วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โลกแบ่งชนชั้น

นายแอนตัน เคซีย์ พนักงานจัดการสินทรัพย์ของบริษัทครอสซินเวสต์ เอเชีย จำกัด (Crossinvest (Asia) Pte Ltd) ชาวอังกฤษ อายุ 39 ปี โชคดีที่ได้แต่งงานกับคนที่สวยที่สุดในสาธารณรัฐสิงคโปร์ จนชนะการประกวดได้เป็นนางงามสิงคโปร์ ทั้งคู่มีลูกชายอายุ 5 ขวบ นายเคซีย์ได้วีซ่าถาวรให้พำนักพักอยู่และทำมาหากินในสิงคโปร์ได้

นายเคซีย์โพสต์ความคิดและภาพของตนและครอบครัวลงในเฟซบุ๊กบ่อยๆ สัปดาห์ก่อน นายเคซีย์ลงภาพที่ตนและลูกนั่งรถไฟสาธารณะ พร้อมทั้งโพสต์ข้อความที่บอกว่า พวกมนุษย์ที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นพวกคนจน เมื่อพวกตนใช้บริการรถไฟสาธารณะแล้ว ก็ต้องรีบกลับมาอาบน้ำเพื่อล้างเอากลิ่นสกปรกบนรถไฟสาธารณะออกจากตัว

ในเฟซบุ๊กของนายเคซีย์มีภาพลูกชายวัย 5 ขวบ ที่นั่งอยู่ในรถไฟฟ้าพร้อมทั้งใส่ข้อความบนภาพว่า “พ่อครับ รถพ่ออยู่ไหน แล้วคนจนพวกนี้เป็นใคร?”

ภาพที่สอง นายเคซีย์เอาภาพลูกชายที่กำลังนั่งโบกมืออยู่ในรถปอร์เช่ เปิดประทุน สีบรอนซ์เงิน และแกก็เขียนบรรยายใต้ภาพว่า “เฮ้อ ได้เจอลูกซะที ได้กลับมาทำงานตามปกติแล้ว หลังจากได้ไปล้างกลิ่นสกปรกที่ติดมาจากรถไฟฟ้าออกจากตัว”

คนสิงคโปร์รุมประณามโพสต์ของนายเคซีย์กันเยอะมากครับ แม้แต่รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกฎหมายของสิงคโปร์ก็ยังเขียนข้อความลงเฟซบุ๊กของตัวแกเองเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2557 ว่า “ผมโกรธและไม่พอใจข้อความที่ไอ้นี่โพสต์ ถือว่าหยาบคาย ไม่ถูกต้องและรับไม่ได้เลยครับ ใครก็ตามที่มีชีวิตสุขสบายแล้ว ก็ควรเห็นใจผู้อื่น  โดยเฉพาะคนที่มีฐานะด้อยกว่า หรือคนที่อยู่ในสถานะขาดแคลน ซึ่งอันนี้ถือเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทว่านายเคซีย์กลับดูหมิ่นถิ่นแคลนคนที่ด้อยกว่า”

สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กครับ ทั้งสาธารณรัฐมีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งพันตารางกิโลเมตร เล็กกว่าบางอำเภอของประเทศไทยเสียอีก ผู้คนทั้งประเทศมีแค่ 6 ล้านคน นายเคซีย์หนีหน้าหลบไปทางไหนก็ลำบาก แถมมีประชาชนคนสิงคโปร์จำนวนไม่น้อยโต้ตอบนายเคซีย์ทางเฟซบุ๊ก จนนายเคซีย์ต้องจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อให้ตัวเองออกถ้อยแถลงขออภัย แต่คนสิงคโปร์ก็ยังด่าทอแกต่อ เพราะข้อความที่แกขออภัยนั้น ไม่ได้แสดงความจริงใจ แม้แต่รัฐมนตรีต่างประเทศก็ยังโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองว่า “หลายคนคิดว่าคำขอโทษของนายเคซีย์ไม่จริงใจผมเองก็มองว่ามีเหตุผลพอสมควรที่จะคิดอย่างนั้น แต่อย่าไปด่าครอบครัวของนายเคซีย์ผ่านสื่อออนไลน์เลยครับ เพราะพวกเราชาวสิงคโปร์มีจิตใจสูงกว่าการด่าทอ”

ผู้อ่านท่านครับ ไม่ว่าในภาษาไทย หรือในภาษาอังกฤษ ถ้าผู้อ่านท่านเข้าไปเสิร์ช ไปอ่านในโซเชียลมีเดีย ท่านจะพบวาทกรรม หรือข้อความที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็แปลกใจครับว่า อะไรทำให้มนุษย์เราสมัยนี้กล้าเปิดหน้าดูหมิ่นถิ่นแคลนคนอื่นที่ด้อยกว่า แม้แต่บนเวทีปาฐกถาอภิปรายบรรยายปราศรัยสมัยนี้ก็ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าจะมีคนกล้าพูดความคิดของตนเองในเรื่องมนุษย์เกิดมาไม่เท่ากัน

พวกคุณ (อาจารย์) กล้าพูดได้อย่างไร ว่าคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยย่อมมีความคิดทางการเมืองสูงกว่าชาวนาชาวไร่และกรรมกร และผมไม่เห็นด้วยเลยครับที่บอกว่าชาวไร่ชาวนาหลายคนมีสิทธิทางการเมืองเท่ากับอาจารย์มหาวิทยาลัยหนึ่งคน

บางคนก็อวดว่าตนเองมีห้าปริญญา ดังนั้นย่อมมีความคิดเห็นทางการเมืองดีกว่า สูงกว่า คนที่ไม่มีการศึกษา (ซึ่งหมายความถึงมีปริญญาน้อยกว่าไอ้คนพูด)

ผู้อ่านท่านผู้เจริญ ถ้าเรายอมรับความคิดอย่างนี้ นั่นก็หมายถึงสังคมโดยรวมแห่งมนุษยชาติกำลังเสื่อมทรามลง เรื่องนี้ ทำให้มนุษย์ไขว่คว้าเข้าหาวัตถุมากขึ้น และใช้วัตถุเป็นเครื่องตัดสินความสูงต่ำของคน ใช้ใบปริญญาและสถานะทางการศึกษามาตัดสินศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทั้งๆที่ปริญญาเหล่านั้น พูดกันตามความจริงนะครับ ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความโง่เขลาเบาปัญญา หรือความฉลาดของมนุษย์

พ่อแม่คุณมีเงิน ก็มีปัญญาส่งคุณไปให้มีการศึกษา ยิ่งพวกจบมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เดี๋ยวนี้เยอะแยะ ที่สถาบันเหล่านั้นใช้การศึกษาเป็นการค้า แม้แต่ในเมืองไทยก็เถอะ ปริญญาสมัยนี้มีแต่พวกจ่ายครบจบแน่ ขอให้มีเงินเสียอย่าง คุณจะเอาสักกี่สิบปริญญาก็ได้

หรือว่าขณะนี้แกนโลกเข้าสู่วงจรที่จะปรับสมดุลสลับขั้ว ทำให้แกนของขั้วโลกเหนือขยับไปแล้วกว่ามากมายหลายร้อยกิโลเมตร สภาวะอากาศของโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป คุณธรรมของโลกก็ไม่เหมือนเดิม มนุษย์เราอาจจะถึงคราวที่กลับไปฆ่าห้ำหั่นล้างเผ่าพันธุ์กันเหมือนเมื่อยุคหลายพันปีที่แล้ว หรืออาจจะถึงขนาดเอาระบบทาสกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง

เข้าไปอ่านในโซเชียลมีเดีย และฟังคำอภิปรายปราศรัย ทำให้ผมรู้สึกว่า โลกนี้แบ่งชนชั้นวรรณะกันอย่างน่ากลัวขึ้นทุกวันครับ.

 

คุณนิติ นวรัตน์

26 ม.ค. 2557 08:48 ไทยรัฐ