วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
27 ม.ค. 2557 05:00 น.
เมื่อวัดปทุมวนาราม เป็นอาราม...รับม็อบ

เมื่อวัดปทุมวนาราม เป็นอาราม...รับม็อบ

โดย
27 ม.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

บนถนนพระรามที่ 1 จากสยามพารากอน ถึงสี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2557 เป็นต้นมา เต็มไปด้วยมหาประชาม็อบ

เอาเข้าจริงมวลมหาประชาม็อบจะหนาแน่นตอนเย็นๆ เรื่อยไปจนถึงดึกดื่น ส่วนจะดึกขนาดไหนม็อบขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าใจบนเวที เวลากลางวันบนถนนที่เปลี่ยนจากยวดยานเป็นร้านขายของ เรียกให้คนทำงานใกล้ๆออกมาเดินเล่นกันขวักไขว่ ทั้งมาซื้อของและรับประทานอาหาร

นอกจากเครื่องสัญลักษณ์ม็อบแล้ว ยังมีรองเท้าและเสื้อผ้าที่ดึงดูดลูกค้าเป็นอย่างยิ่งคืออาหาร ไม่ว่าจะเป็นหอยทอด ผัดไทย และอาหารตามสั่ง บางร้านลูกค้ามารอคิวยาว ทำเอาคนปรุงเหงื่อไหล ไคลย้อยเลยทีเดียว

สั่งอาหารแล้ว ลูกค้านั่งรับประทานที่ร้านได้ โต๊ะ เก้าอี้ เจ้าของร้านนำมาให้บริการถึงกลางถนน ไม่ต้องกลัวรถแผ้วผ่านแต่อย่างใด คล้ายจะเย้ยคืนวันเก่าๆที่รถราเต็มถนนเลยทีเดียว บริเวณใกล้ๆกับ สยามพารากอน มีพระอารามหลวงชื่อ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระธรรมธัชมุนี พระผู้เมตตาเปิดให้มวลมหาประชาม็อบเข้าไปอยู่อาศัย ก่อนหน้านี้ ก็เคยเปิดให้ชาวเสื้อแดง เข้าไปอยู่อย่างยาวนาน

แม้เคยเกิดเหตุการณ์ร้าย มีการสังหารหมู่หน้าวัด แต่ด้วยเมตตาของเจ้าอาวาสเป็นที่ตั้ง วัดปทุมวนารามจึงเปิดรับม็อบมาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2557 เรื่อยมา

“วันม็อบมาวันแรก ไอศกรีมของผมขายดีมากครับ แล้วค่อยๆลดปริมาณลง จนกระทั่งขายได้ตามปกติในอีกสามสี่วันต่อมา สาเหตุที่ขายได้น้อยลง ผมคิดว่าคนที่เขามาส่วนหนึ่งกลับบ้าน ส่วนที่เหลือเขาก็รู้แหล่งซื้ออาหารการกิน เริ่มเข้าที่เข้าทางกันแล้ว” แก้วบอก

แก้ว พ่อค้าขายไอศกรีมชาวอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ยึดอาชีพนี้มากว่า 10 ปี แต่ละวันแก้วขึ้นรถบรรทุกพร้อมรถเข็นเล็กๆ คู่ชีพมาลงแถวๆวัดปทุมวนาราม แล้วตระเวนขายในวัดและย่านใกล้เคียง แต่ละวันได้กำไรประมาณ 700 บาท แต่ถ้าขายไม่หมดก็ต้องฝากเจ้าของแช่เย็นไว้ ค่อยนำมาขายใหม่ในวันต่อไป

“ดีกว่ารับจ้างเขาครับ แต่ต้องอาศัยขยันหน่อยเท่านั้นเอง”

บรรยากาศวัดปทุมวนาราม  แก้วบอกว่าคึกคักประมาณสองวันแรกที่มวลมหาประชาม็อบเข้ามา ต่อมาค่อยลดลง เมื่อถามถึงที่พักอาศัยของมวลมหาประชาม็อบ แก้วบอกว่า นอกจากอาศัยริมกำแพงวัดกางเต็นท์นอนแล้ว ชาวม็อบยังเข้าไปอาศัยในสวนป่าหลับนอน พร้อมชี้มือไปทางทิศเหนือ

วัดปทุมวนารามเป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า มีท้องที่นาหลวงอยู่ในคลองบางกะปิอยู่รายหนึ่ง มีพระบรมราชประสงค์จะให้ทำเป็นรมณียสถาน เช่น สระปลูกดอกบัวต่างๆ ไว้สำหรับทอดพระเนตร เพื่อสำราญพระราชหฤทัยในยามว่างพระราชกิจ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยเป็นแม่กอง พระยาสามภพพ่ายเป็นนายงานเจ้าจีนขุดสระบัวให้เป็นเกาะน้อย เกาะใหญ่ ลดเลี้ยวกันไป ถ้าที่ไม่พอก็ให้ซื้อราษฎรต่อไปอีก

กาลนั้น สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย พระยาสามภพพ่ายได้ทำพระที่นั่งประทับแรม พลับพลา โรงละคร โรงครัวเลี้ยงขุนนางหน้า ชักกำแพงล้อมรอบเป็นเขตข้างหน้า ข้างใน ฝ่ายข้างใต้ให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง พระราชทานชื่อ “วัดปทุมวนาราม”

วันนี้ วัดปทุมวนารามแม้จะอยู่ใจกลางกรุง แต่เต็มไปด้วยความร่มรื่น ภายในมีสวนป่า แมกไม้นานาพรรณร่มรื่น พระภิกษุสงฆ์ เณร แม่ชี ทรงศีลสงบงาม และยังมีมวลมหาประชาม็อบเข้าไปอาศัยอยู่ด้วย โผล่เข้าไปก็เจอเต็นท์รายเรียงอยู่ริมกำแพง แม้จะสายแล้ว แต่บางคนยังหลับใหล บ้างออกมานั่งเบื้องหน้าเต็นท์ จุดทางเข้าด้านขวามือใต้อาคารมีหลังคาปรากฏเต็นท์หนาตา เมื่อเดินเข้าไปก็พบชายสูงอายุ 2 คนกำลังนั่งรับประทานอาหารอย่างออกรส

สองสหายเชื้อเชิญร่วมรับประทานอาหารอย่างไมตรี คนหนึ่งชื่อนายพิชัย ผุดโรย อายุ 51 ปี เป็นชาวอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร บ้านทำสวนยางและสวนปาล์ม เมื่อถามว่าทำไมเลือกมาอยู่ในวัด นายพิชัยบอกว่าสะดวกดี ห้องน้ำห้องท่าสบาย พระท่านก็เป็นกันเองดี อาหารการกินท่านก็นำมาให้

“การช่วยทางวัด เราก็ช่วยบ้างเป็นงานเล็กๆน้อยๆ อย่างกวาดห้องน้ำ เราอยู่นี่สบาย ไม่เหมือนฝั่งโน้น เอ่ยพลางชี้ไปทางถนนพระรามหนึ่ง ฝั่งนั้นห้องน้ำลำบาก”

เมื่อถามถึงเรื่องอาหารการกิน พิชัยบอกว่านอกจากจะได้จากพระสงฆ์แล้ว เวทีใหญ่ของม็อบก็แจกจ่ายให้ ถึงเวลาเปิดครัวใครหิวก็ไปกิน ได้อาศัยพระและครัวม็อบ ทำให้พิชัยและเพื่อนประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

“วันหนึ่งผมจ่ายร้อยกว่าบาทเอง”

บริเวณที่พิชัยกางเต็นท์ ห่างจากเหตุฆาตกรรมหมู่ม็อบเมื่อคราวก่อนไม่ไกลนัก ยามค่ำคืนหลับนอนกันอย่างไร ได้รับคำตอบว่า กว่าพิชัยจะกลับมานอนก็ปาเข้าไปประมาณตีสอง ง่วงมากแล้ว กลับมาก็นอนได้อย่างสบายใจ เพราะว่ามีการ์ดดูแล

“กลางคืนนอนนี่แหละ หลับดี” อำนวยเสริม

นายอำนวย จุ้ยนคร อายุ 62 ปี ชาวอำเภอหลังสวน จ.ชุมพร หนึ่งในมวลมหาประชาม็อบ เข้ามาอยู่ในวัดตั้งแต่วันที่ 13 สาเหตุที่เลือกวัดเหตุผลไม่ต่างจากพิชัย และบอกว่า กลางคืนแม้จะมีเอะอะบ้าง แต่ก็ทำใจได้เพราะอยู่กับคนหมู่มาก

เมื่อถามว่า ทางวัดขอร้องอะไรบ้าง อำนวยบอกว่าทางวัดไม่ได้ ขออะไร จะมีก็แต่พระภิกษุสงฆ์เข้ามาถามว่าอยู่สบายดีหรือไม่ ขาดเหลืออะไร อยู่อีกนานไหม ซึ่งก็ตอบไปอย่างขอไปทีว่า ขออยู่เรื่อยๆไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร

วงจรชีวิตประจำวันนายอำนวยบอกว่า ตื่นประมาณตี 4 รีบเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จแล้วก็ออกไปหาข้าวต้ม กาแฟรองท้องไว้ก่อน ค่อยกลับมาเตรียมตัวออกไปเดิน จะเดินไปที่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับเวทีจะเป็นผู้นำพาไป ถ้าวันไหนไม่ไปก็พักผ่อน หรือไม่ก็ไปร่วมกับเวทีอื่นๆ

แต่ละวันจะได้กลับมาวัดประมาณ 15.00 น. กลับมาก็รีบอาบน้ำ กินข้าว แล้วไปฟังปราศรัย ง่วงก็กลับมานอน วงจรชีวิตในมวลมหาประชาม็อบเป็นแบบนี้เกือบทุกวัน

เมื่อถามถึงภัยต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งพิชัยและอำนวยตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตั้งใจไว้ตั้งแต่ออกจากบ้านแล้วว่ามาทำเพื่อประเทศชาติ

“อยากให้คนสามัคคีกัน ไม่มีคอร์รัปชัน ลูกหลานจะได้อยู่สุขสบาย จึงไม่กลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น” อำนวยยืนยัน

หวังว่าทั้งสองจะปลอดภัย และวัดไม่ต้องตกเป็นข่าวเหมือนม็อบคราวก่อนอีก.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้