วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลือกตั้งวิบาก เสี่ยงจลาจล จับตาจุดเปลี่ยนวิกฤติ “หย่อนบัตร” ในภาวะฉุกเฉิน

แล้วก็มาถึงวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม กำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าตามปฏิทินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ในฉากสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายแบบเต็มพิกัด

ตามยุทธศาสตร์ที่แนวร่วมม็อบ กปปส.เดินหน้ายุทธการ “ชัตดาวน์” กรุงเทพฯ ยกระดับกดดันขั้นสูงสุด ให้มวลชนเคลื่อนไปบุกปิดสถานที่ราชการ ไล่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจกลับบ้าน

ตามคำสั่งของ “กำนันเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ให้ข้าราชการหยุดงานทั้งประเทศ

นัยว่า เป็นเกมเชิงสัญลักษณ์ไม่ให้ทำงานรับใช้รัฐบาลรักษาการที่หมดความชอบธรรม

ทำกันทุกวิถีทางเพื่อไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากนายกฯรักษาการให้ได้

ในขณะที่บรรยากาศเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในพื้นที่การชุมนุมก็ตกอยู่ในโซน “คิลลิ่งฟิลด์” แนวร่วมมวลชนต้องผวามือมืดที่ซุ่มก่อการอยู่สองข้างทาง

นักข่าวสื่อมวลชนต้องสวมใส่เสื้อเกราะเวลาปฏิบัติงานในพื้นที่ เพราะมีเหตุปาระเบิดสังหาร ลอบยิงกันรายวัน

ไม่เว้นกลางวัน กลางคืน

จากกรุงเทพฯเมืองฟ้าราตรี กลายเป็นดินแดนอันตราย

จ่อใกล้ “มิคสัญญี” เต็มแก่

และที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เป็นกำหนดระยะเวลา 60 วัน โดยมอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน เป็นผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.)

หวังตีกรอบ “ม็อบกำนัน” ให้อยู่ในขอบเขต

ง่ายต่อการควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เปิดเกมรุกกดดันรัฐบาลมากเกินไป

แต่ก็อย่างที่เห็น ประเดิมกันตั้งแต่วันแรกที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้เลย

กับความตั้งใจท้าทายกันซึ่งๆ หน้า นายชุมพล จุลใส แกนนำสายบู๊ฮาร์ดคอร์ของ กปปส.ได้นำมวลชนจากเวทีแยกราชประสงค์ เคลื่อนไปปิดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมที่เมืองทองธานี

ซึ่งเป็นที่ตั้งของศรส.และที่ทำงานชั่วคราวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กับทีมงานด้านความมั่นคงของรัฐบาล ใช้เป็นสถานที่ประชุม

ม็อบล้อมกรอบ ดักทุบกระดองปู

ทำให้ทีม รปภ.ต้องรีบพานายกฯยิ่งลักษณ์ชิ่งหนี หลบกลุ่มผู้ชุมนุมออกไปได้หวุดหวิด

ดาบไม่ศักดิ์สิทธิ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “เอาไม่อยู่”

นั่นก็เพราะรัฐบาลรักษาการอยู่ในภาวะ “เป็ดง่อย” มีอำนาจแต่สั่งการไม่ได้

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่เห็นได้ชัด จากขั้นตอนที่ไม่เหมือนการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วไป ไม่มีการประกาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ

นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ร่วมในขั้นการประกาศแต่อย่างใด

อยู่ๆ ก็โผล่มาแถลงให้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้อำนวยการ ศรส.โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่คุมกำลัง ศรส.

ใช้แค่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกำลังหลักซะส่วนใหญ่ ทหารเป็นแค่ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

ที่สำคัญไม่มีขุนทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมารับมุกเลย

กองทัพ “ใส่เกียร์ว่าง”

ออกอาการกันเป็นนัยว่า ไม่ได้ยืนอยู่ข้างรัฐบาล

ตามสถานการณ์จึงกลายเป็นฝ่ายของนายกฯยิ่งลักษณ์และทีมงาน ครม.รักษาการที่โดนไล่บี้ไล่ต้อน แบบที่นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท.แนวร่วมสายฮาร์ดคอร์ของ “ม็อบกำนันเทพ” ประกาศไล่ล่านายกฯยิ่งลักษณ์ พล.ต.อ.อดุลย์ และ ร.ต.อ.เฉลิม

หาก 3 คนนี้เดินทางไปไหน คปท.จะตามไปทุกที่ ล็อกตัวให้ได้ภายใน 3 วัน

คนถืออำนาจรัฐโดนม็อบที่มีข้อหากบฏประกาศไล่ล่าต้องหนีกันหัวซุกหัวซุน

ขนาดนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องงดไปงานแต่งของหลานชายเลี่ยงปรากฏตัวตามสถานที่เปิดเผย เพราะเสียวม็อบตามราวี

แม้กระทั่งสถานที่ตั้งกองบัญชาการ ศรส.ยังหาไม่ได้

เนื่องจากถูกหน่วยราชการปฏิเสธหมด ไม่ว่าจะเป็นกองบัญชาการกองทัพอากาศ หรือที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็ขอให้ปลดป้ายออก เพราะแต่ละแห่งไม่อยากตกเป็นเป้าเผชิญหน้ากับม็อบกว่าจะไปปักหลักที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ก็ต้องเร่ร่อนพเนจรอยู่นาน

สภาพไม่ต่างจาก “รัฐบาลพลัดถิ่น” เข้าไปทุกขณะ

สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตร วิกฤติบ้านเมืองวุ่นวาย รัฐบาลรักษาการไม่อยู่ในสถานภาพที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองได้

อย่าว่าแต่คุมการจัดเลือกตั้ง แค่หนีม็อบไล่ล่าเอาตัวรอดไปวันๆ ยังเหนื่อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ว่ากันตามหลักนิติศาสตร์กระบวนการทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าภายใต้ระบบกติกา

กระบวนการเลือกตั้งยังคงดำเนินต่อไป

โดยหลักการภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีการยุบสภา ก็ต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนได้มอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ

และการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเข้ามาบริหารจัดการประเทศ

ซึ่งนั่นก็ขัดแย้งกับปัญหาทางรัฐศาสตร์ กับสิ่งที่ประชาชนทั่วประเทศสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่มองยังไงก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เลือกตั้ง ดูแล้ววังเวง

ป้ายผู้สมัครพรรคการเมืองติดกันแบบหร็อมแหร็ม แทบไม่มีการปราศรัยหาเสียงจนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ยังไม่รู้เลยว่า พรรคไหนเบอร์อะไร

ซึ่งนั่นก็ยังไม่ซีเรียสเท่ากับเงื่อนไข “ติดล็อก”

กับปัญหา 28 เขตเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ไม่มีผู้สมัคร ส.ส. ต้องมีการจัดเลือกตั้งซ้ำอีก

และยังจะส่งผลถึงการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่สามารถประกาศผลได้

ขณะที่กรรมการคุมหน่วยเลือกตั้งยังขาดอีกกว่า 5 หมื่นคน

เหนืออื่นใด สถานที่จัดเลือกตั้งมีหวังโดนปิดล้อมแน่ตามการประกาศของ “กำนันเทพ” สั่งม็อบ กปปส.ปิดหมดทุกจังหวัด ไม่มีทางที่จะให้มีการเลือกตั้ง

โดยสภาพการณ์ยังไงก็ไม่สมบูรณ์

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่สามารถนำมาซึ่งผลที่จะเดินหน้าตามกระบวนการไปสู่วัตถุประสงค์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้

อย่างไรเสียก็คงไม่ได้ตั้งรัฐบาลใหม่ภายหลังเลือกตั้งแน่

เบื้องต้นอาจจะมีแต่ผลเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอาจจะได้รักษาเครดิตในฐานะฝ่ายยึดมั่นตามกติกาประชาธิปไตย

ชิงกระแสเป็นพวกที่ยึดมั่นในระบบ อิงตามโลกสากล

ส่วนผลนอกเหนือจากนั้น พรรคเพื่อไทยเองก็คงไม่หวังอะไรในภาวะที่รู้อยู่แก่ใจว่าติดล็อก

หนทางคืนสู่อำนาจเต็มไปด้วย “กับระเบิด”

และการที่ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่า สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ โดยเป็นหน้าที่ของนายกฯและ กกต.จะต้องไปหารือร่วมกันในการออกพระราชกฤษฎีกา ก็เป็นปมสำคัญที่ต้องจับตากันต่อไป

ซึ่งถ้ากระบวนการเลือกตั้งยังเดินหน้าต่อ กับ “ภาวะเสี่ยง” ที่เห็นๆ กันจากแนวโน้มจะป่วนกันตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้า ไปจนถึงการหย่อนบัตรวันที่ 2 กุมภาพันธ์

นั่นก็เพราะ “กำนันเทพ” ประกาศแล้วว่า จะขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้มีการเลือกตั้ง

ขณะที่อีกฝั่งก็เป็นปรากฏการณ์ของกลุ่มเคลื่อนไหวให้ยุติความรุนแรง จุดชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ จุดเทียน ชูป้าย “RESPECT MY VOTE” สนับสนุนให้เดินหน้าเลือกตั้ง

พร้อมแสดงพลังสู้กับแนวร่วมม็อบ กปปส.

ขณะที่อารมณ์ของคนกลางๆ ก็อย่างที่ “กรุงเทพโพล” เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วไปต่อการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 51.5 เห็นว่า ควรมีการเดินหน้าเลือกตั้งตามเดิม

แต่ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า สถานการณ์ความรุนแรงและขัดแย้งทางการเมือง มีผลต่อการไปเลือกตั้ง ทำให้ต้องรอดูสถานการณ์ความรุนแรงอีกทีก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะไปเลือกตั้งหรือไม่

เรื่องของเรื่องชาวบ้านทั่วไปก็ไม่แน่ใจในความปลอดภัย

ในเงื่อนไขสถานการณ์ที่จ่อภาวะ “จลาจล” ตามอารมณ์กรุ่นๆ ใกล้จุดเดือด ถ้ามวลชน 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากัน ณ คูหาเลือกตั้ง มีหวังได้ปะทะลงไม้ลงมือกันแน่

และถึงตอนนั้นก็ยากจะประเมินได้ถึงความสูญเสีย

ที่แน่ๆ ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ไหลมาถึงจุดใกล้มิคสัญญี ประเทศไทยได้ตกเป็นเป้า โดนจับตาจากนานาชาติ ในฐานะหนึ่งในประเทศที่กำลังเกิดวิกฤติความวุ่นวายทางการเมือง

เสี่ยง “นองเลือด” ครั้งใหญ่

ตีคู่ไปกับเหตุเกิดที่ประเทศยูเครน ที่กลุ่มผู้ประท้วงทำการปิดถนน เข้ายึดอาคารที่ทำการของรัฐบาลในเมืองหลวง กดดันให้ประธานาธิบดีลาออก

เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศรัสเซีย

แต่ที่วิกฤติคล้ายราวกับ “ถอดแบบ” กับเมืองไทยก็คือกรณีของประเทศบังกลาเทศ ที่กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากออกมาเดิน ขบวนตามถนนหลายสายทั่วกรุงธากา

เพื่อขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง

เพราะพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มผู้สนับสนุนเชื่อว่า ถึงเลือกตั้งไปก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรครัฐบาลบนเงื่อนไขที่ว่า มีการทุจริตหรือโกงเลือกตั้ง

และที่สุดก็กลายเป็นเหตุความรุนแรงในศึกเลือกตั้งครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของบังกลาเทศนับตั้งแต่ประกาศเอกราช จากเหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยเกือบ 30 คน

ขณะที่พรรครัฐบาลได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายจากการที่พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตร

หนังตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว

ท้องเรื่องคล้ายกัน เงื่อนไขยิ่งใกล้เคียงกับเหตุเกิดที่ประเทศไทย

ฉากโศกนาฏกรรมจะฉายซ้ำหรือไม่ ลุ้นกันวันที่ 2 กุมภาพันธ์.

"ทีมการเมือง"

25 ม.ค. 2557 08:35 ไทยรัฐ