วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดันเลือกตั้งสู่การคัดคุณภาพ จับนักการเมืองลงสัตยาบันเพื่อปฏิรูปประเทศ

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จากสถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในกลุ่มนักวิชาการ และคณาจารย์จาก 18 องค์กรภาคประชาสังคม (NGO)  ที่เข้าร่วมการเสวนาเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศไทยกับกลุ่ม 7 องค์กรภาคเอกชน ได้นำเสนอแนวคิดเพื่อให้ประชาชนไทยทุกฝ่าย ก้าวพ้นวิกฤติประเทศไปได้ด้วยแผนปฏิรูปที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

แทนที่จะย่ำอยู่ในสภาวการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งกันเป็นสองขั้ว กับการตั้งหน้าตั้งตาถกเถียงกันว่า การปฏิรูปประเทศตามข้อเสนอของคณะกรรมการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ควรจะทำก่อน หรือหลังการเลือกตั้ง

ทีมเศรษฐกิจ เห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในสังคมไทย จึงขอนำเสนอแนวคิดดังกล่าวของ ดร.เพิ่มศักดิ์ ดังเนื้อหาข้างท้ายนี้

วิกฤติสังคมไทย


ความขัดแย้งจากประเด็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภาขยายวงกว้างออกไปนอกสภา เกิดการชุมนุมต่อต้าน และขับไล่รัฐบาลตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2556 จนทุกวันนี้ อีกทั้งการชุมนุมของชาวนา และเกษตรกรยังเรียกร้องให้แก้ปัญหาหนี้สิน ที่ดิน ราคาพืชผล และผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากวิกฤติทางการเมืองแล้ว สังคมไทยยังมีวิกฤติอีกหลายด้านซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่จำเป็นจะต้องแก้ไขเร่งด่วนเช่นกัน

ผมคิดว่า ในความเป็นจริงบ้านเมืองมีประเด็นทุจริตคอร์รัปชันตลอดจนความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำในสังคมจนเป็นปัญหาวิกฤติของชาติมานานแล้ว เพราะทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศลำบากยากจน ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยอำนาจตัดสินใจทางนโยบายจากฝ่ายการเมือง แต่เมื่อฝ่ายการเมืองมีปัญหาเสียเอง จึงพลอยทำให้ปัญหาของประชาชนแทบทุกๆ

ด้านถูกแช่แข็งไม่ได้รับการแก้ไขไปด้วย


การเมืองมีปัญหา ก็เพราะการออกแบบกระบวนการเพื่อการเข้าสู่อำนาจ ใช้อำนาจ และตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย

โครงสร้างสถาบันการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และตุลาการ ไม่สมดุล และขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน จึงขาดการตรวจสอบถ่วงดุล และเมื่อขัดแย้งกัน ก็ไม่มีกลไกบริหารจัดการ ทำให้สังคมการเมืองไทยอ่อนแอ เปิดโอกาสให้มีการใช้อิทธิพลเหนือพรรค และนักการเมือง เกิดการผูกขาดอำนาจ และการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล

แสวงหาผลประโยชน์ดั่งว่าเป็นรากเหง้าของการทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ และการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ วิกฤติของสังคมไทยจึงมีเหตุรากเหง้ามาจากการผูกขาดอำนาจทางการเมือง และการใช้อำนาจในทางมิชอบ จนทำให้สถาบันการเมือง และนักการเมืองไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

แนวคิด “ปฏิรูป” เพื่อก้าวพ้นวิกฤติ


การแก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่ใช่การปฏิรูป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ “สร้างทางเลือก” หรือ “หาทางออก” ชั่วคราวให้คนบางกลุ่มซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆให้กับคนอีกกลุ่มได้

การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จ ควรมีแนวคิดสำคัญ ดังนี้ 1.ขับเคลื่อนโดยคนทั้งสังคมอย่างเป็นกระบวนการ หมายถึงคนส่วนใหญ่ของสังคมเข้าร่วม และได้ประโยชน์  2.มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างเป็นระบบด้วยการเสริมจุดแข็งกำจัดจุดอ่อนและสิ่งไม่จำเป็นออกเสีย ไม่เปลี่ยนแปลงแบบขุดรากถอนโคนเหมือนกับการปฏิวัติ  และ 3.ไม่ใช้วิธีการต่อสู้รุนแรงเพื่อเอาชนะกัน

อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบางเรื่องก็สำคัญ และจำเป็นต้องทำก่อน เพื่อเอื้อให้เกิดบรรยากาศ และกำลังใจในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่อไปได้ เช่น ต้องการปฏิรูปที่ดิน แต่มีชุมชนถูกละเมิดสิทธิที่ดินอยู่อาศัยทำกินซึ่งถูกประกาศเป็นเขตป่า และไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อถูกดำเนินคดี ต้องถูกลงโทษจำคุก ก็ต้องหาทางช่วยแก้ปัญหา และเยียวยาคดีคนจนที่ได้รับความเดือดร้อนก่อน

ประสบการณ์ในหลายประเทศ เช่น การปฏิรูปที่ดินในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือการปฏิรูปการเมืองในอังกฤษ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ แคนาดา ประสบความสำเร็จได้ก็เพราะมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ให้คุณค่าแก่ขบวนการประชาชนโดยไม่กีดกันผู้ที่เห็นต่าง และปฏิบัติกันจริงจังโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด

กรณีที่มีปัญหาการเมืองเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกตั้ง รัฐบาลเขาก็มักจะขอให้องค์กรประชาชนจัดตั้งสภาประชาชน ซึ่งเป็นเวทีสาธารณะขึ้นมาระดมความเห็นหาทางออกให้ฝ่ายการเมือง หรือบางกรณีรัฐบาลก็สนับสนุนให้เกิดสภาประชาชนเอง วิธีนี้จะยุ่งยากที่ต้องสุ่มเลือกประชาชนมาเป็นผู้แทนเพื่อทำหน้าที่ในสภา และท้ายที่สุดไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ก็ต้องนำข้อเสนอจากสภาประชาชนเข้าสู่กระบวนการออกกฎหมายโดยรัฐสภา

ดร.เพิ่มศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยมีบทเรียนการปฏิรูประดับชาติมามากมาย เช่น ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ รวมทั้งการปฏิรูปการเมืองด้วย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะ ไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง อำนาจตัดสินใจยังอยู่ที่รัฐส่วนกลาง การปฏิรูปจึงไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคม และปัญหาความ ต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ดี ยังมีความสำเร็จซึ่งเกิดจากภาคประชาชนเอง เช่น การปฏิรูประบบการบริหารจัดการการเงินของชุมชนในรูปเครือข่ายสัจจะออมทรัพย์ ซึ่งช่วยให้ชุมชนมีทุนประกอบการ และมีสวัสดิการดูแลตนเอง

การปฏิรูปประชาธิปไตยในชุมชนโดยกระบวนการคัดสรรผู้นำ ทำให้ได้คนดีมีความรู้ความสามารถมาเป็นผู้นำชุมชน และท้องถิ่น ซึ่งทั้งผู้ชนะ และผู้แพ้เลือกตั้งทำงานร่วมกันได้ การปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรด้วยองค์กรชุมชน ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง และฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

ตลอดจนการปฏิรูประบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการด้านสุขภาพของรัฐได้ทั่วหน้า การปฏิรูปประเทศในช่วงวิกฤติจึงต้องทบทวนบทเรียน และประสบการณ์ของไทย นำข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป และข้อเสนอของสมัชชาปฏิรูป รวมทั้งข้อเสนอของเกษตรกร และประชาชนในด้านต่างๆมาพิจารณา พร้อมระดมความเห็นเพิ่มเติมจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายต่างๆ

ทิศทางการปฏิรูปประเทศที่น่าจะเป็น

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงทางสังคมการเมือง และช่วยให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไข ผมจึงเสนอให้จัดประเด็นปฏิรูปเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มปัญหาการเมือง และ กลุ่มปัญหาของประชาชน คือ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดจากความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำ ทั้งทางเศรษฐกิจ สิทธิ อำนาจ โอกาส และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทำให้คนอดอยากยากจน เจ็บป่วย หารายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ เป็นหนี้สิน จนกระทั่งติดคุกติดตะราง

1.กลุ่มปัญหาการเมือง
การเมืองไทยถูกทำให้เป็นเรื่องของอำนาจ และผลประโยชน์ส่วนบุคคลมานาน จนลืมอุดมการณ์สำคัญ คือการทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองด้วยจิตสาธารณะไปเสียสิ้น ถ้าเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง คือ การทำให้การเมืองสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และรู้สึกรับผิดชอบต่อประชาชน การแก้ปัญหาขัดแย้งการเมืองตามแนวคิดปฏิรูป ก็ควรจะต้องคิดให้ไกลไปกว่าประเด็นการเลือกตั้ง

เพราะการเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรอำนาจให้สมดุล และเป็นธรรม คำตอบการเลือกตั้งประเด็นเดียวไม่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองยุติลงได้ จึงเสนอให้คิดถึงการเมืองทั้งระบบ คือ การออกแบบสถาบันทางการเมือง การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบอำนาจทางการเมือง

แต่ละเรื่องจะออกแบบอย่างไร ก็ต้องช่วยกันตั้งคำถาม เช่น จะออกแบบโครงสร้างอำนาจสถาบันการเมืองให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย และมีความสมดุลในอำนาจได้อย่างไร, จะทำให้การเลือกตั้งทั้งระบบนำไปสู่กลไก และกระบวนการได้มาซึ่งพรรคการเมือง นักการเมือง และสถาบันทางการเมืองที่มีความหลากหลายมีคุณภาพ และ คุณธรรมได้อย่างไร?, จะกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายการเมืองในเรื่องอะไร และอย่างไร จึงจะช่วยให้สถาบันการเมือง และนักการเมืองให้ทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับโดยไม่เกิดความทับซ้อนกัน?

และจะมีกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจให้มีความสุจริตโปร่งใสได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการอภิปรายทบทวนที่มาของสถาบันทางการเมือง พรรคการเมือง รูปแบบวิธีการเลือกตั้ง ที่มาของ ส.ส., ส.ว. และบุคลากรในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะส่งผลให้การเข้าสู่อำนาจ ขอบเขตอำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจของสถาบันหลักทางการเมืองชัดเจน และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

รูปแบบการจัดองค์กรเพื่อการปฏิรูป ควรให้จัดประชุมปรึกษาหารือกันในเวที 2 ระดับ คือ

1.เวทีระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ระดมปัญหา และข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นจนถึงการเมืองระดับชาติจากประชาชนในพื้นที่ขึ้นมาสู่เวทีระดับชาติ โดยให้กลุ่มองค์กรประชาชนบริหารจัดการกันเอง ไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม ดูตามความสนใจ สถาบันพัฒนาการเมืองมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรเพื่อเอื้อให้ทำงานได้

2.เวทีระดับชาติ ทำหน้าที่สังเคราะห์ขัดเกลาข้อเสนอจากเวทีระดับพื้นที่ให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนกะทัดรัด ผู้เข้าร่วมควรมาจากนักการเมืองจากทุกพรรคการเมือง นักวิชาการและนักปฏิบัติการทางการเมืองด้วย ส่วนจำนวนผู้เข้าร่วมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 99 คน โดยสถาบันพระปกเกล้าและสถาบันพัฒนาการเมืองช่วยประสานงาน และทำหน้าที่กองเลขานุการ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 6-12 เดือน หาคำตอบปฏิรูปการเมืองทั้งระบบที่เห็นพ้องกันได้

2.กลุ่มปัญหาความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำ
ปัญหาความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำเป็นรากเหง้าของปัญหาความยากจน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ลูกจ้างแรงงาน และผู้ประกอบกิจการค้าขายปลีกรายย่อย หลักการ และเป้าหมายสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำคือ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชนสามารถปกป้องดูแลจัดการตนเองได้

ในประเด็นเนื้อหาการปฏิรูปนั้น ผมมีข้อสังเกตว่า ในอดีตมีการกำหนดเนื้อหาเชิงประเด็นมาก ทำให้ข้อเสนอปฏิรูปกว้าง และเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยทางเทคนิค เพราะความคิดยังไม่หลุดจากกรอบอำนาจรัฐเดิมๆ จึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการกำหนดประเด็นการปฏิรูปใหม่ โดยใช้กระบวนการเสวนา โดยมีการตั้งคำถามช่วย

ตัวอย่างคำถามประเด็นการปฏิรูปก็เช่น อำนาจรัฐจากส่วนกลางที่สั่งการบังคับบัญชาท้องถิ่นที่หมดความจำเป็นควรจะยกเลิกมีอะไรบ้าง และจะยกเลิกได้อย่างไร, จะเพิ่มอำนาจประชาชนในการจัดการตนเองของท้องถิ่นในเรื่องที่สำคัญ และมีผลกับประชาชนโดยตรงได้อย่างไร หรืออาจจะตั้งคำถามเจาะเป็นรายประเด็นไป เช่น จะกระจายการถือครองที่ดิน และทรัพยากรเพื่อให้เกษตรกรมีที่ทำกินเพียงพอ คนจน และคนชั้นกลางระดับล่างมีที่อยู่อาศัย และประกอบอาชีพอย่างทั่วถึงได้อย่างไร, จะช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองกับตลาดสินค้าอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมได้อย่างไร, จะช่วยให้ลูกจ้างผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพียงพอกับการดำรงชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปพร้อมๆกับการยกระดับทักษะ และฝีมือได้อย่างไร และจะช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะคนจนคนด้อยโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร เป็นต้น

รูปแบบองค์กรเพื่อการปฏิรูป


ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เขาเห็นว่าควรศึกษาข้อเสนอคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศไว้ 4 กลุ่ม รวม 24 ประเด็น และข้อเสนอของสมัชชาปฏิรูประดับชาติ 18 ประเด็น มาประกอบการพิจารณาด้วย

โดยรูปแบบการจัดองค์กรเพื่อการปฏิรูปนั้น เขาเสนอให้จัดประชุมปรึกษาหารือใน 2 ระดับ

1.เวทีสาธารณะระดับพื้นที่/ประเด็น โดยมีกลุ่ม/องค์กรทั้งเล็กและใหญ่ ที่ทำงานแบบบูรณาการทุกประเด็นในพื้นที่และกลุ่มทำงานเชิงประเด็นที่สนใจเข้าร่วมด้วย เสนอให้ใช้จังหวัดเป็นหน่วยพื้นที่ ส่วนเครือข่ายประเด็นควรใช้เครือข่ายที่ทำและเป็นที่ยอมรับของสังคมอยู่แล้ว โดยขอให้กลุ่มองค์กรที่เข้าร่วมจัดองค์กร  จัดทีมประสานงาน  และทำหน้าที่เป็นกองเลขานุการกันเอง

2.เวทีระดับชาติ เป็นเวทีรวมที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากผู้แทนองค์กรในเวทีสาธารณะและการเลือกตัวแทนในระบบสุ่มเลือกตามหลักการเลือกตั้งที่เป็นสากล มาร่วมประชุมเพื่อบูรณาการความเห็นต่างๆให้เป็นข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ จำนวนผู้เข้าร่วมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 99 คน โดยขอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนร่วมกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ช่วยประสานงาน และทำหน้าที่เป็นกองเลขานุการ และเป็นแกนประสานเพื่อบูรณาการความเห็นทั้ง 2 เวทีเข้าด้วยกัน

ส่วนกรอบเวลาในการปฏิรูป กลุ่มปัญหาความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำในแต่ละเรื่อง ใช้เวลาไม่เท่ากัน ประเด็นที่มีข้อเสนออยู่ก่อนแล้ว เช่น การกระจายอำนาจ ที่ดิน การเกษตร ทรัพยากร ระบบประกันสังคม การทุจริตคอร์รัปชัน อาจใช้เวลา 6-12 เดือน ส่วนประเด็นอื่นๆอาจใช้เวลายาวนานกว่านั้น แต่ไม่ควรเกิน 24 เดือน

ทั้งข้อเสนอปฏิรูปการเมืองและข้อเสนอปฏิรูปกลุ่มประเด็นปัญหาความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำต่อประชาชนที่เสร็จก่อนกำหนดเลือกตั้ง ก็ควรนำไปทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง และเสนอต่อรัฐสภาเมื่อมีโอกาสเพื่อพิจารณาออกเป็นกฎหมายและนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป ส่วนข้อเสนอที่เสร็จหลังเลือกตั้งก็ทยอยนำไปทำประชามติและเสนอเป็นกฎหมายที่หลัง

แต่ก่อนเริ่มกระบวนการปฏิรูป พรรคการเมืองที่มีเจตจำนงต้องการปฏิรูปประเทศ ควรจะมาลงสัตยาบันร่วมกันก่อน

ผมยังมีความเห็นว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาวิกฤติของสังคมทั้งหลาย เกิดจากการพัฒนาไปตามกระแสโลกอย่างไม่ระวัง สังคมไทยเปลี่ยนไปจากที่เคยเกรงกลัวต่อบาป เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกัน มาเป็นการมุ่งแสวงหาประโยชน์สูงสุด เอารัดเอาเปรียบ ส่งผลให้เกิดการแก่งแย่งแข่งขันรุนแรง ผู้ชนะได้ทุกอย่าง ผู้แพ้ไม่เหลืออะไร ไม่มีแม้แผ่นดินจะอยู่ และกลายเป็นภาระของสังคม

 

สังคม และวัฒนธรรมที่อ่อนแอ เป็นเหตุให้เกิดระบบอุปถัมภ์เข้ามามีอิทธิพล เกิดการยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันถ้าตนได้ประโยชน์ ส่งผลให้มีคนโกง คนมีเล่ห์เหลี่ยมเอาตัวรอดไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น!

ผลจากการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ จึงควรจะได้นักการเมือง และผู้บริหารประเทศที่มีความสามารถ และมีคุณธรรมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ประชาชนตื่นตัวมีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีสำนึกสาธารณะ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจึงจะหมดไปได้ และสังคมจะกลับมามีความสามัคคีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดูแลกัน บนฐานการเรียนรู้ และฟื้นฟูวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันตัวเอง รวมทั้งมีความสามารถในการปรับตัวให้อยู่ในสังคมโลกได้อย่างเท่าเทียม.

 

ทีมเศรษฐกิจ

26 ม.ค. 2557 11:13 26 ม.ค. 2557 11:15 ไทยรัฐ