่เรามีแต้มต่อหรือมีจุดอ่อนในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆยังไม่มีการวัดความพร้อมเป็นรายบริษัทหรือรายองค์กรว่าใครมีความพร้อมขนาดไหน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อรับมือกับเออีซี ทีมนักวิจัยแห่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงร่วมมือกันดำเนินการวิจัยเพื่อจัดทำเครื่องมือที่เรียกว่าดัชนีวัดความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดอาเซียน(เออาร์ไอ หรือ ASEAN Readiness Index)

เพื่อให้องค์กรไทยทั้งหลายมีเครื่องมือในการวัดตัวเองว่ามีความพร้อมขนาดไหนที่จะเข้าสู่เออีซี จะต้องสร้างจุดแข็งและอุดจุดอ่อนอย่างไร

ทีมเศรษฐกิจ “ไทยรัฐ” จึงขอฉายภาพชัดๆถึงที่มาที่ไปรวมทั้งผลดีของการจัดทำดัชนีเออาร์ไอหรือดัชนีวัดความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดอาเซียน

ตรวจสอบความแข็งแกร่ง

ศาสตราจารย์ ดร.ศิริลักษณ์  โรจนกิจอำนวย คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คณะพาณิชย์ฯ ได้เล็งเห็นความเร่งด่วนในการเปิดเออีซีในปีหน้านี้ ในขณะที่ธุรกิจทั้งหลายอาจจะมีคำถามมากมายว่าตัวเองมีความพร้อมหรือไม่ขนาดไหน และจะวัดตัวเองอย่างไร จึงตัดสินใจพัฒนาดัชนีวัดความพร้อมรายบริษัทขึ้นมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการจัดทำดัชนีในลักษณะนี้เป็นครั้งแรก


ดัชนีความพร้อมของเราจะวัดใน 4 มิติที่สำคัญทางธุรกิจ  คือความพร้อมด้านการตลาด ความพร้อมด้านการเงิน ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน และด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

โดยทีมนักวิจัยซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญการวิจัยของเราคือ รองศาสตราจารย์ ดร.อาณัติ ลีมัคเดช รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร รองศาสตราจารย์วิทยา ด่านธำรงกูล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พร้อมทีมงานอีกกว่า 10 คน

ได้ทุ่มเทพัฒนาเครื่องมือวัดขึ้นมา และได้ทำการวัดบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของไทย คือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เพราะอย่างที่ทราบกันว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงพอที่จะเป็นครัวของโลกและเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์

โดยภาพรวมบริษัทไทยใน 3 กลุ่มดังกล่าว มีการเตรียมความพร้อมในระดับปานกลาง ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีเพียง 1-2 บริษัทที่มีการเตรียมความพร้อมอย่างโดดเด่น

เช่น ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารกรุงเทพ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีการขยายสาขาออกไปต่างประเทศมานานกว่าธนาคารอื่น มีสาขาในต่างประเทศถึงกว่า 20 สาขา ทั้งการตั้งสาขาอย่างเต็มรูปแบบและการเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่น ในขณะที่ธนาคารกสิกรไทยที่มีระดับความพร้อมรองลงมา  จะใช้รูปแบบการเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นมากกว่า

ในภาพรวมแล้ว การเตรียมความพร้อมกระจุกตัวอยู่ใน 5 ธนาคารอันดับต้นของไทย คือธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

สำหรับในอุตสาหกรรมอาหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) และ ไทยเพรสซิเดนท์ฟู๊ดส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่สำเร็จรูปมาม่า มีความโดดเด่นในเรื่องความพร้อมในการเข้าสู่เออีซี เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีการขยายกิจการและฐานการผลิตเข้าไปสู่ประเทศในอาเซียนมานานแล้ว ดังนั้นจึงมีแต้มต่อเหนือบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ส่วนที่โดดเด่นรองลงมา คือ ไทยยูเนียนโฟรเซ่นโปรดักส์ และ ทิปโก้

ส่วนในธุรกิจโรงพยาบาลที่โดดเด่นในความพร้อมด้านการตลาดมากที่สุด คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ รองลงมา คือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และโรงพยาบาลวิภาวดี

สำหรับความพร้อมด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ซึ่งทำการสำรวจเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่า ธนาคารกรุงไทยมีความโดดเด่นที่สุด รองลงมา คือ ธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย

พร้อมช่วยเหลือทุกภาคธุรกิจ


รศ.ดร.พิภพ อุดร จากภาควิชาการตลาด เปิดเผยตัวอย่างผลการวิจัยดัชนีความพร้อมด้านการตลาดว่า จะใช้ตัววัด 3 กลุ่มรวม 14 ตัวด้วยกัน ซึ่งจะวัดตั้งแต่ความมุ่งมั่นในตลาดอาเซียนมีตัววัด 4 ตัว ด้านการปรับตัวให้รับกับอาเซียนจำนวนตัววัด 8 ตัว และด้านการสร้างพันธมิตรอีก 2 ตัว ที่สามารถเอามาประกอบแสดงด้วยสัญลักษณ์ “หุ่นยนต์ดัชนีความพร้อม” แต่ละดัชนีแสดงด้วยแต่ละส่วนของตัวหุ่นยนต์

เมื่อนำเอาดัชนีเหล่านี้ไปวัดก็จะพบว่า บางบริษัทมีดัชนีบางตัวที่โดดเด่น แต่ในอีกหลายๆตัวยังไม่มีการเคลื่อนไหวเท่าไร ดัชนีแต่ละตัวเวลาเอาไปใช้อาจจะแสดงสัญลักษณ์เป็นสี

เช่น สีเขียวคือทำได้ดีหรือปลอดภัย สีเหลืองแปลว่าทำได้ระดับหนึ่งแต่ยังสามารถเพิ่มเติมให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ ส่วนสีแดงหมายถึงต้องปรับปรุง หรือจะกำหนดดัชนีเป็นค่าคะแนนแต่ละระดับ เพื่อให้รู้ว่าความพร้อมของบริษัทดีหรือด้อยในด้านใด คณะวิจัยยังได้ออกแบบแบบสำรวจตัวเองหรือเช็กลิสต์แบบง่ายๆ เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถใช้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเองได้ด้วย

รศ.ดร.พิภพเพิ่มเตจิมอีกว่า  คณะพาณิชย์ฯยังมีความห่วงใยกลุ่มเอสเอ็มอีในการปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่อาเซียน หากกิจการใดต้องการนำดัชนีนี้ไปใช้สามารถขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากคณะฯ และทีมวิจัยได้ตลอดเวลา


ขณะที่ รศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าโครงการวิจัยนี้และเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในมิติการเงินที่วัดความพร้อมผ่านความสามารถในการจัดหาเงินทุนพบว่า การขยายธุรกิจในตลาดอาเซียน จำเป็นต้องมีแหล่งทุน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากตลาดทุนในประเทศนั้น ไม่จำเป็นว่าบริษัทไทยจะต้องพึ่งพาเงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ประโยชน์ของการใช้ตลาดทุนในท้องถิ่น

โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดเป็นประเทศที่มีต้นทุนในการออกหุ้นสามัญต่ำที่สุดในอาเซียน จะช่วยบริษัทไทยให้สามารถขยายกิจการด้วยต้นทุนที่ต่ำ นอกจากประโยชน์ทางการเงินแล้ว ยังช่วยสร้างความรับรู้ตราสินค้าในประเทศนั้นๆได้อีกด้วย

วิธีวัดความสามารถในการจัดหาเงินทุนจึงวัดจากระดับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนักลงทุน โดยบริษัทที่ดำเนินงานโปร่งใส นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูล ก็จะมีระดับการรับรู้ข่าวสารมาก และทำให้ต้นทุนการจัดหาเงินทุนภายนอกต่ำลง วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในมิตินี้มีหลายรูปแบบ

โดยในการศึกษาครั้งนี้ ได้ยกกรณีศึกษาของกลุ่มโรงแรมเอราวัณ ประเทศไทย ซึ่งเลือกใช้วิธีส่งเสริมธรรมาภิบาล และประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินทุน โดยมีการระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ขยายกิจการ
อาหารไทยโดดเด่น


ขณะที่ ผศ.ดร.การดี  เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญตลาดอาเซียนและคอลัมนิสต์ด้านการสร้างความคิดสร้างสรรค์ เผยการวัดความพร้อมในประเด็นประสิทธิภาพว่า จะใช้กรอบการเปรียบเทียบผลผลิตและปัจจัยการผลิตของบริษัทต่างๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงการใช้เทคนิค  Data Envelopment Analysis

จากผลวิจัยพบว่า ในภาพรวมบริษัทไทยมีประสิทธิภาพโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหาร ในส่วนของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์จะใกล้เคียงกับประเทศอื่น ในขณะที่บริษัทในอินโดนีเซียค่อนข้างมีประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงในอุตสาหกรรมการบริการ

สำหรับมิติสุดท้ายคือ มิติความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ จะดูทั้งด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากการวิจัยพบว่า บริษัทส่วนใหญ่มีความพร้อมในระดับปานกลาง แม้ว่าบางบริษัทจะมีความพร้อมในทางการตลาดในระดับสูงก็ตาม

แสดงให้เห็นว่าบริษัทไทยนั้นเก่งในการดำเนินการเชิงรุก คือรุกตลาดไปก่อนแล้วค่อยกลับมาเร่งสร้างและพัฒนาคนทีหลัง การวัดความพร้อมจะวัดว่าบริษัทนั้นมีทีมผู้บริหารที่เชี่ยวชาญหรือผ่านงานในอาเซียนมามากน้อยขนาดไหน มีการเชื่อมโยง การคัดเลือก การประเมินผลงาน การจ่ายค่าตอบแทนของพนักงานเข้ากับความเชี่ยวชาญหรือความรอบรู้เรื่องอาเซียนเพียงใด รวมถึงมีนโยบายการหมุนเวียนพนักงานให้ไปทำงานหรือแสวงหาประสบการณ์ในประเทศกลุ่มอาเซียนเพียงใด

การที่ผลวิจัยชี้ว่า การเตรียมพร้อมเรื่องคนยังอยู่แค่ระดับปานกลาง จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างคนขึ้นมารองรับการเปิดเออีซีได้ทันการหรือไม่ เนื่องจากการสร้างคนต้องอาศัยเวลายาวนาน นอกจากนั้น  ยังสะท้อนให้เห็นภาพว่า ขนาดบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ยังอยู่เพียงในระดับปานกลาง

จึงน่าห่วงว่าในบริษัทขนาดกลางและย่อม ความพร้อมในด้านนี้อาจจะต่ำจนยากจะเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิผล

ปิดจุดอ่อนเปิดจุดแข็ง

ดร.ศิริลักษณ์ โรจนกิจอำนวย คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวย้ำปิดท้ายว่า วัตถุประสงค์ของการจัดทำดัชนีนี้  ไม่ได้ต้องการนำมาประกวดหรือจัดอันดับบริษัท แต่ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าตนเองอยู่ตำแหน่งใด มีจุดอ่อน จุดแข็งด้านใด

เพื่อเน้นไปที่การปรับตัวให้พร้อมรับการแข่งขันและเป็นการจุดประกายให้บริษัทต่างๆ หันมาประเมินตนเองว่ามีความพร้อมขนาดไหนในการจะใช้โอกาสที่เปิดกว้างหลังเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


การจัดทำดัชนีครั้งนี้ใช้ตัววัดอย่างง่ายๆ ที่บริษัททุกแห่งสามารถนำไปดัดแปลงใช้วัดตนเองได้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเตรียมพร้อมและปรับปรุงจุดอ่อนให้แข่งขันได้ในตลาดที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้ การวิจัยนี้จะมีการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กในปีถัดๆไปด้วย

ต้องถือว่าเป็นข่าวดี ที่บริษัททั้งหลายจะได้มีดัชนีวัดความพร้อมได้ใช้จากผลงานของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ ใครสนใจ ติดต่อที่ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เลย หรือหาอ่านหนังสือ ASEAN Readiness Index เล่มนี้ได้

เพื่อองค์กรไทยจะได้เข้าสู่ตลาดเออีซีด้วยความมั่นใจ ถึงการเมืองไทยจะยังยุ่งเป็นลิงแก้แหกันอยู่ก็ตาม!!!

 

ทีมเศรษฐกิจ

จากการที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี หรือ Asean Economics Community) จะมีผลจริงจังในวันที่ 31 ธ.ค.2558 โดย ณ วันนั้น ว่ากันว่าจะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างที่หลายคนคิดไม่ถึงเลยทีเดียว... 26 ม.ค. 2557 12:07 ไทยรัฐ